เน้นสอนหลักธรรมง่ายๆ ที่คนทั่วไปสามารถเข้าใจ และนำไปปฏิบัติได้ง่าย
ในชีวิตประจำวัน เช่น ศรัทธาต่อพระอมิตาภพุทธเจ้า และตั้งจิตมั่นที่จะไป
เกิดยังพุทธเกษตรหรือการปฏิบัติที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงเพื่อหลุดพ้นจาก
สังสารวัฏแต่มุ่งการบำเพ็ญกุศลบารมีช่วยเหลือผู้คนให้หลุดพ้นจากความ
ทุกข์ เฉกเช่นองค์พระโพธิสัตว์ บางนิกายเชื่อว่าพุทธศาสนิกชนในนิกาย
ไม่จำเป็นต้องบวชหรือครองเพศบรรพชิตก็สามารถที่จะบรรลุธรรมมะ
ขั้นสูงได้ 

วัดโฝวกวงซัน เป็นวัดในนิกายสายเซ็น ซึ่งมีความเชื่อพื้นฐานว่า สัจจภาวะ
นั้น ย่อมอยู่เหนือการพูดการคิด เราจะค้นสัจธรรมในหนังสือพระไตรปิฎก
ย่อมไม่พบ นอกจากเราจะต้องหันมาบำเพ็ญดูจิตใจของตนเอง เพราะความ
จริงเราจะหาได้ภายในตัวเรานี้เอง จะไปค้นหาภายนอกไม่ได้ จึงมีคำขวัญ
ประจำนิกายนี้ว่า "ปุกลิบบุ่งยี่ ติกจี้นั่งซิม เกียงแส่เซ่งฮุก" แปลว่า ไม่ต้อง
อาศัยตัวหนังสือ แต่ชี้ตรงไปยังจิตใจของคน ให้เห็นแจ้งในภาวะที่แท้จริง 
แล้วบรรลุเป็นพุทธะ

นิกายนี้จึงสอนว่า "สรรพสัตว์มีพุทธภาวะหรือธรรมกายรุ่งเรืองสุกใสอยู่ด้วย
กันทุกๆ คน คำพูดหรือตัวหนังสือหาเพียงพอที่จะอธิบายถึงสัจจะภาวะอันนี้
ไม่ เพราะฉะนั้นบางคราวจำเป็นต้องอาศัยปริศนาธรรมและคำพูดที่เสียด
แทงเข้าไปถึงหัวใจ ช่วยพาไปให้รู้จัก วิธีนี้เรียกว่า "โกอาน" ซึ่งแปลว่า 
ปริศนาธรรม โดยอาจารย์ผู้จะสั่งสอนศิษย์โดยการให้โกอานหรือปริศนา
ธรรม นำไปขบคิด ผู้ใดขบคิดปัญหาโกอานแตกผู้นั้นก็ดวงตาเห็นธรรมได้ 
นอกจากนี้นิกายเซ็นกล่าวว่า การปฎิบัติธรรม โดยผ่านตามลำดับขั้นแห่ง
ไตรสิกขานั้น เป็นการเนิ่นนานล่าช้า สู้วิธีการของเซ็นไม่ได้ วิธีการของ
เซ็นเข้าโดยปัญญาอย่างเดียว เมื่อมีปัญญารู้แจ้งแล้ว ศีลสมาธิก็ย่อมปรากฏ
เอง คณาจารย์เซ็นอธิบายถึงลักษณะของพุทธภาวะว่า คือจิตเดิมแท้ของ
แต่ละบุคคลนั่นเอง

การฝึกปฏิบัติศาสนา (ซาเซ็น หรือ การปฏิบัติณาน)

พุทธภาวะที่ไม่เกิดแก่เจ็บตายอันมีอยู่ทั่วไป และมีอยู่แก่สรรพสัตว์ทั้งสิ้น และเป็น
ภาวะบริสุทธิ์มาแต่ดั้งเดิม แต่ปุถุชนถูกอวิชชากำบัง เข้าใจว่าตนนั้นเกิด แก่ เจ็บ 
ตาย ซึ่งเป็นความหลงผิดนั้น ต้องกำจัดอวิชชานี้ออกไปเสียด้วยวิธีทำซาเซ็น 
ซึ่งภาษาจีนว่า "ชัมเซี้ยม" คือทำณานให้เกิด นิกายเซ็นกล่าวว่า ปัญญากับณาน
จะแยกกันมิได้ ณานที่ไร้ปัญญาก็มิใช่ณานชนิดโลกุตตระ

นิกายเซ็นมีวิธีเรียกว่า "ชัมกงอั่ว" หรือภาษาญี่ปุ่นว่า "โกอาน" ซึ่งแปลว่าปริศนาธรรม เช่นว่าสุนัขมีพุทธภาวะหรือไม่ ผู้ใดเป็นผู้สวดมนต์ภาวนา
อยู่นี้ ศิษย์จะนำไปขบคิดจนกระทั่งขบแตก ซึ่งถือว่าเป็นก็าวแรกของปัญญา ที่จะ
นำตนให้พ้นวัฎฏสงสารทีเดียว

ภูมิธรรม การบรรลุธรรมของนิกายเซ็นแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ
1. ระยะแรก เรียกว่า "ชอกวง"หรือ"ปุนซัม" ได้แก่การขบปริศนาธรรมแตก เกิด
ปัญญารู้แจ่มแจ้ง เห็นภาวะดั่งเดิมอันบริสุทธิ์ปราศจากกิเลสของตนเอง 
2. ระยะกลาง เรียกว่า "เต้งกวง" คือการใช้ปัญญาพละและในระยะนั้นเอง ก็กำหราบ
สรรพกิเลสให้อยู่นิ่งเป็นตะกอนน้ำนอนก็นถังอยู่ 
3. ระยะหลัง เรียกว่า "หมวงเอ้ากวง" คือการทำลายกิเลสที่เป็นตะกอนนอนก้นนั้น
ให้หมดสิ้นไป

แม้ว่าวัดโฝวกวงซันเป็นวัดในนิกายเซ็น สายรินไซเซ็น แต่ด้วยเพราะวัดสืบทอด
มาจากประเทศจีนซึ่งประกอบไปด้วยพุทธศาสนานิกายมหายานหลากหลานิกาย
จึงเกิดการสมผสมผสานหลักธรรม แนวความคิด และหลักในการปฏบัติต่างๆ
เข้าด้วยกัน เหตุเป็นเช่นนี้เพราะมหายานบางนิกาย เช่น นิกายสุขาวดี ไม่ได้ตั้ง
กฏเกณฑ์ทางปรัชญาไว้ตายตัว มีเพียงหลักปฏบัติง่ายๆ เช่น การศรัทธาต่อ
พระอมิตาภพุทธเจ้า และตั้งปณิธานไปเกิดยังดินแดนสุขาวดี แนวความคิดดังกล่าว
ส่งผลให้แนวความคิดเรื่องดินแดนสุขาวดีจึงผสมผสานเข้ากันได้กับทุกนิกาย
แล้วแต่ว่าผู้ปฏิบัติฝักใฝ่ปรัชญาสายใด ก็นำเรื่องดินแดนสุขาวดีไปอธิบายตาม
ทัศนะคติของนิกายตน เฉกเช่นที่วัดโฝวกวงซันเองก็รับเอาแนวความคิดและ
หลักธรรมในการปฏิบัติเพื่อเข้าถึงดินแดนสุขาวดีมาปฏิบัติด้วย

หลักธรรมที่ยึดถือปฏิบัติเพื่อเข้าถึงดินแดนสุขาวดี
ด้วยเพราะศาสนพุทธนิกายมหายานส่วนมากมีความเชื่อว่า ลำพัง
ตัวศาสนิกชนไม่สามารถที่จะช่วยให้ตนเองบรรลุถึงนิพพาน เพราะ
ไม่มีบารมีเพียงพอที่จะทำเช่นนั้นได้ จึงเกิดความเชิ่อว่าการไปเกิด
ในดินแดนสุขาวดี คือการพ้นทุกข์ เพราะผู้ที่ไปเกิดในดินแดนนี้
จะไม่กลับมาเกิดในภพที่ต่ำอีก หรือจะไม่หวนกลับไปเวียนว่าย
ตายเกิดในสังสารวัฏอีก ต้องเป็นผู้ที่เที่ยงต่อพระนิพพานเท่านั้น 
ด้วยเหตุนี้ผู้ที่ปรารถนาจะไปเกิดในดินแดนสุขาวดีจึงควรบำเพ็ญ
กุศล 3 ประการ คือ

1. กตัญญูกตเวที 
ผู้ที่ปรารถนาจะไปเกิดในดินแดนสุขาวด ีต้องเป็นผู้มีความ
กตัญญูกตเวทีต่อผู้มีอุปการคุณ เช่น บิดา มารดา ครูอาจารย์ 
มีเมตตากรุณาต่อสรรพสัตว์ และบำเพ็ญกุศลกรรมบถ 10 ประการ

2. ยึดพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง  
ผู้ที่ปรารถนาจะไปเกิดในดินแดนสุขาวดีจะต้องยึดมั่นใน
พระรัตนตรัยต้องประพฤติปฏิบัติและเคร่งครัดในศีล และสำรวจ
ระวังในอภิสมาจาร

3. จิตมั่นคงในโพธิ 
ผู้ที่ปรารถนาจะไปเกิดในดินแดนสุขาวดีซึ่งถือเป็นดินแดนที่เที่ยง
ต่อนิพพาน ต้องมีจิตใจฝักใฝ่และมั่งคงต่อการบรรลุโพธิญาณ
ไม่ย่อท้อต่ออุปสสรคใดๆ เชื่อมั่นในกฎแห่งกรรมและผลกรรมที่ตน
ประพฤติปฏิบัติมา และไม่ละเลยการศึกษาเล่าเรียนคัมภีร์มหายาน

นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้ว ท่านวสุพันธุแห่งนิกายโยคาจาร
ได้กล่าวสรุปจริยาวัตรของผู้ที่ประสงค์จะไปเกิดในดินแดนสุขาวดี
ในคัมภีร์อมิตายุอุปเทศศาสตร์ถึง 5 ประการด้วยกันคือ

1. บูชาพระอมิตาภพุทธเจ้าเป็นนิตย์ จัดเป็นกายกรรม
2. สรรเสริญพระอมิตาภพุทธคุณ แลเอ่ยพระนามของพระองค์ 
เช่นการสวดมนต์ เป็นต้น จัดเป็นวจีกรรม
3.ตั้งปณิธานขอไปเกิดในดินแดนพุทธเกษตร
4. จิตตรึกตรอง ภาวนาถึงพระอมิตาภพุทธเจ้า และคุณาลังกา
ต่างๆของพระองค์พร้อมด้วยพระโพธิสัตว์ต่างๆในสุขาวดี 
จัดเป็นมโนธรรม
5.แผ่กรุณาจิตให้สรรพสัตว์ และปรารถนาให้พ้นไปจากสังสารทุกข์