การสอนสั่งของพระพุทธองค์ มีหลากหลายวิธีที่แตกต่างกัน หากคนที่หลุดพ้นไม่ติดอยู่ใน
ชื่อเสียงลาภยศสักการะแล้ว พระพุทธองค์ก็จะให้พวกเขาเข้าไปเผยแพร่ศาสนาในเมือง หากคนที่
ยังบำเพ็ญไม่เข้าขั้น ยังไม่สามารถหลุดพ้นจากสิ่งต่าง ๆ พระพุทธองค์ย่อมจะเรียกให้เขาออกห่าง
จากฝูงชน ไปอยู่ในป่าหรือในภูเขาสึกบำเพ็ญเพียร
      พระพุทธองค์ผู้ทรงเปี่ยมด้วยบุญวาสนาและบารมีธรรม ไม่ว่าจะไปถึงไหน ก็จะมีปัจจัยถวายตาม
ไปถึง แม้ว่าพระพุทธองค์จะไม่ต้องการสิ่งของเหล่านี้ แต่ว่าสิ่งของที่ส่งมามีมากมายกองเป็นภูเขา
เนื่องจากพระพุทธองค์ทรงเป็นที่นับถือเลื่อมใสของประชาชนทั่วไป เป็นผู้ที่เหล่าขุนนาง องค์ราชันย์
ให้ความเคารพเป็นสรณะ

     ห่างจากเมืองสาวัตถีไปประมาณยี่สิบลี้ มีป่าที่เขียวขจีแห่งหนึ่ง เป็นสถานที่สงบกว้างใหญ่
ไพศาล พระพุทธองค์มักจะนำพาสาวกทั้งหลายไปบำเพ็ญธรรมที่ป่าลึกนี้ พระพุทธองค์ทรงเรียกป่า
แห่งนี้ว่า ป่าละโลภ เพราะว่าต้องการให้ทุกคนละห่างจากความโลภตัณหา มีบุญกุศลที่บริสุทธิ์ 
จึงตั้งชื่อนี้ขึ้นมา

      หลังจากฤดูใบไม้ผลิที่อบอุ่นผ่านไป ก็เป็นฤดูร้อนอบอ้าว พระพุทธองค์ก็ทรงนำพาเหล่าสาวก
เข้าสู่ป่าละโลภอีกพระพุทธองค์ มาถึงที่ป่านี้ไม่นาน เหล่าสาธุชนก็พากันตามหลังมา ทั้งยังนำ
ปัจจัยมามากมาย ชั่วประเดี๋ยวเดียว ปัจจัยก็เต็มป่า แม้พระพุทธองค์จะไม่ทรงต้องการของเหล่านี้ 
แต่ปัจจัยเหล่านี้ก็ตามมากองอยู่เบื้องพระพักตร์ พระพุทธองค์

      พระพุทธองค์ก็ทรงหวั่นวิตกว่า เหล่าสาวกทั้งหลายจะลุ่มหลงในวัตถุปัจจัย ด้วยเหตุนี้ จึงทรง
รวบรวมพระภิกษุทั้งหมดประมาณหนึ่งถึงสองหมื่นรูปในป่า ทรงตรัสถึงเคราะห์ภัยของวัตถุปัจจัย 
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า
      “เหล่าสาวกทั้งหลาย วัตถุปัจจัยเป็นอุปสรรคอันยิ่งใหญ่ขวางกั้นการบำเพ็ญธรรม คนที่เพิ่งจะ
บรรลุในขั้นแรกมักจะโดนมันนำพาให้ลุ่มหลง เราขอบอกพวกท่านว่า จงอย่าได้โลภแสวงหาวัตถุ
ปัจจัย ชื่อเสียงลาภยศ ความเคารพนับถือสิ่งเหล่านี้ให้มองว่าเป็นอุปสรรคขัดขวางธรรม ควรจะอยู่
อย่างเรียบง่ายสมถะ”

      เมื่อฟังคำชี้แนะของพระพุทธองค์แล้ว มีพระภิกษุบางรูปยังไม่ค่อยเข้าใจจึงทูลถาม
พระพุทธองค์ว่า
    “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อพวกเรามีชื่อเสียงแล้ว การเผยแผ่เทศนาธรรม มิใช่จะมีคนต้องการ
ฟังมากขึ้นหรือ? เมื่อมีประโยชน์ การทำงานมิใช่ว่าจะสะดวกขึ้นหรือ? การได้รับความเคารพนับถือ
จากผู้คน มิใข่ว่าจะมีคนเชื่อถือหรือ? เหตุไฉนพระพุทธองค์ทรงตรัสว่า วัตถุปัจจัยเป็นอุปสรรค
ขัดขวางธรรม?”

      พระพุทธองค์ทรงอธิบายอย่างไม่เหนื่อยหน่ายว่า
      “เหล่าภิกษุทั้งหลาย ชื่อเสียง ผลประโยชน์ ความเคารพนับถือเป็นสามด่านของผู้บำเพ็ญธรรม 
มีผลร้ายที่สามารถทำลายผิวหนังแห่งการรักษาศีล ทำลายเนื้อแห่งสมาธิ ทำลายกระดูกแห่งปัญญา 
และทำลายไขกระดูกแห่งกุศลจิตอันแยบยล”

      เมื่อถึงตรงนี้ก็มีพระภิกษุอีกรูปหนึ่งเดินไปเบื้องหน้าทูลถามพระพุทธองค์ว่า
      “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ในเมื่อชื่อเสียง ผลประโยชน์ ความเคารพนับถือมีแต่ผลเสียไม่มี
ประโยชน์ ถ้าเช่นนั้นตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป พวกเราได้แต่ตระเตรียมไตรจีวรและบาตรหนึ่งใบ อยู่ใน
ป่าลึกในอารัญสถานบำเพ็ญธรรม”

      คำพูดของพระภิกษุรูปนี้เพิ่งจะกล่าวจบ พระภิกษุทั้งหลายต่างพากันอ้อนวอนขออนุญาต
พระพุทธองค์ พระพุทธองค์ทรงเห็นความจริงใจของมหาชน จึงทรงตรัสชมเชยด้วยความดีพระทัยว่า
      “ช่างดีเหลือเกิน ดีมาก เรายินดีที่พวกท่านทั้งหลายสามารถจะดำเนินในทางแห่งอารัญได้ วิธีการ
นี้เป็นวิถีที่ทำให้กิเลสลดน้อย มิใช่วิถีการที่มากด้วยกิเลส เป็นธรรมแห่งความเพียงพอ และมิใช่วิถี
ที่ไม่รู้จักพอด้วย เป็นวิถีธรรมแห่งความสงบสุข มิใช่วิถีแห่งความครื้นเครงสนุกสนาน เป็นวิถีแห่ง
ความวิริยะ มิใช่วิถีแห่งความเกียจคร้าน เป็นวิถีแห่งสัมมาสติ มิใช่วิถีแห่งมิจฉาสติ เป็นวิถีแห่ง
ใจสมาธิ มิใช่วิถีแห่งความสับสน เป็นวิถีแห่งปัญญา มิใช่วิถีแห่งความเขลา”

      หลังจากที่พระพุทธองค์ทรงตรัสจบ เหล่าสาวกน้อมปฏิบัติตามด้วยความยินดี ไม่นานนัก 
พระภิกษุมากมายก็บรรลุอรหันต์มรรค

      การเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย พระพุทธศาสนาในวันนี้ ไม่อยู่ในป่าเขาหรือในวัดวาอารามอีก 
แต่ปกแผ่ไปทั่วทุกมุมของสังคม สร้างคุณานุคุณแก่ปวงชน แต่ทว่าพระเถระทั้งหลาย ที่เทศนาธรรม
ในสังคมนั้น จำเป็นต้องมีการบำเพ็ญที่พ้นจากโลกีย์ก่อน จากนั้นจึงค่อยสร้างคุณานุคุณแก่ปวงชน
ในโลก..