เมืองสาวัตถีในประเทศอินเดีย มีเศรษฐีสุทัตต์คนหนึ่ง เขาเป็นผู้ที่บริจาคทานอย่างกว้างขวาง
ขอเพียงมีคนตกทุกข์ได้ยากมาขอความช่วยเหลือจากเขา เขาจะให้ความช่วยเหลือทันที โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งกับพระรัตนตรัยเขาให้ความเคารพนับถือมาก มักจะถวายปัจจัยแก่พระพุทธองค์และเหล่า
พระภิกษุอยู่เสมอ

     ในครอบครัวของท่านสุทัตต์ มีหญิงรับใช้ชราคนหนึ่ง นางมีความซื่อสัตย์ภักดีต่อเจ้านายมาก
มีความขยันขันแข็งเศรษฐีสุทัตต์ให้ความไว้เนื้อเชื่อใจนางมาก จึงเอากุญแจคลังสมบัติให้นางเป็น
คนเก็บรักษาดูแล แต่ว่าหญิงรับใช้ชราคนนี้เป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว ทุกครั้งที่เห็นเจ้านายขนสมบัติ
ในคลังออกไปแจกจ่ายบริจาคให้แก่ผู้อื่น นางมักจะรู้สึกเสียดายยิ่งนัก และทุกครั้งที่เห็นพระพุทธองค์

และเหล่าสาวกมารับการถวายปัจจัยที่บ้านนางยิ่งไม่พอใจ ท่านเศรษฐี จะคอยต้อนรับดูแลอย่าง
กระตือรือร้น ดังนั้นความอิจฉาริษยาจึงเผาไหม้ในใจของหญิงรับใช้ชรา ทำให้นางยิ่งเกลียดชัง
พระพุทธองค์ ครั้งหนึ่ง นางถึงกับกล่าวคำปฏิญาณที่เลวร้ายว่า
     “ข้าจะไม่ขอพบพระพุทธองค์ไปตลอดกาล ไม่ฟังคำเทศนาของพระองค์ และไม่อยากพบ
พระภิกษุเหล่านั้น” จริงดังที่ว่าเรื่องดีไม่ออกนอก เรื่องชั่วร้ายร่ำลือพันลี้

     หลังจากที่หญิงรับใช้ชราตั้งปฏิญาณอันเลวร้ายออกไปนั้นไม่นานก็ร่ำลือไปทุกหนทุกแห่ง 
องค์ราชินีมัลลิกาในพระราชวังทรงทราบเช่นนี้ ก็ไม่พอพระทัย พระนางทรงทราบว่า เศรษฐีสุทัตต์
เป็นพุทธศาสนิกชนที่มีความศรัทธาคนหนึ่ง แล้วทำไมในบ้านจึงมีคนไม่เคารพพระรัตนตรัยเช่นนี้? 
ด้วยเหตุนี้พระนางมัลลิกาจึงทรงรับสั่งให้ไปยังบ้านของเศรษฐีสุทัตต์ แจ้งว่าพระนางจะจัดถวาย
ปัจจัยแก่พระพุทธองค์ที่พระราชวัง หวังว่าหญิงรับใช้ชราในบ้านของเขาจะไปช่วยงานได้ พระบัญชา
ของพระราชินี เศรษฐีสุทัตต์ย่อมจะไม่อาจขัดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการถวายปัจจัยแด่
พระพุทธองค์ เศรษฐีจึงรีบเอากะละมังทองคำบรรจุไข่มุกจนเต็ม เรียกให้หญิงรับใช้ชรา นำไปส่งให้
พระราชวังเพื่อถวายแด่พระพุทธองค์ พระเสาวนีย์ขององค์ราชินี คำสั่งของเจ้านาย ทำให้หญิงรับใช้
ชราไม่อาจขัดขืนได้ พระนางมัลลิกาเห็นหญิงรับใช้ชรามาถึง ก็ทรงคิดว่า คนที่มีมิจฉาทิฐิเช่นนี้ 
จะต้องทูลเชิญพระพุทธองค์มาสอนสั่งชี้แนะนาง

     หลังจากที่หญิงรับใช้ชราส่งมอบไข่มุกให้แก่พระราชินีแล้ว ขณะที่กำลังจะหมุนตัวเดินออกไปนั้น 
พระพุทธองค์ทรงนำพาเหล่าสาวกเข้ามาทางประตูใหญ่ หญิงรับใช้ชราเห็นพระพุทธองค์เข้ามา 
ก็ตื่นตกใจมาก ก้าวขาคิดจะเดินออกไปทางประตูหลัง แต่ว่า น่าแปลกพระพุทธองค์ก็ทรงดำเนิน
เข้ามาทางประตูหลัง ในขณะนี้นางร้อนใจมาก จึงคิดจะออกทางประตูด้านข้าง และแล้วก็เห็น
พระพุทธองค์ยืนประทับอยู่ที่ประตูด้านข้าง หญิงรับใช้ชราเห็นประตูทุกด้านมีพระพุทธองค์และ
เหล่าสาวกอยู่ จะเข้าหรือจะออกก็เป็นเรื่องยาก นางจึงได้หมอบลงกันพื้น แต่ว่าบนพื้นก็มีภาพของ
พระพุทธองค์อยู่ นางจึงรีบเอามือปิดตา เพื่อที่จะไม่เห็นพระพุทธองค์อีก แต่ในชั่วพริบตานั้น นิ้วมือ
ทั้งสิบก็ปรากฏรูปพระพุทธองค์ ถึงตรงนี้นางไม่สนใจอะไรอีกก้าวเท้ากระโดดวิ่งกลับบ้านไป หลบอยู่
ในห้องเล็ก ๆ แต่ว่าภายในห้องที่มืดมิด นางเห็นพระพุทธองค์ไปทั่วทุกหนแห่ง หญิงรับใช้ชราทุกข์ใจ
มาก

     กล่าวถึงพระพุทธองค์ พระองค์ทรงเข้าไปในพระราชวัง ก็มิทรงใส่ใจกับหญิงรับใช้ชรา ที่ไร้
มารยาท รอจนรับการถวายปัจจัยเสร็จสิ้น จึงทรงตรัสกับราหุลว่า
     “บัดนี้ท่านสามารถไปโปรดหญิงชราเมื่อสักครู่นี้ได้แล้ว นางกับท่านมีเหตุปัจจัยร่วมกัน นางย่อม
จะต้อนรับท่านและรับฟังคำสอนสั่งจากท่าน” พระราหุลน้อมปฏิบัติตามพระรับสั่งของพระพุทธองค์

     พระราหุลจากพระพุทธองค์ไปยังประตูบ้านขอหญิงรับใช้ชรา จึงเคาะประตูร้องเรียก หญิงรับใช้
ชราที่ซ่อนตัวอยู่ในห้องได้ยินน้ำเสียงอันอ่อนโยนเป็นกันเอง ก็รีบมาเปิดประตู วิ่งออกมา บางทีนาง
อาจจะตื่นเต้นจนตาลาย ถึงกับเห็นพระราหุลเป็นเทวดา นางกราบไหว้อธิษฐานต่อพระราหุล

     ในขณะนี้พระราหุลสำแดงกิริยาอันงามสง่า เทศนากุศลกรรมสิบให้แก่หญิงรับใช้ชรา เมื่อนางฟัง
จบ ก็รู้สำนึกผิดในความเขลาที่ผ่านมา ทั้งยังพูดว่า
     “พระอริยะเทวะท่านนี้ช่างยิ่งใหญ่เสียจริง สามารถลงมายังโลกาเพื่อเทศนาธรรมอันแยบยลให้แก่
พวกเรามหาชนได้ สร้างคุณานุคุณแก่เวไนย์ ช่างยิ่งใหญ่เสียกว่าเหล่าพระภิกษุพวกนั้น”
ในตอนนี้ พระราหุลก็รู้ว่านางได้ลดความทะนงตนลง จึงพูดกับนางว่า
     “พุทธธรรมเป็นสิ่งบริสุทธิ์ เป็นความเมตตาอันยิ่งใหญ่ สิ่งที่เมื่อสักครู่เราได้กล่าวไป ล้วนเป็นคำ
ชี้แนะจากพระพุทธองค์ผู้ซึ่งเป็นอาจารย์เรา ลำพังเพียงตัวเรา จะไปเปรียบเทียบกับพระพุทธองค์
ผู้ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร?”
     หญิงรับใช้ชราได้ยินคำพูดเหล่านี้ ก็จ้องมองพระราหุลที่อยู่เบื้องหน้า จึงทำให้นางละอายใจยิ่งนัก นางสำนึกผิดตำหนิตนเอง ทั้งยังอ้อนวอนให้พระราหุลขออภัยโทษต่อพระพุทธองค์แทนนางด้วย 
และวอนขอออกบวช

     พุทธธรรมนั้นเสมอภาค ไม่ว่าจะสูงส่งเป็นพระราชา ต่ำต้อยเป็นทาสรับใช้ ในด้านของ
พุทธธรรมแล้ว ไม่มีความแตกต่างกันเลย หลังจากที่หญิงรับใช้ชราสำนึกผิดต่อเบื้องพระพักตร์
พระพุทธองค์แล้ว ก็ปลงผมออกบวชเป็นพระภิกษุณี ด้วยความขยันหมั่นเพียรฝึกฝน นางจึงได้รับ
มรรคผลในเร็ววัน ถึงตอนนี้ก็มีคนวิ่งมาขอคำชี้นำจากพระพุทธองค์ เกี่ยวกับเหตุปัจจัยในอดีตของ
หญิงรับใช้ชรา พระพุทธองค์ทรงตรัสแก่ปวงชนว่า
     “ในอดีตในสมัยพระมณีทีปราชา มีพระราชโองการพระองค์หนึ่ง ไปออกบวชศึกษาธรรมกับ
พระพุทธเจ้า เดิมทีมีความจริงจังในการบำเพ็ญถือศีล แต่ภายหลังพบกับพระภิกษุรูปหนึ่ง พระภิกษุ
รูปนี้ชอบเทศนาธรรม แต่ว่าพระราชโอรสมีมิจฉาทิฐิไม่เข้าใจ ไม่เพียงแต่ไม่ยกย่อง กลับประนาม
ว่าร้าย ดังนั้นแม้จะมีการรักษาศีล แต่ในจิตใจมีความทะนงมิจฉา เมื่อตายไปก็ตกสู่ทุคติ รับ
ทุกข์ฑัณท์อยู่ในนรก ชาตินี้ได้เกิดกายมาเป็นมนุษย์ มาเป็นทาสรับใช้ เหล่าสาวกทั้งหลาย พระราชโอรสในตอนนั้น ก็คือหญิงรับใช้ชราผู้นี้ พระภิกษุที่ถูกประนามก็คือตัวเราในอดีต”

     เหล่าสาวกฟังแล้วก็รู้สึกว่ามิควรจะสร้างวจีกรรม โดยเฉพาะการประนามผู้อื่น ย่อมจะได้รับผล
ตอบสนองที่ไม่ดี แม้ว่าจะมีการบำเพ็ญรักษาศีลก็ไม่อาจรอดพ้นได้...