ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย มีเมือง ๆ หนึ่งชื่อว่าเมืองพาราณสี องค์ราชันย์มีพระราชโอรส
พระองค์หนึ่งทรงมีพระนามว่ามูภะ หลังจากที่ถือกำเนิดออกมา ก็รู้ชะตาชีวิต รู้ถึงความดีเลว สุขทุกข์ 
สวยงามอัปลักษณ์ อายุขัยยืนยาว อายุขัยสั้นของตนเอง ตั้งแต่หลายอนันตกัปป์ที่ผ่านมาอย่าง
ชัดเจน อีกทั้งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เหมือนปรากฏอยู่เบื้องหน้า จึงหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง ทำให้เขาพูด
น้อยมาก
     เมื่ออายุสามปี พระราชโอรสมูภะยิ่งมีการเปลี่ยนแปลงหนักกว่าเดิมอีก ทั้งวันจะปิดปากไม่พูดจา 
เหมือนกับคนหูหนวก ตาบอด เป็นใบ้ เหมือนหุ่นไม้

     องค์ราชันย์ก็มีเพียงพระราชโอรสอันเป็นที่รักยิ่งเพียงคนเดียว แน่นอน ประชาชนทั้งประเทศ
ย่อมจะให้ความรัก ความเคารพแก่พระองค์ ในพระราชวัง เสวยแต่อาหารชั้นเลิศ สวมแพรพรรณ
สวยงาม ประทับอยู่ในตึกใหญ่โตหรูหราฟังดนตรีไพเราะขับกล่อม แต่สิ่งเหล่านี้มิได้กระตุ้นเร้าใจ
พระราชโอรสเลย แม้ว่าจะต้องการใช้อาภรณ์อาหาร ก็ไม่ยอมตรัสกล่าวว่าหิวโหยหรือหนาวเหน็บ
เช่นไร คนที่เฉลียวฉลาดมีปัญญาเยี่ยงพระองค์ก็เป็นเสมือนรูปนั้น เรียบง่ายสมถะเหมือนต้นไม้
ที่เหี่ยวเฉา องค์ราชันย์ทรงเห็นเช่นนั้นก็ทรงวิตกกังวล โศกเศร้าเสียพระทัยมาก ทรงหวั่นกลัวว่า 
ประเทศเพื่อนบ้านจะหัวเราะเยาะเอามา ตลอดจนอาศัยโอกาสนี้ยกทัพมาระราน

     วันหนึ่ง องค์ราชันย์ทรงเชิญพวกพราหมณ์ที่มีความรู้มามากมาย เพื่อขอคำชี้แนะว่า เหตุใด
พระราชโอรสไม่ยอมพูดจาใด ๆ เลย สาวกพราหมณ์ก็ไม่รู้ถึงสาเหตุจึงกล่าวทูลด้วยคำพูด
เหลวไหลว่า
     “นี่เป็นเด็กที่ไม่เป็นศิริมงคล อย่าทรงเห็นราชโอรสมีรูปร่างหน้าตาสุภาพสง่างาม แท้ที่จริง 
ภายในพระวรกายของพระองค์ได้ซ่อนเร้นรากแห่งภัยพิบัติไว้ จะนำพาความพินาศมาสู่บุพการีและ
ประเทศชาติ เคราะห์ภัยนี้จะได้เห็นในไม่ช้า”
     “องค์มหาราชไม่มีราชโอรสพระองค์อื่น เพราะว่าโอรสที่ไม่ดีเป็นอุปสรรคขัดขวาง ทางที่ดี 
ควรจะฝังทั้งเป็นพระองค์จะได้ทรงแคล้วคลาดปลอดภัย ประเทศก็ไม่ตกสู่อันตราย จากนั้น 
องค์มหาราชก็จะได้ให้กำเนิดพระราชโอรสผู้สูงส่งพระองค์ใหม่ มิฉะนั้นแล้ว ผลที่ตามมาภายหลัง
ไม่อาจจะคาดคิดถึงได้” พราหมณ์อีกคนหนึ่งพูด
     องค์ราชันย์เมื่อทรงได้ยินคำพูดของพราหมณ์ ยิ่งหวั่นวิตก เสวยไม่ได้บรรทมไม่หลับ จึงรีบเรียก
ให้มหาอำมาตย์เก่าแก่เข้าเฝ้า ร่วมปรึกษาหารือ บ้างก็เสนอความคิดเห็นว่า
     “หรือว่าให้ไปปล่อยทิ้งในป่าลึก หรือว่าเอาไปทิ้งลงแม่น้ำ”
     “หรือว่าทำห้องใต้ดิน ด้านข้างทำประตูไว้ให้ส่งอาหาร ให้คนห้าคนไปคอนปรนนิบัติ ขังเอาไว้ใน
นั้นชั่วกาลนาน”
     องค์ราชันย์ทรงเห็นถึงความผูกพันธ์ระหว่างพ่อลูก ก็รู้สึกว่าวิธีการอันหลังค่อยมีมนุษยธรรม
อยู่บ้าง จึงเลือกวิธีหลังนี้
     พระราชโอรสก็ทรงทราบถึงทัศนคติที่ทุกคนมีต่อพระองค์เอง ก็รู้สึกน่าสงสาร แต่เขาก็ปิดปาก
สนิทแล้ว จึงปล่อยให้พวกเขาทำตามใจ ไม่คิดไปสนใจ ส่วนองค์ราชินี ไม่สามารถที่จะทัดทาน
อำนาจของพวกพราหมณ์ได้ ไม่สามารถยับยั้งเรื่องนี้ได้ ก็ทรงเสียพระทัยยิ่งนัก พระอัสสุชลหลั่งไหล
แต่พระนางก็ไม่สามารถทำอย่างอื่นได้ ได้แต่นำเอาสิ่งของที่ราชโอรสต้องการบรรจุลงในหีบไปให้ 
และทรงเลือกเฟ้นเอาคนรับใช้ที่มีนิสัยอ่อนโยนดีงานให้ไปคอยปรนนิบัติราชโอรส

     ขณะที่จะจากไป พระราชโอรสทรงประทับอยู่ในรถครุ่นคิดว่า
“น่ารันทดยิ่งนักที่พระบิดาพระมารดาคิดว่าข้าโง่เขลาไม่ได้เรื่องจริง ๆ หารู้ไม่ว่าที่ข้าไม่ยอมพูด 
ก็เพราะต้องการหลุดพ้นจากวจีกรรม มีความปลอดภัย พระบิดาไม่ทรงตรวจสอบ กลับให้คนชั่วมา
รังแก ช่างน่าสงสารเสียจริง”
     ห้องใต้ดินยังสร้างไม่เสร็จ พระราชโอรสทรงนำอัญมณีของล้ำค่าเดินไปยังริมแม่น้ำอย่างเสรี 
ทรงลงไปชำระพระวรกายในแม่น้ำ เมื่อชำระล้างเสร็จสิ้น ทรงสวมอาภรณ์ชุดใหม่ สวมใส่อัญมณี 
มายังสถานที่ที่สร้างห้องใต้ดินและตรัสถามคนงานว่า
     “พวกเจ้าสร้างห้องใต้ดินนี้ไว้ใช้ประโยชน์อันใด?”
     “พระราชโอรสมูภะขององค์มหาราช เกิดมาเป็นใบ้หูหนวก อายุสิบสามปีแล้วยังพูดไม่ได้ 
ห้องใต้ดินนี้มีไว้สำหรับกักขังพระองค์” 
พระราชโอรสก็ทรงตรัสว่า
     “ราชโอรสมูภะหรือ? เรานั่นเอง”
     พวกคนงานตกใจมาก จึงไปตรวจดูที่รถ มีแต่ความว่างเปล่า จึงกลับไปที่ใกล้ ๆ ห้องใต้ดิน 
มองสำรวจกิริยาท่าทางของพระราชโอรสอีกทีก็รู้สึกประหลาดใจมาก ในตอนนี้มีคนเดินทางมากมาย
หยุดยืนดู มวลวิหคเหล่าสิงสาราสัตว์ต่างมารวมกันที่เบื้องพระพักตร์ของพระราชโอรส เพื่อจะฟัง
พระราชโอรสตรัส พระราชโอรสทรงตรัสว่า
     “พวกเจ้าลองมองดูให้ดี ๆ หน้าตา วาจา กิริยาของเราเป็นดั่งเช่นที่ผู้อื่นวิพากษ์วิจารณ์กัน
หรือไม่? ทำไมพวกเจ้าจึงหลงเชื่อไปด้วย และพากันมาสร้างห้องใต้ดิน จะขังเราเอาไว้หรือ?”

     ผู้คนต่างเห็นพระราชโอรสตรัสออกมา ทั้งยังมีการกล่าวเป็นบทความอีกด้วย ทั้งตกใจและดีใจ 
จึงยืนนิ่งงันไปชั่วขณะ ความสง่างามของพระราชโอรส ค่อย ๆ ดึงดูดจิตใจของมหาชนไว้ บางคน
พนมมือ บางคนก้มกราบแทบพระบาท บางคนก็ทูลเชิญให้พระราชโอรสเสด็จประทับบนรถ เพื่อ
กลับเข้าวัง คนงานที่สร้างห้องใต้ดินทั้งหลายก็พากันหมอบกราบวอนขอให้พระราชโอรสให้อภัยด้วย พระราชโอรสทรงปลอบโยนว่า
     “พวกเจ้าทำไปตามพระบัญชา ไม่มีอิสระในการตัดสินใจ เราไม่ตำหนิพวกเจ้าหรอก” ทั้งยังทรงตรัสแกคนที่ทูลเชิญพระองค์กลับวังว่า
     “ในเมื่อถูกรังเกียจ เราก็ไม่คิดจะกลับไป”
เมื่อพระราชโอรสทรงตรัสเช่นนี้ ผู้คนยิ่งพากันตื่นตระหนก
     ในเวลานี้ ผู้ติดตามจากในวังห้าคน ก็รีบวิ่งกลับวังไปทูลให้องค์ราชันย์และพระราชินีทรงทราบ 
องค์ราชันย์และพระราชินีทั้งดีพระทัยทั้งเสียพระทัย รีบเสด็จไปรับพระราชโอรสกลับวัง 

     ก่อนที่องค์ราชันย์จะไปถึง พระราชโอรสมูภะได้ตั้งสัตย์ปฏิญาณว่า
     “เราได้หลุดพ้นจากครอบครัว ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และตำแหน่งที่พันธนาการเราไว้ ก็ควรจะ
พำนักอยู่ที่นี่ให้ยาวนาน มุ่งมั่นศึกษาธรรม”
     ในสถานที่แห่งนี้ก็มีสวนร่มรื่นเงียบสงบแห่งหนึ่ง มีหมู่พฤกษานานาพันธุ์ มีหมู่วิหค ดนตรีสวรรค์ 
มีบ่อน้ำแร่ พระราชโอรสจึงทรงคิดประทับอยู่ที่นี่เพื่อศึกษาธรรม
     สักครู่ องค์ราชันย์ทรงเสด็จมาถึง ทรงทอดพระเนตรเห็นพระราชโอรสประทับนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ 
ราชโอรสมูภะก็ทรงเห็นพระบิดาพระมารดาเสด็จมาพร้อมกัน จึงรีบลุกขึ้น ทรงดำเนินไปต้อนรับ 
ถวายความเคารพและทรงนำพาเข้ามายังสวน องค์ราชันย์และพระราชินีทรงเห็นพระราชโอรส
มีจิตใจกระปรี้กระเปร่า พูดจาฉะฉาน เสียงดังกังวาน ทรงปลื้มปิติ และทรงเรียกให้พระราชโอรส
กลับวังด้วยกัน พระราชโอรสมูภะทรงตกพระทัยยิ่งนัก พระองค์ทรงยืนขึ้นถวายความเคารพต่อ
พระบิดา พระมารดาแล้วทรงตรัสว่า
     “นับตั้งแต่มูภะเกิดมาจนถึงบัดนี้ เป็นเวลาสิบสามปีแล้ว หลายภพหลายชาติที่ผ่านมา ภาพ
เหตุการณ์ เรื่องราวต่าง ๆ ยังจำติดตา ไม่เคยลืมเลือน เพราะสามารถรำลึกถึงความทุกข์ยากใน
นรกภูมิได้ ล้วนเกิดขึ้นจากการสร้างวจีกรรม หากว่าพูดจาผิดพลาดขาดการไตร่ตรอง ก็จะได้รับบาป
กรรมหนักหนายิ่งนัก ดังนี้ หลังจากที่ถือกำเนิดมาจึงพูดน้อยมาก ผ่านมาสิบสองปีเวลารวดเร็วยิ่งนัก 
ทั้งยังครุ่นคิดถึงเคราะห์ภัยที่ออกมาจากปาก แม้จะพูดน้อยแล้วมันก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด สู้ไม่พูดเลย
ดีกว่า เป็นการตัดรากแห่งเคราะห์ภัย พระบิดา พระมารดา บัดนี้ลูกจะขอเล่าถึงสาเหตุในอดีต
ที่ทำให้ลูกต้องตกนรกให้พวกท่านฟัง

     ในอดีตมีองค์ราชันย์พระองค์หนึ่ง ปกครองประเทศเล็ก ๆ มากมาย องค์ราชันย์พระองค์นี้ทรงมี
พระนามว่า สุสมฤติ มีความเมตตากรุณา มีจิตใจกว้างขวางต่ออาณาประเทศ องค์ราชันย์แห่ง
ประเทศเล็ก ๆ อื่น ๆ นั้นคิดว่าจะรังแกกันได้ง่าย ๆ จึงวางแผนร่วมกันว่า
     “พวกเราดูสิ องค์มหาราชสุสมฤติทรงอ่อนโยนและอ่อนแอด้วย มีคุณธรรมแต่ไร้บารมี จะมาเป็น
ผู้นำของพวกเราได้หรือ? จะมาเป็นผู้ปกครองประเทศพันธมิตรอย่างพวกเราหรือ? หากพวกเรา
ร่วมมือกัน ใช้กำลังทหารไปล้มล้างพระองค์ ย่อมจะประสบความสำเร็จ”

     องค์ราชันย์สุสมฤติผู้เมตตา ไม่คิดจะเคลื่อนกองกำลังมาทำลายประชาชน พระองค์ทรงใช้วิธี
อ่อนสยบแข็ง โดยการส่งเพชรนิลจินดามากมายมาให้ประเทศเล็ก ๆ ที่มารุกราน ให้พวกเขากลับไป
แต่โดยดี ทั้งยังเพิ่มของกำนัลให้มากขึ้น ทรงใช้วิธีการประนีประนอม ทำให้กองกำลังทหารของ
ประเทศเล็ก ๆ สำนึกคุณและถอยกลับไป

     แต่วิธีการสันติขององค์ราชันย์สุสมฤติ เป็นเพียงการรักษาความสงบในช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น 
ต่อมาไม่นานพวกเขาก็ร่วมมือกันมาโจมตีอีก ระรานครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้เหล่าขุนนางขององค์
ราชันย์สุสมฤติโมโหมาก พวกเขาจึงรวมตัวกันกราบทูลองค์ราชันย์สุสมฤติว่า
     “ประเทศเหล่านี้ เคลื่อนทัพไม่รู้จักจบสิ้น มาโจมตีระรานประเทศของเราหลายครั้ง ทำให้
ประชาชนแตกตื่น ทำให้พวกเราต้องคอยระวังป้องกัน พระเมตตาของพระองค์ไม่สามารถใช้ได้
อีกแล้ว ขอพระองค์ทรงมีพระราชโองการ รวบรวมกำลังคนกำลังม้า ให้พวกเราไปสยบพวกเขา เพื่อ
ขจัดความวุ่นวายด้วยเถิด”
องค์ราชันย์สุสมฤติทรงตรัสกับเหล่าขุนนางว่า
     “การเป็นพ่อเป็นแม่ของประชาชน จะต้องใช้ความรักความเมตตาสอนสั่งบุตรหลาย จึงจะเป็นวิธี
ที่ถูกต้องประเทศเล็ก ๆ เหล่านั้น ก็เปรียบเสมือนทารก ทารกไม่รู้ประสีประสา พวกเราควรจะสงสาร
เด็กทารกที่ไม่ประสีประสาเหล่านี้ ใช้ความรุนแรง ให้กำลังทหารกับเด็กทารกจะได้อย่างไรกัน? “
     องค์ราชันย์สุสมฤติไม่อาจจะยกกองกำลังจัดการได้ เหล่าขุนนางเห็นองค์ราชันย์ไม่คิดจะ
เคลื่อนไหวแต่อย่างใด จึงแอบอ้างพระบัญชาขององค์ราชันย์สุสมฤติเคลื่อนกำลังทหารจัดการ
ประเทศเล็ก ๆ ฆ่าทำร้ายประชาชนไปมากมาย

     เมื่อองค์ราชันย์สุสมฤติทรงทราบข่าว ก็ร่ำไห้พระอัสสุชลไหลริน และทรงจัดพิธีการศพให้กับ
ประชาชนของประเทศทั้งหลาย ทรงดูแลครอบครัวของผู้เสียชีวิต จัดหาที่อยู่ให้กับหญิงหม้าย
และเด็กกำพร้า
     ประเทศเล็ก ๆ ทั้งหลายเห็นมหาเมตตากรุณาขององค์ราชันย์สุสมฤติ ก็บังเกิดความยินดีซาบซึ้ง
ใจ จิตใจที่แข็งกร้าวก็ค่อย ๆ มลายหายไป และพากันมาศิโรราบ ครั้งนี้เป็นการยอมสยบอย่างแท้จริง
ความปิติยินดีขององค์ราชันย์สุสมฤตินั้นยากที่จะพรรณาออกมาได้ เพื่อที่จะเฉลิมฉลองสันติภาพ
ของโลก จึงจัดงานเลี้ยงขึ้นในพระราชวังและเชิญขุนนางประเทศต่าง ๆ เข้าร่วม
     พ่อครัวนั้น ต้องการจะทำอาหารให้ถูกปากของผู้คน จึงจำเป็นต้องฆ่าวัวฆ่าแพะและสัตว์ต่าง ๆ 
จึงไปกราบทูลต่อองค์ราชันย์ แม้ว่าในพระทัยของพระองค์ไม่ปรารถนาจะเป็นเช่นนั้น แต่เรื่องราวมัน
จำเป็นต้องทำแบบนั้น ก็ได้แต่ตรัสตอบตกลงไป เนื่องจากเหตุปัจจัยนี้ เมื่อสิ้นพระชนม์ลงก็ตกสู่นรก
หลายกัปป์ ได้รับโทษทัณฑ์ต่าง ๆ ในนรกเมื่อวาระของการรับทุกข์หมดสิ้นก็กลับมาเกิดเป็นมนุษย์
     นับแต่นั้นมา ทุกครั้งเมื่อย้อนรำลึกถึง ก็จะตื่นตระหนกเหงื่อไหลท่วมตัว เพราะหวั่นกลัวว่าจะต้อง
พบกับการตอบสนองเช่นนั้นอีก ดังนั้นจึงปิดปากเงียบ คิดจะออกห่างจากโลกียปัจจัย พ้นจากโลกีย์
วันนี้ เราเปิดปากพูด ก็เพราะเกรงว่าพระบิดาจะต้องได้รับผลเช่นนี้ในอนาคต เมื่อตกลงสู่นรก ก็ไม่มี
ใครช่วยเหลือ ยากที่จะหลุดพ้นออกมาได้ จึงจำต้องส่งข่าวให้พระบิดา พระบิดาจะได้ทรงทราบว่าควรจะจัดการอย่างไร”

     หลังจากที่องค์ราชันย์ทรงสดับฟังคำพูดของพระราชโอรสแล้ว ก็ทรงซาบซึ้งยิ่งนัก จึงตรัสกับ
พระราชโอรสว่า
     “เจ้ากล่าวได้ไม่เลวทีเดียว มาวันนี้พ่อจึงรู้ว่าเจ้าเป็นคนมีปัญญาเหนือคนจริง ๆ ประเทศของ
พวกเราต้องการคนเช่นเจ้าที่มีทั้งความสามารถมีทั้งคุณธรรมมาปกครองประเทศ บัดนี้เจ้าตามพ่อ
กลับไปเถิด”
พระราชโอรสสมูภะทรงตรัสว่า 
     “พระบิดา บัดนี้ลูกมองเห็นสรรพสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนเป็นมายาไม่จริงแท้ ไม่มีสิ่งใดที่จะดึงดูด
ใจลูกได้ และก็ไม่มีเรื่องราวอันใดที่จะทำให้ลูกอาลัยอาวรณ์ ทรัพย์สินเงินทองในโลก ลูกมองว่า
มันคือรากแห่งภัยพิบัติ บุญคุณความรักเป็นต้นกำเนิดแห่งความทุกข์ ความปรารถนาอันมากมาย 
มันเป็นเหมือนบ่อเพลิง หากบัดนี้ลูกยังเป็นองค์ราชันย์ ย่อมจะหยิ่งยโสสุรุ่ยสุร่าย โลภเสาะหาแต่
ความสุข ทำให้ประชาชนต้องทุกข์กังวลเช่นนีแล้วลูกก็ไม่ได้เป็นการสร้างเหตุแห่งนรกอีกหรือ? 
ด้วยเหตุนี้ พระบิดา! ลูกตัดสินใจที่จะไม่กลับไปแล้ว ขอให้พระบิดา พระมารดาทรงถนอมพระวรกาย
ด้วย”
     องค์ราชันย์ทรงทราบว่าพระราชโอรสมีจิตใจใฝ่ศึกษาธรรมอย่างมั่นคง ก็ได้แต่ล้มเลิกความคิด
ที่จะให้เขากลับวัง ให้พระราชโอรสไปศึกษาธรรม

     พระราชโอรสมูภะจึงทรงฝึกฝนบำเพ็ญอยู่ในสวนนั้นอย่างสบายพระทัย สุดท้ายบรรลุอริยมรรค.