ในสมัยก่อนมีคนร่ำรวยคนหนึ่ง แต่ใช้ชีวิตอย่างตระหนี่ถี่เหนียว ทั้งไม่บำเพ็ญกายบำเพ็ญใจ เขามี
ภรรยาสี่คน คนที่เขารักมากที่สุดคือคนที่สี่ ทุกวันรักใคร่อิงแอบไม่ยอมห่างจากกันเลย ถัดมาเป็น
ภรรยาคนที่สาม ก็มีเสน่ห์มาก ทำให้เศรษฐีนี้ชื่นชอบดีใจอยู่เสมอ ทำให้เขาห่างไกลจากความ
กลัดกลุ้ม ถัดมาเป็นภรรยาคนที่สอง ในตอนเริ่มแรกที่ยังมีความทุกข์ยากลำบาก ก็ยังคงรักใคร่กันดี 
แต่พอร่ำรวยขึ้นมาก็ค่อย ๆ ลืมเลือนไป คนที่ท่านเศรษฐีไม่ใจห่วงใยเลยก็คือภรรยาหลวง ก่อนที่เขา
จะสิ้นลมหายใจ เขาพูดกับภรรยาคนที่สี่อันเป็นที่รักยิ่งกว่า
     “น้องสี่ โดยปกติแล้วข้าดีกับเจ้าที่สุด ไม่เคยห่างจากเจ้าไปไหนเลย บัดนี้แพทย์บอกว่าชีวิตข้า
คงไปไม่รอดแล้วข้าคิด ๆ ดู ข้าตายไปคนเดียวคงจะอ้างว้างโดดเดี่ยวยิ่งนัก แม้จะมีทรัพย์สิน ภรรยา
และบุตรมากมาย ก็ไม่สามารถพาไปได้เลยสักอย่าง ข้าขอให้เจ้าไปตายเป็นเพื่อนได้ไหม?”
     ภรรยาคนที่สี่ฟังแล้ว หน้าเปลี่ยนสี พูดเสียงดังว่า
     “ท่านคิดเช่นนี้ได้อย่างไร? ท่านอายุมากแล้ว ย่อมจะต้องตายเป็นธรรมดา ข้ายังอายุน้อยอยู่ 
จะตายเป็นเพื่อนท่านได้อย่างไร? ท่านก็ดีกับภรรยาสามไม่น้อย ทำไมไม่เรียกนางไปกับท่านเล่า?”
     “เฮ่อ!” เศรษฐีถอนหายใจ 

     ผ่านไปสักครู่ เศรษฐีก็เรียกภรรยาคนที่สามมา และขอร้องนางเฉกเช่นเดียวกับภรรยาคนที่สี่ ภรรยา
คนที่สามได้ยินก็ตกใจจนตัวสั่น รีบพูดว่า
     “ไม่ได้หรอก ข้าอายุยังน้อย ท่านเสียชีวิตไปแล้ว ข้ายังแต่งงานใหม่ได้ ทำไมท่านไม่เรียกภรรยา
คนที่สองไปเป็นเพื่อนหล่ะ?”
     “เฮ่อ!” เศรษฐีได้แต่ถอนหายใจ โบกมือให้ภรรยาคนที่สามออกไป
     เมื่อภรรยาคนที่สามออกไป เศรษฐีก็เรียกภรรยาคนที่สองเข้ามา พูดว่าเขาต้องตายไปคนเดียว
ไม่ค่อยจะสบายใจสักเท่าไร หวังว่าภรรยาคนที่สองจะตายเป็นเพื่อนเขาด้วย
     ภรรยาคนที่สอง ฟังแล้วรีบบอกปฏิเสธว่า
     “ไม่ได้ ไม่ได้หรอก จะให้ข้าตายเป็นเพื่อนท่านได้อย่างไร? ภรรยาคนที่สี่ และภรรยาคนที่สาม
ไม่มีใครยอมทำงานบ้าน ในครอบครัวนี้ข้าเป็นคนดูแล จะให้ข้าทิ้งบ้านแล้วตามท่านไปได้อย่างไร 
ด้วยความผูกพันของสามีภรรยา เมื่อท่านตายไป ข้าจะไปส่งศพท่านที่สุสานนอกเมือง”
     “เฮ่อ!” เศรษฐีไม่รู้จะทำอย่างไรได้แต่ถอนหายใจ
     สามีไม่มีวิธีการอื่น จึงไปเรียกภรรยาหลวงซึ่งปกติเขาไม่เคยดูแลเอาใจใส่เลยมาพบ  และพูดกับ
ภรรยาหลวงว่า
     “ที่รักจ๋า ต้องขอโทษเจ้าจริง ๆ เมื่อก่อนข้าละเลยเย็นชาต่อเจ้า แต่บัดนี้ข้าต้องตายไปสู่นรก 
ที่มืดมิดเพียงลำพัง ไม่มีใครไปเป็นเพื่อน เจ้าจะยอมไปกับข้าหรือเปล่า?”

     ภรรยาหลวงเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ตื่นตกใจ และยังตอบอย่างภาคภูมิว่า
     “แต่งงานกับสามีก็ต้องคล้อยตามสามี บัดนี้สามีจะสิ้นชีวิตแล้ว พวกเราที่เป็นภรรยา จะอยู่ต่อไป
ได้อย่างไรก็สู้ตามท่านไปตายดีกว่า”
     “เจ้า! เจ้า! เจ้ายินยอมที่จะไปตายกับข้าหรือ? “ สามีถามภรรยาด้วยความประหลาดใจ และถอน
หายใจว่า “เฮ่อ! เมื่อก่อนข้าไม่เคยรู้เลยว่าเจ้ามีความภักดีกับข้าขนาดนี้ กลับลืมเลือนเจ้าไป ข้ารัก
ภรรยาคนที่สามและคนที่สี่ยิ่งกว่าชีวิตของตนเอง ส่วนภรรยาคนที่สองพี่ก็ดีพอใช้กับเขาอยู่ มาวันนี้ 
พวกนางเนรคุณ เมื่อข้ากำลังจะตาย พวกเขาก็จากข้าไปอย่างโหดร้าย ไม่ยอมตามข้าไป คิดไม่ถึง
ว่าตัวเจ้าที่ข้าไม่เคยให้ความสำคัญเลย เจ้ากลับยอมตามข้าไป โอ้! ข้าช่างทำผิดต่อเจ้าเสียจริง  
ทำไมข้าจึงไม่ทำดีต่อเจ้าบ้างนะ?”

     เมื่อเศรษฐีพูดจบ เขาและภรรยาหลวงก็กอดกันไปตาย
     เมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบเรื่องนี้ จึงทรงตรัสต่อเหล่าพระภิกษุว่า
     “เหล่าพระภิกษุทั้งหลาย จากนิทานเรื่องนี้ ภรรยาคนที่สี่ที่ไม่เคยห่างไกลกันเลย ก็คือกายสังขาร
ของพวกเรา ทุกคนรักที่จะประดับประดาตบแต่งตนเองให้สวยงาม แต่งตัวให้ดูอ่อนเยาว์ แต่ว่าความ
สวยงามของวัยรุ่นหนุ่มสาวก็มิได้ช่วยเหลือเราได้ในอนาคต ภรรยาคนที่สามที่จะแต่งงานใหม่  ก็คือ
ทรัพย์สินความมั่งมีที่ทำให้เราดีใจปลาบปลื้ม เมื่อคนเราตายไปแล้ว ทรัพย์สินเงินทองมากมาย
ก็ต้องให้คนอื่นไป ภรรยาคนที่สองที่จะดูแลบ้าน ก็คือญาติสนิทมิตรสหายที่เราจะระลึกถึงยาม
ทุกข์ยาก ญาติสนิทมิตรสหายในโลกนี้มีมากมาย เมื่อยามที่ตายไปแล้ว ก็จะมาเดินขบวนตามไป
ส่งศพ ภรรยาหลวงที่ไม่เคยเห็นความสำคัญเลยก็คือจิตใจของพวกเรา ในขณะที่มีชีวิตอยู่ ก็ไม่รู้จัก
บำเพ็ญใจ รู้แต่จะวุ่นเสาะหากิเลสตัณหา จนถึงจะตายแล้วจึงรู้ว่ากิเลสตัณหาไม่สามารถให้เรา
นำพาไปได้ สิ่งที่พาไปได้ก็คือจิตใจของพวกเรา ดังที่ว่าอะไรก็เอาไปไม่ได้ มีเพียงกรรม ที่จะติดตัว
ไปเท่านั้น”

     เหล่าพระภิกษุฟังแล้ว ต่างก็นำมาเตือนตนเอง วิธีการเทศนาของพระพุทธองค์มักจะใช้การ
เปรียบเทียบง่าย ๆ แต่มีความหมายลึกซึ้ง ซึ่งสามารถเชื่อถือและเข้าใจได้ ต่างคนพากัน
สรรเสริญว่า
     “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ ทรงเปี่ยมด้วยความเมตตาเหลือเกิน”