พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ ณ เชตวันวรวิหาร กำลังเทศนาธรรมแก่เหล่าพระภิกษุ มีเศรษฐี
ท่านหนึ่ง มาจากในเมืองสาวัตถี เพื่อทูลเชิญพระพุทธองค์และเหล่าพระภิกษุไปยังบ้านของเขา
เพื่อรับการถวายปัจจัย พระพุทธองค์ผู้เปี่ยมเมตตาทรงตอบรับด้วยความยินดี
      แต่ว่า เมื่อถึงเวลาถวายปัจจัย พระพุทธองค์ทรงมีรับสั่งให้เหล่าพระภิกษุไปก่อน ทั้งยังกำชับ
พระอานนท์ให้พูดกับท่านเศรษฐีว่า “พระพุทธองค์ไม่สามารถรับการถวายปัจจัยได้ เพราะว่ามี
พระภิกษุรูปหนึ่งป่วยหนัก”
     เมื่อเหล่าพระภิกษุไปกันแล้ว พระพุทธองค์ทรงเสด็จไปยังห้องพักของพระภิกษุที่ป่วยไข้
     พระภิกษุที่เจ็บป่วยนอนอยู่ด้วยแววตาที่เลื่อนลอย มองเห็นพระพุทธองค์เสด็จมา ก็รู้สึก
อบอุ่นใจ ไม่คร่ำครวญ ไม่อ้างว้างอีกต่อไป

     พระพุทธองค์ทรงยื่นพระหัตถ์ด้วยความเมตตาออกไปจบที่หน้าผากของพระภิกษุที่ป่วย เพื่อดู
อาการไข้ จากนั้นก็ทรงดึงผ้าห่มมาห่มให้ และทรงไปเปิดหน้าต่าง ทำให้อากาศให้ห้องถ่ายเท 
ทรงจัดเก็บห้องหับที่รกรุงรัง ทั้งยังใช้น้ำสะอาดเช็ดทำความสะอาดตัวของพระภิกษุ และทรงเปลี่ยน
เสื้อผ้าให้ พระพุทธองค์ทรงไปดูแลด้วยพระองค์เองดุจดั่งความเมตตาที่มารดามีต่อบุตร
พระพุทธองค์ทรงตรัสถามว่า
     “ท่านเป็นโรคอะไร?”
พระภิกษุตอบด้วยความเสียใจว่า
     “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า บาปกรรมของข้าหนักหนายิ่งนัก มีความโง่เขลาเบาปัญญา ทำให้ข้า
ไม่มีความวิริยะในการดำเนินสัทธรรม ร่างกายจิตใจอ่อนล้าปล่อยปละละเลย ทุกครั้งที่เห็นพระภิกษุ
รูปอื่น พวกเขาตั้งใจบำเพ็ญตามความปรารถนาของตนเอง ข้ารู้สึกละอายใจยิ่งนัก เสียใจที่บาปกรรม
ของตนมาเป็นอุปสรรคขัดขวางธรรม ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงปวดศีรษะ นอนหลับไม่สนิท กินอาหารไม่ได้
รสชาด กายใจร้อนรุ่ม มีความทุกข์กังวลไม่สิ้นสุด”
พระพุทธองค์ทรงสดับฟังแล้วบังเกิดความสงสาร จึงทรงปลอบโยนว่า
     “จิตใจของท่านดีมาก เรารู้ แต่การบำเพ็ญบรรลุมรรคผล มิใช่เป็นเรื่องของช่วงเวลาสั้น ๆ ท่าน
ไม่ต้องใจร้อน เมื่อใจร้อนย่อมจะทำให้งานเสีย ท่านลองดูสิ เหล่าพระพุทธะเมธีทั้งหลาย พวกเขา
บรรลุอริยมรรค พวกเขาต้องบำเพ็ญนานหลายอสงไขยโดยไม่ใจร้อน จึงจะบรรลุขั้นตอนแห่งการ
บำเพ็ญอันยิ่งใหญ่ ดังนั้นเมื่อใจร้อนจะทำให้งานเสีย ถ้าเชื่องช้าเกินไปย่อมจะเกียจคร้าน ไม่เร่งรีบ
ไม่เชื่องช้า เป็นเคล็ดลับในการบำเพ็ญธรรมที่ดี”
     พระภิกษุป่วยรูปนี้ เมื่อได้ฟังคำชี้แนะจากพระพุทธองค์ก็เกิดความเข้าใจ ซาบซึ้งในพระเมตตา
ของพระองค์นับแต่นั้นมาก็ไม่กลัดกลุ้มอีกแล้ว มีใจมุ่งมั่นในธรรม
     เมื่อเหล่าพระภิกษุทั้งหลายกลับมา พระพุทธองค์ทรงเรียกให้ทุกคนมารวมกันและทรงชี้แนะว่า
     “ภิกษุทั้งหลาย ท่านจากบ้านเกิดเมืองนอน จากบุพการีสละความรัก มายังกลุ่มคณะสงฆ์ของเรา 
ซึ่งเป็นเสมือนจากครอบครัวเล็ก ๆ มาสู่ครอบครัวใหญ่ ในที่นี่ก็มีบิดามารดาพี่น้องเฉกเช่นเดียวกัน 
มีความอบอุ่นใกล้ชิดกัน ภิกษุทั้งหลาย ในกลุ่มคณะสงฆ์ของเรา หากไม่รักใคร่ดูแลซึ่งกันและกัน 
นั่นย่อมมิใช่คำสอนสั่งของเรา วิธีการสอนสั่งของเรานั้น ทุกคนต้องมีความสมานฉันท์ ลูกศิษย์ดูแล
ปรนนิบัติอาจารย์ ดุจดั่งดูแลปรนนิบัติบิดามารดาเป็นเช่นนี้จนตายไม่สามารถละทิ้งได้ อาจารย์รัก
เอ็นดูลูกศิษย์ ดุจดั่งเป็นบุตรหลาน เป็นเช่นนี้จนตายไม่สามารถทอดทิ้งได้ โดยเฉพาะกับผู้ป่วย 
พึงดูแลปรนนิบัติ บุญกุศลนั้นย่อมเฉกเช่นเดียวกับการสวดท่องพระพุทธะ ซึ่งไม่อาจมองข้าได้”

     เหล่าพระภิกษุฟังคำเทศนาของพระพุทธองค์แล้ว ก็ซาบซึ้งตื้นตัน พระภิกษุที่เจ็บป่วยไม่นาน
ก็หายดี และยังมีความวิริยะบำเพ็ญ เขาหลุดพ้นจากความกลัดกลุ้ม ได้รับอริยมรรค...