วันหนึ่งขณะที่พระพุทธองค์ทรงนำพาเหล่าสาวกมากมายออกเดินบิณฑบาตไปแต่ละบ้านนั้น ก็มาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง
    ในหมู่บ้านนี้ชาวนากำลังทำงานอยู่ในทุ่งนาด้วยความขยันขันแข็ง ในขณะนี้ เป็นเวลาเที่ยวแล้ว 
พวกเขาวางเครื่องมือไถหว่าน นั่งลงใต้ต้นไม้ เตรียมจะรับประทานอาหารกลางวัน ซึ่งเป็นเวลา
ประจวบเหมาะกับที่พระพุทธองค์ทรงพระดำเนินมาอย่างงามสง่า เปี่ยมด้วยความเมตตา มายัง
เบื้องหน้าของชาวนา แสดงเจตนาขอบิณฑบาต ชาวนาคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า
    “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า การเสด็จมาของพระองค์พวกเรายินดียิ่งนัก เพราะพระองค์ ทรงเป็นผู้
หลุดพ้นจากความทุกข์กังวลและเป็นผู้รู้ผู้ตื่น แต่ว่า ทำไมพระองค์จะต้องนำพาเหล่าสาวกที่ไม่ออก
แรกไม่ทำงานเหล่านี้เดินบิณฑบาตไปไปมามาด้วยเล่า? พระองค์ทรงทอดพระเนตรดูสิว่า พวกเรา
ประกอบสัมมาอาชีพ ทุกวันต้องออกแรงไปหว่านกำจัดหญ้า เพาะหว่านเมล็ด มีการไถ่หว่าน จึงมี
การเก็บเกี่ยว อาศัยกำลังกายของตนเอง จึงมีอาหารไว้กินซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้อง”
    เมื่อพระพุทธองค์ได้ยินเช่นนั้น ทรงพยักหน้าแย้มยิ้มว่า
    “ไม่เลวทีเดียว คำพูดของท่านเป็นความสัจจริง เรายินดีมาก คน ๆ หนึ่งจะต้องมีสัมมาอาชีพ และ
ยังจะต้องขยันไถ่หว่านด้วย จึงจะได้รับผลเก็บเกี่ยว เราและสาวกของเรา ก็เฉกเช่นเดียวกับท่าน 
กำลังไถหว่าน กำจัดต้นหญ้า หว่านเมล็ดพันธุ์ ซึ่งก็กำลังใช้แรงกายของตนจึงสามารถได้รับอาหาร”
    ชาวนาทั้งหลายจ้องหน้าด้วยความประหลาดใจ จึงทูลถามอย่างไม่เข้าใจว่า
    “พวกท่านกำลังหว่านเมล็ดพันธุ์อะไร? ไปกำจัดหญ้าที่ไหน? ใช้คันไถอะไร? เลี้ยงวัวแบบไหน? 
พวกเราไม่เห็นมีเลย”
    พระพุทธองค์ทรงอธิบายว่า
    “สาธุชนทั้งหลาย พวกเราจะใช้วัวแห่งความขันติอยู่เสมอ ทุกวันจะถือจอบแห่งความวิริยะ กำจัด
หญ้ารกแห่งความกลัดกลุ้ม และหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งวาสนาและปัญญาแก่เวไนย์ มันก็ออกรวง
ออกผลแห่งอริยมรรค ให้ทั้งเวไนย์และตนเอง และเมื่อยามที่พวกท่านพักผ่อน พวกเรากลับยังต้อง
เฝ้ายามรดน้ำพรวนดิน ไม่ได้รับการพักผ่อน ความขยันหมั่นเพียรเช่นนี้ เป็นสิ่งที่พวกท่านคาดเดา
ไม่ถึง”                
    การเปรียบเทียบกับการไถนาหว่านเมล็ดพันธุ์ พวกชาวนาสามารถที่จะยอมรับและเข้าใจได้อย่าง
ง่ายดาย เมื่อชาวนาได้ฟังแล้วก็รู้สึกว่าชีวิตมนุษย์นั้นเป็นทุกขัง สูญญตา และอนิจจัง จึงละทิ้งการ
ไถหว่านในโลกมนุษย์ ติดตามพระพุทธองค์ออกไปไถ่หว่านบำเพ็ญอยู่เหนือโลกียะ...