ที่หุบเขาในป่าลึก มีพระภิกษุผู้ฝึกฝนทุกขกิริยาอยู่รูปหนึ่ง ทุกวันจะนั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่
สำรวจสอดส่องหาสัจธรรม เมื่อยามที่เขาหิว เขาจึงจะลืมตาขึ้นมา ลุกขึ้นออกไปบิณฑบาต
เพื่อดำรงชีพ
    วันหนึ่งขณะที่เขาออกมาเดินบิณฑบาต ได้พบกับนายพรานผู้ล่าสัตว์เพื่อยังชีพ พระภิกษุ
ก็คิดว่าการบิณฑบาตไม่ควรจะแบ่งแยกยากดีมีจน ทุกชีวิตย่อมจะมีความเสมอภาค ด้วยเหตุนี้
เขาจึงเดินไปข้างหน้าขอบิณฑบาตกับนายพราน
    แต่ทว่า นายพรานผู้ดุดันเหี้ยมเกรียมกำลังผิดหวังที่ล่าสัตว์ไม่ได้ เมื่อเห็นพระภิกษุเดินมา
ยิ่งบังเกิดความโกรธหยิบคันธนูขึ้นมา เล็งไปที่พระภิกษุ คิดจะยิงเขาให้ตาย
    ในช่วงเวลาเส้นตายนี้ พระภิกษุรีบร้องตะโกนว่า
    “จะยิง ก็กรุณายิงที่ท้องของข้าเถิด”
    เมื่อพูดจบก็ปลดจีวรเปิดท้องให้นายพรานยิง นายพรานได้ยินคำตอบที่ประหลาดเช่นนี้ ก็ตกใจ
ชะงัก ปล่อยวางคันธนูลง เดินมาถามว่า
    “ไฉนท่านจึงยินยอมให้เรายิงที่ท้องของท่านเล่า? หรือว่าท่านไม่รักตัวกลัวตายหรือ?”
    พระภิกษุตอบด้วยท่าทางสงบเสงี่ยมว่า 
    “นายพราน เพราะว่าท้องข้าหิวโหยต้องการอาหาร มันรบกวนการบำเพ็ญสมาธิของข้า จึงไม่คิด
จะหลบหลีกอันตรายใด ๆ เพื่อจะขอบิณฑบาตจากท่าน ด้วยเหตุนี้จึงต้องการให้ท่านยิงที่ท้อง
ของข้า”
    นายพรานได้ฟังคำพูดนี้ก็รู้แจ้งในฉับพลัน เขาคิดว่า
    “ข้ามิใช่เหมือนกับพระภิกษุรูปนี้หรอกหรือ? เพื่อทำให้ท้องอิ่ม ก็กล้าเสี่ยงอันตรายท่ามกลาง
เสือสิงห์กระทิงแรดและได้สร้างอกุศลกรรมต่าง ๆ นานา ทั้งหมดนี้เพียงเพื่อท้องของตนเอง เฮ่อ! 
ชีวิตคนสั้นนัก โอกาสที่ดีหาไม่ได้อีกแล้ว ข้าควรจะกลับตัวกลับใจขึ้นสู่ฟากฝั่ง ปล่อยวางคมดาบ
เดินเข้าสู่หนทางที่สว่างไสว”
    ด้วยเหตุนี้ นายพรานจึงคุกเข่าลงต่อหน้าของพระภิกษุ สำนึกผิดอย่างจริงใจ และขอคำชี้แนะ
พระภิกษุเมตตาจึงชี้แนะหลักธรรมแห่งเบญจศีลและกุศลกรรมแก่นายพราน นายพรานก็รู้ว่าบาป
กรรมแห่งการฆ่าของตนหนักหนายิ่งนัก นับแต่นั้นมาก็วางมือไม่กระทำอีก ติดตามพระภิกษุ 
วิริยะบำเพ็ญ สำนึกผิดในบาปกรรมที่ผ่านมา...
พุทธศาสนาดุจดั่งมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล คนชั่วอย่างนายพราน ท่ามกลางการโอบอุ้มด้วยพระเมตตาแห่งพระพุทธองค์ ยังคงได้รับการปกโปรด ไม่ถูกทอดทิ้ง