วิธีการที่พระพุทธองค์ทรงสอนสั่งเวไนย์นั้น มักจะใส่ยาให้ตรงกับโรค คอยหาโอกาสเข้าชี้แนะ
คุณเป็นคนแบบไหน พระพุทธองค์ก็จะใช้วิธีการแบบนั้นกับคุณ พระพุทธองค์เปรียบเสมือนระฆังย่ำรุ่ง คุณเคาะเบามันก็เสียงเบา คุณเคาะดังมันก็เสียงดัง
  วันหนึ่ง ครูฝึกม้าคนหนึ่ง มาเข้าพบพระพุทธองค์ด้วยใจเคารพนบนอบเพื่อขอคำชี้แนะ พระพุทธองค์
ทรงเข้าใจในสถานภาพของเขา จึงทรงตรัสถามเขาว่า
    “ท่านชำนาญในการดูแลม้า นิสัยของม้าท่านล้วนรู้ดี บัดนี้เราขอถามท่านว่า ท่านใช้วิธีการไป
เท่าไร จึงสามารถฝึกฝนและสยบมันได้”
ครูฝึกม้าตอบโดยไม่ต้องคิดว่า
    “ข้าฝึกม้ามีสามวิธี หนึ่งคือ อ่อนโยน สองแข็งแกร่ง สามคือทั้งอ่อนโยนและแข็งแกร่ง”
    “หากวิธีทั้งสามนี้ไม่สามารถใช้ได้ ท่านยังมีวิธีการอันใดอีก? “ พระพุทธองค์ทรงตรัสถามอีก
    “นั่นก็ไม่มีวิธีการแล้ว ได้แต่จับมันฆ่าทิ้ง” ครูฝึกม้าตอบและย้อนถามพระพุทธองค์ว่า
    “ข้าใคร่ขอทูลถามพระองค์ว่า พระองค์ทรงใช้วิธีการเช่นไรในการฝึกฝนเวไนย์?”
พระพุทธองค์ทรงตอบว่า
    “เราเองก็มีสามวิธี หนึ่งคืออ่อนโยน สองคือแข็งแกร่ง สามคือทั้งอ่อนโยนและแข็งแกร่ง”
    “หากว่าสามวิธีนี้ไม่สามารถฝึกฝนเวไนย์ได้จะทำเช่นไร?” ครูฝึกม้าใช้คำถามนี้ย้อมถามพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ทรงตอบว่า
    “ยังจะมีวิธีอื่นอีกหรือ? ก็ได้แต่ฆ่าเขาทิ้ง”
ครูฝึกม้าได้ยินเสียงก็ตกใจและสงสัยจึงถามว่า
    “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมิใช่เป็นการกระทำผิดศีลหรอกหรือ?”
พระพุทธองค์จึงทรงตรัสอย่างเคร่งขรึมว่า
    “สิ่งที่ท่านกล่าวมามิผิดเลย ในการสอนสั่งธรรม การฆ่าสัตว์เป็นกรรมไม่บริสุทธิ์ จะต้องได้รับผล 
จากการเวียนว่าย แต่ว่า สิ่งที่เราบอกว่าฆ่านั้น แตกต่างกับการฆ่าของท่านที่ต้องมีการเสียเลือดเนื้อ 
เพราะในขณะที่เวไนย์ไม่สามารถใช้ความอ่อนโยน ความแข็งแกร่ง ความอ่อนโยน และความ
แข็งแกร่งในการฝึกฝนสยบได้นั้น ก็ไม่ควรที่จะสนทนากับเขาต่อ ไม่จำเป็นต้องสอนสั่ง ไม่ต้องสนใจ
เขา  คน ๆ หนึ่งที่ไม่สามารถสอนสั่งได้ ไม่ฟังคำสอนคำเตือน ก็เหมือนกับการฆ่าทิ้งแล้ว”
    ครูฝึกม้าเข้าใจความหมายของพระพุทธองค์ จึงก้มศีรษะ วอนขอที่จะนับถือพระพุทธองค์เป็น
สรณะ รับเบญจศีล นับแต่นี้ไปก็แก้ไขบำเพ็ญ ไม่เบียดเบียนสัตว์อีก และไม่ฆ่าสัตว์ด้วย...