พุทธธรรมได้เจริญรุ่งเรืองในเมืองหนึ่งของอินเดียตอนกลาง มีฆราวาสศิษย์พระพุทธองค์
คนหนึ่ง บังเกิดจิตอยากถวายปัจจัยแก่พระภิกษุสักรูปหนึ่ง จึงออกเดินทางค้นหาไปทั่ว ต่อมา 
ได้พบพระภิกษุรูปหนึ่งซึ่งบรรลุอรหันต์มรรคแล้ว จึงนิมนต์เชิญไปที่บ้านของเขา เพื่อรับการถวาย
ปัจจัยทุกวัน
        บ้านของฆราวาสผู้นี้ได้เลี้ยงสุนัขไว้ตัวหนึ่ง ขณะที่พระภิกษุฉันภัตตาหาร มันก็จะหมอบเฝ้า
อยู่ข้างโต๊ะ พระภิกษุก็เอามือหยิบข้าวก้อนหนึ่งให้มันกิน เมื่อสุนัขได้กินแล้ว ก็มีความรู้สึกดี ๆ 
มอบให้แด่พระภิกษุ พระภิกษุไปฉันภัตตาหารที่นั่นทุกวัน สุนัขก็ได้รับอาหารจากพระภิกษุทุกวัน 
สุนัขก็ยิ่งอยากพบพระภิกษุบ่อย ๆ พระภิกษุก็เข้าใจถึงจิตใจของมัน เวลามาถึง ก็จะเอาอาหาร
ให้มันกิน สุนัขก็ยิ่งปฏิบัติดีต่อพระภิกษุ เหตุการณ์เป็นแบบนี้จนเวลาผ่านไปหนึ่งปี สุนัขก็จบชีวิตลง 
วิญญาณก็ไปเกิดเป็นพระราชธิดาในพระราชวังเมืองพาร์เทีย เมื่อทรงพระสูติออกมา ก็รู้ถึงชะตา
ชีวิตของตนเอง ว่าในอดีตเป็นสุนัขอยู่บ้านฆราวาสและอาศัยข้าวที่พระภิกษุแบ่งให้ นางจดจำได้ 
อย่างชัดเจน
        วันหนึ่ง องค์ราชันย์แห่งเมืองกุศานะ เมื่อได้เห็นพระภิกษุ ก็บังเกิดจิตปิติยินดี ย้อนคิดถึง
ครั้งเป็นสุนัขในอดีตชาติ เนื่องจากพระภิกษุให้ข้าวมันกิน และมันก็ปฏิบัติดีต่อพระภิกษุ ชาตินี้จึง 
ได้ร่างเป็นมนุษย์ เพื่อที่จะทดแทนคุณ ย่อมสมควรที่จะทำภัตตาหารเจเพื่อถวายเหล่าพระภิกษุ

        พุทธธรรมเจริญรุ่งเรืองมากในเมืองกุศานะ มีผู้ออกบวชเป็นพระภิกษุมากมาย วันหนึ่งราชธิดา
ได้ถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุราว ๔๐๐ – ๕๐๐ รูป อาหารทุกอย่างล้วนทำด้วยตนเอง เมื่อถวาย
เสร็จสิ้นแล้ว ก็ยังเก็บล้างทำความสะอาดด้วยตนเอง คนรับใช้และข้าทาสต่างพากันชื่นชมสรรเสริญ 
พากันกล่าวขานว่า ราชธิดาเป็นเชื้อสายกษัตริย์ผู้สูงส่ง มาถึงที่นี่กลับทำความสะอาดเช็ดถู
ด้วยตนเองทุกวัน พวกเรายิ่งต้องขยันเข้าไว้ 
        ต่อมา พวกสาวใช้เอาไม้กวาดไปแอบซ่อนไว้เพื่อใช้ทำความสะอาดเอง ไม่อยากรบกวน
ราชธิดา ราชธิดาหาไม้กวาดไม่เจอ จึงไปเปิดหีบหยิบเสื้อผ้าเก่า ๆ มาม้วน ๆ ทำเป็นไม้กวาด
กวาดพื้น สามีเห็นราชธิดาใช้เสื้อแทนไม้กวาด จึงพูดว่า
        “เธอทำไมไม่ใช้ไม้กวาดกลับไปใช้เสื้อผ้ามากวาดพื้น ไม่เสียดายบ้างหรือ?”
ราชธิดาตอบว่า 
        “ตัวข้าในอดีตนั้น ไม่มีแม้สิ่งของสักชิ้นที่จะนำมาบริจาคได้ มีเพียงจิตใจที่ดีปฏิบัติต่อ
พระภิกษุเท่านั้น ชาตินี้ข้าจึงได้มีวาสนาเป็นพระราชธิดา ตัวข้าก็มิเคยมุ่งแสวงหาเพื่อชีวิต 
อาศัยเพียงเสื้อผ้านี้มาทำเป็นไม้กวาด มีอะไรน่าเสียดาย?”
        “แม้ว่าเธอจะเคารพในพุทธธรรม ถวายปัจจัยแด่พระภิกษุ แต่ข้าไม่เคยเห็นพระภิกษุรูปใด
ที่จะให้สิ่งของสักอย่างเงินสักเหรียญแก่เธอเลย เสื้อผ้าของเธอนั้นได้มาจากน้ำพักน้ำแรง
ของข้าทั้งนั้น” สามีพูดเหมือนกับชี้แนะบางอย่าง
ราชธิดาจึงอธิบายให้สามีของหล่อนฟังว่า
        “ข้าได้ยินพระอรหันต์รูปหนึ่งบอกแก่ข้าว่า เดิมทีในอดีตชาติของข้าเป็นสุนัขตัวหนึ่ง ถูกเลี้ยง
อยู่ในบ้านของสานุศิษย์แห่งพระพุทธองค์ ทุกวันพระภิกษุรูปนี้จะมาฉันภัตตาหารที่บ้านหลังนั้น 
ในขณะที่ฉันภัตตาหารนั้น ข้าก็จะหมอบอยู่ใต้โต๊ะ พระภิกษุรูปนั้นก็จะหยิบข้าวให้ข้ากิน ข้าก็มี
จิตใจดีปฏิบัติตอบพระภิกษุ ด้วยเหตุปัจจัยนี้ ชาตินี้จึงได้เกิดมาในราชสกุล ท่านจะพูดได้หรือว่า 
ทุกสิ่งทุกอย่างของข้ามิใช่พระภิกษุให้มาหรือ?”

สามีได้ยินแล้วรู้สึกว่าถูกต้องอย่างยิ่ง จึงพูดว่า 
        “เธอเพียงแค่มีจิตใจที่ดีปฏิบัติต่อพระภิกษุรูปหนึ่ง ก็สามารถมีบุญวาสนามากมายขนาดนี้ 
พุทธธรรมยิ่งใหญ่จนมิอาจคาดเอาได้”
เดิมทีเขามีใจโลภอยู่บ้าง หลังจากได้ฟังราชธิดาเล่าถึงต้นเหตุผลกรรมจบ ก็กลับใจ บริจาคให้แก่
คนยากจน ถวายปัจจัยแด่พระภิกษุ นับแต่นั้นมาก็ไม่มีความตระหนี่อีกเลย ทั้งยังสร้างวัดสร้างเจดีย์ 
ช่วยส่งเสริมพุทธธรรมแก่ประชาชน...