ครั้งหนึ่ง เศรษฐีสุทัตต์ป่วยหนักจึงพูดกับฑูตคนหนึ่งว่า
     “ท่านช่วยไปกราบแทบเท้าพระพุทธองค์ ยังที่ประทับในเชตวันวรวิหารให้หน่อยว่า พระองค์ทรงมี
พระวรกายแข็งแรงดีหรือไม่? จากนั้นก็ไปยังที่พำนักของพระสารีบุตร กราบไหว้แจ้งข่าวว่า เศรษฐี
สุทัตต์ป่วยหนักอยู่ในขั้นอันตรายปรารถนาจะไปเยี่ยมเยือนท่านเถระ แต่ลุกไม่ไหว ขอให้พระเถระ
เมตตามายังที่นี่ด้วย”
     ฑูตจึงนำเอาคำพูดเหล่านี้มาบอกกล่าวแก่พระพุทธองค์ พระพุทธองค์ทรงตรัสกับท่านฑูตว่า
     “ผู้คุ้มครองเชตวัน ท่านเศรษฐีสุทัตต์ จะอยู่เย็นเป็นสุข”

     ท่านฑูตได้ยินคำพูดของพระพุทธองค์แล้ว ก็มายังที่พำนักของพระสารีบุตร กราบนิมนต์เชิญท่าน
เถระพระสารีบุตรรับเชิญอย่างเงียบ ๆ ท่านจึงไปยังบ้านของเศรษฐี ท่านเศรษฐีเห็นพระเถระมาถึง
ก็คิดจะลุกขึ้นพระเถระจึงห้ามปรามไว้ว่า
     “ท่านเศรษฐี มิต้องลุกขึ้นหรอก ที่นี่ยังมีที่นอนอีกมากมาย ข้านั่งที่อื่นก็ได้”
พระสารีบุตรนั่งลงและถามว่า
     “ท่านเศรษฐี ท่านดีขึ้นบ้างหรือเปล่า?  สามารถกินอาหารได้หรือไม่?”
ท่านเศรษฐีตอบว่า
     “ทุกข์เหลือเกิน ดื่มกินอะไรก็ไม่ได้ นับวันความทุกข์ยิ่งเพิ่มขึ้น”
พระสารีบุตรกล่าวด้วยน้ำเสียงเมตตาว่า
     “ท่านเศรษฐี ท่านไม่ต้องกลัวหรอก หากคนที่ไม่มีความเชื่อถือศรัทธา ย่อมจะเกิดในทุคติ แต่ว่า
ท่านเศรษฐีมีความศรัทธาเลื่อมใส ย่อมจะดับทุกข์และจุติในสุคติ ท่านเศรษฐี ท่านไม่ต้องกลัว คนที่
ไม่ค่อยได้ฟังธรรม ก็จะเกิดในทุคติ แต่ท่านเศรษฐีชื่นชอบการฟังธรรมมาก ย่อมจะดับทุกข์ และจุติ
ในสุคติ ท่านเศรษฐี ท่านไม่ต้องกลัว คนตระหนี่โลภมากจะเกิดในทุคติ แต่ท่านเศรษฐี ไม่มีความ
ตระหนี่ความโลภและยังบริจาคสร้างคุณานุคุณแก่เวไนย์ ย่อมจะได้จุติในสุคติ ท่านเศรษฐี ท่านไม่
ต้องกลัว ท่านมีปัญญา มีสัมมาดำริ สัมมาทิฐิ สัมมาปัญญา ย่อมจะดับทุกข์และจุติในสุคติ”

     เมื่อได้ยินคำพูดของพระสารีบุตร อาการป่วยของท่านเศรษฐีก็หายเป็นปลิดทิ้ง ท่านเศรษฐีน้อม
ดำเนินปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์และกุศลธรรมของพระสารีบุตร จึงสามารถหายจาก
โรคภัยไข้เจ็บได้...