ในสถานที่ที่พระพุทธองค์ทรงเทศนาสอนสั่งนั้น วันหนึ่ง มีพระภิกษุผู้ออกบวชบำเพ็ญ ๔ รูป
บังเกิดความตั้งใจจริง จึงนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ร่วมกันสนทนาถกเถียงถึงความทุกข์ยาก
ของมนุษย์ว่ามีอะไรบ้าง ในนั้นมีคนหนึ่งเสนอความคิดเห็นว่า
    “ความทุกข์ความกังวลที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์นี้ ข้าคิดว่าเป็นกิเลสกามตัณหา หากว่าใจฝักใฝ่ในกาม ไม่สามารถขจัดทิ้งไปได้ ก็ไม่สามารถเข้าสู่ธรรมได้”
อีกคนหนึ่งก็พูดถึงความคิดของตนเองว่า
    “ความทุกข์กังวลของมนุษย์นี้ไม่มีอะไรทุกข์เท่ากับเรื่องอาหารการกิน เมื่อถึงยามที่หิวกระจาย
งานต่างๆ ก็ไม่สามารถจะทำได้”

    ยังมีอีกคนหนึ่งพูดว่า
    “ข้าคิดว่าความโกรธหลงของมนุษย์เป็นความทุกข์ที่สุด เมื่อบังเกิดความโกรธขึ้นมาในใจ ปัญหา
ร้อยแปดก็บังเกิดขึ้น ใจที่โกรธทำให้มนุษย์ได้รับโทษทัณฑ์นานับประการ”
    คนสุดท้ายพูดว่า
    “ความกลัวและความหวั่นเกรงเป็นความทุกข์กังวลในโลกมนุษย์ ทุกวันดำรงชีวิตอยู่ในท่ามกลาง
ความหวาดหวั่นกลัวเกรง ก็จะไม่มีความสงบสุขแม้แต่น้อย”

    ในขณะที่พระภิกษุทั้งสี่ต่างอภิปรายถกเถียงกันนั้น บังเอิญพระพุทธองค์เสด็จมาพอดี เนื่องจาก
สิ่งที่พวกเขาสนทนากันนั้นมิใช่คำตอบที่ถูกต้องที่สุด พระพุทธองค์ทรงตรัสถามพวกเขาว่ากำลัง
อภิปรายเรื่องอะไร พระภิกษุทั้งสี่ต่างเลาเรื่องราวให้ฟัง พระพุทธองค์จึงทรงอธิบายให้พวกเขา
เข้าใจว่า
    “การเป็นผู้บำเพ็ญธรรมนั้น สามารถรวมกลุ่มเช่นนี้เสมอ วิเคราะห์มุมมองในการบำเพ็ญของตนเอง นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งนัก แต่ว่า เมื่อสักครู่ได้ยินหลักเหตุผลของแต่ละคนที่พูดออกมา แม้ว่าจะมี
เหตุผล แต่ก็มิใช่หลักธรรมอันเป็นที่สุด บัดนี้เราสามารถบอกพวกท่านได้ว่า รากแห่งความทุกข์กังวล
ในใต้หล้า ก็เพราะมีกายสังขารที่เป็นการรวมเอาขันธ์ห้าอันจอมปลอมนี้ไว้ กายสังขารเป็นตัวก่อให้
เกิดต้นเหตุของความทุกข์กังวล ดังนั้นพวกเราจึงเรียกกายสังขารว่า เป็นเครื่องมือแห่งความทุกข์ 
การหิวกระหาย ความร้อนหนาว ความกลัดกลุ้มหวั่นกลัว กามตัณหา ความโกรธแค้น ล้วนเป็นสิ่งที่ได้
มาจากการรู้สึกสัมผัสของร่างกาย เหนื่อยใจ วิตก กังวล หวั่นกลัวในสิ่งต่าง ๆ เวไนย์ทำร้ายซึ่งกัน
และกัน ตลอดจนการเวียนว่ายในคติหก เกิดดับไม่มีที่สิ้นสุด ก็ล้วนเกิดมาจากกายสังขาร หากต้องการ
จะหลุดพ้นจากความทุกข์ในโลกนี้ จะต้องเสาะหานิรวาน จึงจะเป็นการหลีกพ้นจากความทุกข์อย่าง
แท้จริงสยบใจแห่งความโลภ ดังสิ้นซึ่งไฟแห่งความโกรธ ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายภายในโลกที่มี
สภาวะเป็นมายา เมื่อเป็นเช่นนี้นานวันเข้า นิรวานก็จะบังเกิดขึ้น”

      พระภิกษุทั้งสี่ได้ยินคำชี้แนะจากพระพุทธองค์แล้วก็บังเกิดความละอาย ยิ่งเพิ่มความวิริยะ ในการดำเนินปฏิบัติจึงได้รับมรรคผลในเร็ววัน...