ขณะที่พระศากยมุนีพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเทศนาอยู่เมืองไวศาลีนั้น มีคน ๆ หนึ่งนามว่ากุลบดี 
เมื่อเขาได้พบเห็นพระพุทธองค์ ก็บังเกิดความปิติเป็นล้นพ้น จึงทูลเชิญพระพุทธองค์เสด็จมารับ
การถวายปัจจัยที่บ้านของเขาด้วยความนอบน้อม เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาถึง ก็ทรงประสาทพร
ให้แก่เขา

     ในขณะนี้กุลบดีก็เดินตรงไปข้างหน้าพระพุทธองค์และวอนขอให้พระองค์ทรงแสดงธรรมอันเป็น
สัจจริงนี้ให้ฟัง พระพุทธองค์ทรงแย้มสรวล ก็มีแสงรัศมีห้าสีกระจายออกมาจากพระโอษฐ์ และแสง
นั้นก็ล้อมรอบปกคลุมร่างกายสามรอบ จากนั้นก็หายวับไปยังพระเศียรพระพุทธองค์ เมื่อพระอานนท์
เห็นแล้ว ก็จัดแต่งชุดจีวรให้เรียบร้อย มายังเบื้องพระพักตร์

     พระพุทธองค์และพูดว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์จะมิทรงแย้มสรวลเรื่อยเปื่อย วันนี้
พระองค์ทรงแย้มสรวลเช่นนี้ ย่อมจะมีเรื่องจะชี้แนะพวกเรา พวกเราก็หวังว่าพระองค์จะทรงเทศนา
ธรรมให้ฟังยิ่งนัก” พระพุทธองค์ทรงสดับฟังแล้วตรัสตอบว่า “ได้สิ! พระอานนท์ เรารู้ว่าท่านมักจะ
ออกหน้าแทนเวไนย์เพื่อที่จะเปิดหนทางธรรมให้กระจ่าง บัดนี้เราจะมาบอกกว่าให้ท่านรู้ เรื่องมี
อยู่ว่าในอดีต ณ ประเทศแห่งหนึ่งมีพ่อค้าขุดล่าสมบัติห้าร้อยคน วันหนึ่งพวกเขาออกทะเลเพื่อ
ค้นหาสมบัติ และก็ได้สมบัติล้ำค่ากลับมา แต่เนื่องจากว่า การเดินทะเลจะต้องประสบกับภัย
อันตรายจากลมพายุ จึงละทิ้งเรือหันมาใช้ทางบกแทนวันหนึ่งพวกเขาเดินผ่านภูเขาลึก ขณะนั้น
เป็นเวลาที่ตะวันจะตกดิน ผู้คนจึงพากันพักผ่อนหาที่หลับที่นอน ทั้งนัดหมายกันว่าพรุ่งนี้พอฟ้าสาง
ก็รีบเดินทางทันที ในวันที่สองคนสี่ร้อยเก้าสิบเก้าคนเตรียมพร้อมจะเดินทาง มีเพียงคนเดียวเท่านั้น
ที่นอนไม่ตื่นจนต้องถูกผู้อื่นปลุกเอา เมื่อเขาตื่นขึ้นมา ก็พลัดจากกลุ่มแล้ว จึงผลุนผลันเดินไปตาม
ทางเขาคิดจะตามขบวนให้ทัน แต่ว่ามันสายไปแล้ว เขารีบร้อนวิ่งไปวิ่งมาก็หาทางออกจากเขานี้
ไม่ได้ ในขณะนั้น มีลมพายุพัดมาจากทางเหนืออย่างแรงพัดเอาก้อนหินดินทรายปลิวว่อนไปทั่ว 
และเกล็ดหิมะก็กระจายเต็มไปหมด ทางเขาข้างหน้าถูกหิมะปกคลุม ทางที่จะกลับไปก็หาไม่เจอ 
เขารู้สึกผิดหวัง สิ้นหวัง เมื่อคิดถึงตรงนี้น้ำตาก็ไหลออกมาเป็นทางลงสู่พื้นดิน

     ในภูเขาแห่งนี้มีต้นไม้จันทน์ ขนาดใหญ่ต้นหนึ่ง ซึ่งได้รับแสงสุริยันจันทราเป็นเวลานาน มีญาณ
แห่งการรับรู้กลายเป็นต้นไม้เทวดา มันล่วงรู้ถึงความทุกข์เสียใจของพ่อค้าหลงทาง ก็ตั้งใจจะ
ช่วยเหลือ จึงบอกเขาว่า “ท่านสามารถอยู่กับข้าที่นี่ชั่วคราวได้ อาหารการกินเสื้อผ้าทั้งหมดข้าจะ
เป็นคนหามาให้ รอคอยจนถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้ามาถึง ให้น้ำแข็งละลายหมด เห็นทางกลับไปแล้ว 
ถึงตอนนั้นค่อยคิดต่อว่าจะทำอย่างไร?”     พ่อค้าหลงทางนั้นเหมือนได้เกิดใหม่ ก็ดีใจมาก เขาจึง
อาศัยอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่นี้

     เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวฤดูใบไม้ผลิก็มาถึง น้ำแข็งก็ละลายแล้ว มองเห็นทาง
กลับไปแล้ว พ่อค้าหลงทางนั้นจึงพูดกับต้นไม้เทวดาว่า “ในยามที่ข้าอับจนหมดหนทาง ก็ได้รับ
ความช่วยเหลือจากท่านจึงมีชีวิตรอดอย่างปลอดภัย แต่น่าเสียดายที่ไม่มีเงินสักนิดติดตัว จึงไม่
สามารถตอบแทนบุญคุณของท่านได้ วันนี้ข้านึกคิดมาได้ว่า ที่บ้านยังมีบิดามารดาที่ชราภาพ 
รอคอยกลับไปปรนนิบัติ ดังนั้นได้โปรดชี้ทางให้ผู้หลงอย่างข้าได้กลับไปด้วยเถิด”

     ต้นไม้เทวดาตอบว่า “ตกลง” เมื่อพูดจบก็เอาทองคำแผ่นส่งให้เขาอันหนึ่ง ทั้งพูดต่อไปว่า 
“จากตรงนี้ท่านเดินตรงไปก็จะเห็นเมือง ๆ หนึ่ง เมื่อสุดเมืองนี้ก็จะสามารถไปถึงบ้านของท่านได้”
พ่อค้าหลงทางได้ยินเช่นนั้นก็อำลาต้นไม้เทวดาว่า “ต้นไม้ใหญ่นี้ มีกลิ่นหอมเย้ายวนจมูก สะอาด
สวยงาม ในโลกนี้คงหาแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว วันนี้ข้าจะจากท่านไป ไม่แน่ว่าชั่วชีวิตนี้ข้าอาจจะ
ไม่ได้พบท่านอีก ข้าหวังว่าจะสามารถรู้จักนามของท่านได้”
     ต้นไม้เทวดาตอบกลับว่า “ท่านไปเถอะ ไม่จำเป็นต้องถามชื่อข้าหรอก”
     พ่อค้าพูดว่า “ข้ารู้สึกละอายใจมาก ในยามที่จนตรอกหมดหนทางก็ได้พบท่านช่วยให้รอดชีวิต 
เมื่อนับเวลาดูถึงวันนี้ก็ปาเข้าไปหนึ่งร้อยกว่าวันแล้ว พระคุณของท่านนี้ข้ายังไม่ได้ตอบแทนเลย 
แต่ก็จนใจไม่รู้จะทำเช่นไรดี จึงอยากจะขอทราบนามของท่าน เมื่อข้ากลับบ้านไปแล้ว จะไป
ประกาศถึงบุญกุศลของท่านให้คนในครอบครัวรับรู้”
     ต้นไม้เทวดาเห็นว่าเขามีความจริงใจ จึงไม่กล้าขัดต่อเจตนาดีของเขา จึงบอกชื่อไปว่าจันทน์ 
แต่ว่าก็ยังกำชับอีกว่า “แม้ว่ารากของข้าจะรักษาคนได้สารพัดโรค มีกลิ่นหอมไปทั่วสารทิศ ต่อให้
อยู่ในที่ห่างไกลก็ยังสามารถได้กลิ่น เรียกได้ว่าเป็นสุดยอดต้นไม้ในโลก แต่หากพวกมนุษย์รู้เข้า 
พวกเขาย่อมจะมีความโลภเสาะหาไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้นจึงหวังว่าท่านจะไม่บอกผู้อื่น เพื่อที่ข้าจะ
ได้ไม่ถูกตัดโค่น”

     หลังจากที่พ่อค้ากล่าวขอบคุณแล้ว จึงเดินไปตามทางที่ต้นไม้เทวดาบอก และก็กลับมาถึง
บ้านจริง ๆ จากนั้นเขาก็ใช้ชีวิตร่วมกับบุพการีและญาติมิตรมากมายอย่างเป็นสุข ไม่นานนัก 
องค์ราชันย์ทรงประชวรด้วยโรคปวดศีรษะ มีโอสถหลากหลายมาใช้ในการรักษาก็ไม่หาย สุดท้าย
ได้พบแพทย์ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง บอกว่าต้องได้ไม้จันทน์มาทำยาจึงจะรักษาได้
     เมื่อองค์ราชันย์ได้ยินเช่นนั้น ก็รีบประกาศว่า หากผู้ใดพบต้นไม้จันทน์ ย่อมจะมีรางวัลประทาน
ให้อย่างมหาศาล และจะยกองค์หญิงให้แต่งงานด้วย เมื่อคำสั่งนี้ประกาศออกไป ข่าวนี้ก็ลือไปถึง
หูพ่อค้าที่เคยหลงทางเมื่อก่อน พ่อค้าคนนี้หน้าเนื้อใจเสือ เกิดความโลภบดบังมโนธรรม ลืมเลือน
ต้นไม้เทวดาที่เคยมีพระคุณช่วยชีวิตไว้และไม่สนใจในคำกำชับของต้นไม้เทวดาจึงแอบมาหา
องค์ราชันย์และบอกที่อยู่ของไม้จันทน์ องค์ราชันย์จึงมีรับสั่งให้ส่งหน่วยองครักษ์และพ่อค้านั้น
ไปโค่นต้นไม้จันทน์ 

     กองขบวนนี้เดินทางอย่างอึกทึกครึกโครม ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงหนึ่งวันก็ไปถึงที่ต้นไม้จันทน์ 
ผู้คนต่างแหงนหน้าขึ้นมอง ก็เห็นแต่กิ่งใบอุดมสมบูรณ์ ลำต้นสูงตระหง่าน เมื่อเห็นเช่นนี้ 
พวกองครักษ์ก็ไม่อยากจะตัดโค่นมันแต่ถ้ากลับไปมือเปล่า ก็จะโดนข้อหาหลอกลวงองค์ราชันย์
ไม่ปฏิบัติตามพระบัญชา ซึ่งก็ยากที่จะมีชีวิตรอด ขณะที่กำลังคิดลังเลนั้น ทุกคนก็ได้ยินเสียงดัง
มาจากกลางอากาศว่า “ข้าคือรุกขเทวดาของต้นไม้นี้ หากพวกท่านจะต้องตัดโค่นก็ตัดโค่นไปเถิด 
แต่หวังว่าจะหลงเหลือรากต้นไม้ไว้ให้ ทำให้มันไม่ตาย เมื่อโค่นแล้วยังจะต้องเอาเลือดของมนุษย์
และตับมาทามันด้วย มันจึงจะงอกใหม่ได้อย่างรวดเร็ว”

     ดังนั้นผู้คนต่างพากันโค่นล้มต้นไม้นี้ เสียงดังโผละ! ต้นไม้นี้ก็ล้มลง ในขณะที่พ่อค้ายืนจ้อง
มองอยู่ข้างต้นไม้ก็ร้องตะโกนเสียงดัง เมื่อสิ้นเสียงนั้นก็ล้มลงกับพื้น พวกองครักษ์ต่างรีบวิ่งมาดู
ด้วยความตกใจ ก็เห็นพ่อค้ามีเลือดไหลนองเต็มพื้น เขาไม่ทันระวังจึงถูกกิ่งไม้ทับใส่บาดเจ็บ
สาหัส น่าสงสารที่เขาไม่ทันได้รับการปูนบำเหน็จเงินรางวัลเลยก็ต้องมาจบชีวิตลงด้วยประการฉะนี้
     ในขณะนี้ผู้คนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์อยู่ข้างศพ หนึ่งในจำนวนนั้นพูดว่า
     “เมื่อสักครู่ข้าได้ยินเสียงจากกลางอากาศบอกว่าต้องเอาเลือดคนและตับมาถูทาที่รากไม้ ข้าก็กำลังสงสัยอยู่ว่าในที่นี้มีคนอาศัยอยู่น้อยมากจะไปเอามาจากไหน คิดไม่ถึงว่าพ่อค้าคนนี้
จะต้องตายไร้ชีวิต บางทีอาจจะเป็นเพราะชะตาขาดแต่ไม่รู้ตัวก็เป็นได้ พวกเราเอาเลือดของเขา
และตับออกมาทาต้นไม้เถิด” ทุกคนก็เห็นด้วย เมื่อทุกคนช่วยกันเอาเลือดและตับมาทารากต้นไม้
อย่างเร่งรีบ ก็มีการแตกหน่อออกมาจากราก ชั่วพริบตาเดียวต้นไม้นี้ก็มีกิ่งมีใบเกิดขึ้นเหมือน
ตอนที่ยังไม่ตัด
     องค์ราชันย์ทรงเสวยไม้จันทน์แล้วอาการปวดศีรษะก็หายเป็นปลิดทิ้ง จึงทรงประกาศว่าผู้เจ็บไข้
ได้ป่วยในเมืองทุกคนให้มารับแผ่นไม้จันทน์ที่เหลือไปกิน ในเวลาไม่นานโรคต่าง ๆ ก็หายดี

     นับแต่นั้นมา ประเทศนี้รุ่งเรืองประชาชนอยู่อย่างสงบสุข ปกครองประเทศอย่างสันติยาวนาน”
พระอานนท์เมื่อฟังเรื่อง ๆ นี้จบ จึงลุกจากอาสนะเดินไปยังเบื้องพระพักตร์พระศากยมุนีพุทธเจ้า
และกล่าวว่า “ทำไมพ่อค้าหลงทางคนนั้นจึงเนรคุณ ฝ่าฝืนต่อคำกำชับของต้นไม้เทวดา เพื่อเงิน
รางวัลจึงทำเรื่องที่ผิดต่อหลักธรรมอย่างนั้นหรือ?”
     พระพุทธองค์ทรงเป็นผู้รู้ผู้ตื่น พระองค์ทรงทราบถึงกฎแห่งกรรมที่แฝงอยู่ภายในจึงทรงตรัสต่อ
พระอานนท์ว่า ในอดีตในยุคสมัยของวิภารตถาคต มีพ่อลูกสามคน บิดาปฏิบัติตามเบญจศีลและ
กุศลกรรมสิบ ถือศีลแปดอย่างเคร่งครัด มีความวิริยะไม่เกียจคร้าน บุตรชายคนโตก็มักจะจุดธูป
กราบไหว้อยู่ในบริเวณบ้าน ถวายปัจจัยแก่เหล่าพระพุทธะทั่วทศทิศ บุตรชายคนเล็กกลับโง่เขลา 
ไม่รู้จักกราบไหว้พระรัตนตรัย มักจะเอาเสื้อผ้าสกปรกวางปิดไว้บนธูปบุตรชายคนโตพูดว่า 
     “นี้เป็นบาปกรรมยิ่งนัก ทำไมเจ้าจึงมักง่ายกระทำผิดเช่นนี้?”
บุตรชายคนเล็กฟังแล้วก็ไม่แก้ไขกลับพูดจาว่าร้ายอีกว่า 
     “เชอะ! เจ้าบังอาจมายุ่งเรื่องของข้า ข้าขอสาบานว่าจะตัดเท้าของเจ้าให้ขาดเพื่อข้าจะได้
หายแค้น”
     บุตรชายคนโตระงับความโกรธไว้ไม่ไหวจึงโพล่งออกมา “ข้าจะฆ่าไอ้น้องชั่วคนนี้”
บิดาที่อยู่ข้าง ๆ ก็โกรธจนต้องใช้มือกุมขมับไว้แล้วพูดว่า “พวกเจ้าสองคนทะเลาะกันจนทำให้
ข้าปวดหัวขึ้นมาอีกแล้ว”
     บุตรชายคนโตพูดว่า “ข้ายินดีที่จะผ่าเอาร่างกายนี้มาเป็นยากรักษาพ่อ ให้พ่อหายในเร็ววัน”
พระพุทธองค์ทรงตรัสถึงตรงนี้ก็ชะงัก แล้วจึงทรงตรัสต่อว่า
     “ไม่ว่าใครก็ตามที่ไม่ควรพูดจาเพ้อเจ้อเหลวไหล ชาตินี้สร้างวจีกรรม ต่อไปจะต้องรับผล
ตอบสนอง เหมือนกับที่บุตรชายคนเล็กพูด เพราะเขามีมิจฉาดำริ คิดจะตัดขาบุตรชายคนโต ต่อมา
เขาจึงนำคนมาตัดโค่นบุตรชายคนโตที่เกิดเป็นต้นไม้เทวดา บุตรชายคนโตคิดจะฆ่าบุตรชายคนเล็ก 
สุดท้ายเขาก็ได้ทำตามคำสัญญาที่เขาลั่นวาจาออกไป องค์ราชันย์ที่เป็นโรคปวดศีรษะ ก็คือบิดา
ของพวกเขาในอดีต เพราะว่าเขาถือศีลวิริยะบำเพ็ญ ดังนั้นจึงได้รับผลตอบสนองที่สูงส่งและสูงศักดิ์ 
ในขณะที่บุตรชายทั้งสองของเขาทะเลาะถกเถียงอยู่นั้น เคยพูดว่า “ทำให้ข้าปวดหัว”
     ต่อมาเขาก็เป็นโรคปวดหัวจริง พวกเขาทั้งหลายที่พากันพูดจาเพ้อเจ้อ ต่างก็ได้รับผลสนอง 
ดังนั้นการตอบสนองของต้นเหตุกรรมก็เป็นเหมือนเงาตามตัวที่ไม่มีการเพิ่มไม่มีการลด ไม่มีการเกิด
ไม่มีการดับสูญ”

      หลังจากที่พระองค์ทรงตรัสถึงศีลแห่งกายวาจาใจจบลง ทำให้กุลบดีได้บรรลุโสดาบัน จากนั้นจึง
นำทรัพย์สมบัติในบ้านออกมาบริจาคเป็นค่าใช้จ่ายในการเผยแพร่พุทธธรรม ทั้งยังนำพาภรรยาและ
บุตรมายึดถือพระพุทธองค์เป็นสรณะได้พบกับหนทางรู้แจ้ง..