วันหนึ่งพระศากยมุนีพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ ณ เชตวันวรวิหารในเมืองสาวัตถี ทรงแสดงธรรมแก่
เหล่าพระอรหันต์หนึ่งพันสองร้อยห้าสิบรูป พระโพธิสัตว์หนึ่งหมื่นกว่ารูป และเหล่าอาริยะเทวราช
จำนวนนับไม่ถ้วน ก็มีคุณปู่คนหนึ่งอายุสองร้อยปีได้ มีใบหน้าสะอาดใสเกลี้ยงเกลา ใบหูยาวห้อย
ลงมาที่ไหล่ ฟันเรียงเป็นระเบียบเรียบร้อย สองแขนยาวเลยหัวเข่า

     เมื่อดูจากลักษณะภายนอกอวัยวะส่วนต่าง ๆ ดูดีมีราศี แต่ว่าเขายากจนข้นแค้นมาก เสื้อผ้าขาด
จนเห็นผิวหนัง ก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ลักษณะเหมือนไม่ได้กินข้าวมาหลายวัน จวนจะหมดแรงแล้ว 
เขาถือไม้เท้ายืนอยู่นอกประตูขอเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ เหล่าศากยะ พรหม เทวราชมากมายที่รักษา
ประตู ขัดขวางไม่ให้เขาเข้าไปคุณปู่นี้ก็ร้องโอดครวญเสียงดังว่า “ข้าเกิดมาก็โชคร้ายแล้ว จะตายก็
ไม่สำเร็จ อยู่ต่อไปก็ไร้ที่พึ่ง

     ข้าเคยได้ยินว่า พระศากยมุนีพุทธเจ้าทรงมีความเมตตาต่อผู้คน สรรพชีวิตในใต้หล้า ต่างได้รับ
น้ำพระทัยแห่งพระองค์ ดังนั้นจึงรู้สึกดีใจมาก คอยคิดจะมาเข้าเฝ้าทุกเช้าค่ำ จะมาวอนขอให้พระองค์
ทรงชี้แนะวิธีให้พ้นความทุกข์ ตั้งแต่เริ่มต้นมาถึงนี่ข้าใช้เวลาเดินทางมาสามปีเต็ม บัดนี้ไฉนพวกท่าน
จึงปฏิเสธมิให้ข้าเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เล่า?”

     ในขณะนี้พระพุทธองค์ทรงทราบเรื่องราวแล้ว จึงทรงหันไปตรัสแก่พระอานนท์ว่า
     “ท่านเคยเห็นผู้มีอายุวัฒนะและมีลักษณะเพียบพร้อมดีเลิศ ยังต้องมาตกทุกข์ได้ยากหรือไม่?”
     พระอานนท์คุกเข่าลงและกล่าวว่า “มีด้วยหรือที่ผู้มีอายุวัฒนะ มีลักษณะเพียบพร้อมดีเลิศ 
ยังต้องมาตกทุกข์ได้ยาก? ในเมื่อเป็นคนมีบาป แต่ไฉนจึงมีลักษณะเพียบพร้อมดีเลิศ? นี่เป็นเรื่องที่
ข้ามิเคยพบเจอมาก่อน บัดนี้อยู่ที่ใดกัน?”

     พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “บัดนี้อยู่ที่หน้าประตู เทวราชกำลังปฏิเสธมิให้เขาเข้ามา ท่านจงบอกไป
นำพาเข้ามาเถิด”
     พระอานนท์ทำตามเจตนารมณ์ของพระพุทธองค์ ไปพาเอาคุณปู่เข้ามา หลังจากที่คุณปู่ได้เห็น
พระพุทธองค์ ก็บังเกิดความรันทด น้ำตาหลั่งไหลออกมา คุกเข่าลงและพนมมือพูดว่า
     “ในชีวิตของข้านี้ประสบแต่ความโชคร้าย พบเจอความยากจนข้นแค้น ทั้งหิวโหยหนาวเหน็บ 
จะตายก็ไม่ได้ จะอยู่ต่อก็ไร้ที่พึ่งพิง ข้าได้ยินว่าพระองค์ทรงเมตตาต่อสรรพชีวิตทั้งหลาย ก็รู้สึกดีใจ
ยิ่งนัก ทุกคืนวันเฝ้าอธิษฐาน เดินทางสามปีจึงจะมาถึงที่นี่ เมื่อสักครู่อยู่นอกประตู ไม่สามารถเข้ามา
ได้ ก็คิดจะกลับไป แต่ก็เกรงว่ากำลังจะไม่พอ กลัวว่าจะตายไปเสียก่อน จึงทำให้เหล่าพระอริยะรักษา
ประตูต้องแปดเปื้อน เพิ่มบาปกรรมขึ้นอีก ในขณะที่ลังเลว่าจะไปจะกลับ ก็ได้รับความเมตตาจาก
พระองค์ให้เข้ามาพบ ต่อให้ตายก็ไม่เสียดายอีกแล้ว แต่ข้าก็ปรารถนาที่จะให้พระองค์ทรงประทาน
ปัญญาให้ เพื่อในอนาคตชาติข้าจะได้ไม่ต้องรับทุกข์อีก”

     พระพุทธองค์จึงทรงตรัสแก่เขาว่า “ผลที่ได้รับในแต่ละชาติของคน ๆ หนึ่ง มาจากเหตุปัจจัยใน
เหตุอดีตส่งเป็นผลสนองแห่งกรรมที่ตนเองได้รับในชาตินี้

     บัดนี้เราก็จะบอกถึงต้นเหตุดั้งเดิมในอดีตชาติของท่าน คือ ในชาติที่แล้ว ท่านเป็นราชโอรส
ผู้มั่งคั่ง เนื่องจากในตอนนั้นร่ำรวยมหาศาล จึงมักจะรังแกประชาชนอยู่เสมอ รู้แต่จะเก็บรวบรวม
เงินทอง แต่ไม่รู้จักบริจาค วันหนึ่ง มีสมณะรูปหนึ่งนามว่าสงบมั่นมาขอบิณฑบาทชุดจีวร เขาไม่
เพียงแต่ไม่บริจาคยังคิดไปว่าสมณะรูปนั้นมาก่อกวน จึงจับขังไว้ ผ่านไปเจ็ดวันเจ็ดคืนจึงจะปล่อย
กลับไป สมณะรูปนี้จึงจากไปด้วยสภาพที่ย่ำแย่ บังเอิญไปพบกับโจรหิวโหยจะจับเขาฆ่าทิ้ง กินเป็น
อาหารแก้หิว ราชโอรสเห็นเช่นนั้น จึงบังเกิดมโนธรรมขึ้นพูดกับตนเองว่า
     “ในเมื่อเราก็ไม่เคยบริจาคให้เขา แล้วจะทนดูให้เขาถูกคนฆ่ากินได้อย่างไร?” จึงรีบเข้าไปช่วยไว้ 
สมณะรูปนี้จึงปลอดภัย สมณะนี้ก็คือพระไมเตรยะโพธิสัตว์ในปัจจุบัน ราชโอรสคนนั้นก็คือท่าน 
สาเหตุที่ท่านยากจนข้นแค้นในชาตินี้ เพราะในขณะนั้นท่านตระหนี่ โลภมาก กระทำความชั่วไว้ 
และการที่ท่านอายุยืนนั้นเป็นเพราะได้ช่วยชีวิตสมณะรูปนั้นไว้ จากตรงนี้พวกเราก็จะรู้ว่า ต้นเหตุผล
กรรมการตอบสนองเป็นสิ่งที่ไม่มีการผิดพลาด”

     คุณปู่ได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกละอายใจมาก จึงกล่าวต่อพระพุทธองค์ว่า “เรื่องราวในอดีตยุติลง ณ 
บัดนี้ ข้าหวังว่าด้วยสังขารอันอ่อนโรยในขณะนี้ สามารถจะออกบวชเป็นสมณะได้ ต่อไปทุกภพ
ทุกชาติ ยินยอมที่จะคอยปรนนิบัติรับใช้ข้างกายพระพุทธองค์”
     พระพุทธองค์ทรงตรัสด้วยความเมตตาว่า “ดีแล้ว”

     เมื่อตรัสจบก็ใช้แรงอภิญญาช่วยให้คนชรานี้มีร่างกายที่แข็งแรงขึ้นมาทันที มีความเฉลียวฉลาด 
เปลี่ยนแปลงท่าทางเมื่อก่อนนี้จนหมดสิ้น และได้รับอนุตตรปัญญา...