ขณะที่พระศากยมุนียังอยู่ภายใต้เหตุแห่งการบำเพ็ญโพธิสัตว์ พระองค์ทรงเคยถือกำเนิดเป็นเศรษฐี
ที่ร่ำรวยมีโรงงานผลิตไม้และเหมืองไม้และเหมืองแร่ที่ใช้ไม่หมด สมบัติของเขามีเป็นพัน ๆ ล้าน
สามารถนำมาใช้ได้ตามใจโดยไม่ส่งผลกระทบกระเทือน เขามีความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
มักจะแจกจ่ายบริจาคเงินทองอย่างไม่เสียดาย
     เขามักจะยืนลังเลอยู่ในตลาด ระคอยดูว่ามีชีวิตไหนประสบเคราะห์บ้าง หากสัตว์ที่น่าสงสาร
เหล่านั้นจะถูกฆ่าแกง เขาก็จะรีบซื้อมันขึ้นมาเพื่อเอาไปปล่อยสัตว์ การปล่อยสัตว์ เป็นปณิธาน
อย่างหนึ่งของเขา

     วันหนึ่ง เศรษฐีผู้มีเมตตาคนนี้ ไปเห็นเต่ายักษ์ตัวหนึ่งในตลาด มันกำลังจ้องมองมาที่เขา มองดู
แววตาท่าทางของเต่ายักษ์ก็เหมือนกับว่ามันมีความทุกข์มากมาย มันน้ำตาไหล เหมือนกับจะขอ
ความช่วยเหลือจากเขา เมื่อเขาเห็นเช่นนี้ ก็หดหู่ใจมาก รีบซื้อมันขึ้นมา แต่ว่าคนขายเต่า ตั้งใจจะ
ขายเต่านี้อยู่แล้ว แต่พอเศรษฐีผู้เมตตานี้ถามราคาเขากลับเจตนากลั่นแกล้งไม่ยอมขาย เศรษฐีคนนี้
รักสัตว์ยิ่งนัก จึงขอร้องให้คนขายยอมขายเต่าให้เขา เจ้าของเต่าพูดว่า 
     “หากว่าท่านต้องการจริง ๆ หล่ะก้อ จะต้องจ่ายหนึ่งหมื่นเหรียญ ข้าจึงจะยอมขาย มิฉะนั้นข้าจะ
เอากลับไปตุ๋นยากิน” 
     เศรษฐีจึงยอมจ่ายเงินหนึ่งหมื่นเหรียญโดยไม่ลังเลเพื่อซื้อเต่ายักษ์ไว้ เจ้าของเต่าที่ใจดีนี้ แม้ว่า
จะได้เงินมาหนึ่งหมื่นเหรียญ แต่ว่าไม่นานนัก ก็มีขโมยขึ้นบ้านเขา ตนเองก็ป่วยไข้หนัก ต่อมาก็
ประสบอัคคีภัยอีกครั้งหนึ่ง ทำให้เงินหนึ่งหมื่นเหรียญถูกเผามลายไปหมดสิ้น สุดท้ายก็ยังต้องเป็น
คนยากจนข้นแค้นอีกด้วย
     เต่ายักษ์ถูกเศรษฐีใจบุญนำกลับบ้านไป ทั้งยังหาอาหารที่ดี ๆ ให้มันกิน เขาเห็นที่มุมปากของมัน
มีบาดแผล ก็รีบทายาให้มัน ไม่นานนัก บาดแผลของเต่าก็หายดี เขาก็ใช้รถลากมันไปปล่อยที่ทะเล 
ให้มันมีชีวิตที่อิสระ
     เรื่องผ่านไปไม่นาน ในคืนวันหนึ่ง ขณะที่เศรษฐีนี่กำลังฌานนั่งสมาธิ ก็ได้ยินเสียงประตูด้านหลัง
ดังค๊อก ๆ เขาเดินไปเปิดประตู ก็พบว่าเป็นเต่ายักษ์ที่เขาเคยช่วยชีวิตไว้ เต่ายักษ์อ้าปากพูดกับเขาว่า      “ท่านผู้มีพระคุณอีกไม่นานเมืองแห่งนี้จะประสบภัยครั้งใหญ่ ประชาชนทั้งเมืองมีบาปกรรม
หนักหน่วง ผลสนองแห่งกรรมมาถึง ก็ไม่สามารถหลีกหนีภัยพิบัติครั้งนี้ได้ แต่ว่าจะมีเพียงสองบ้าน
ที่ไม่ได้อยู่ในขอบข่ายของการประสบภัยครั้งนี้ หนึ่งคือ บ้านของท่านผู้มีพระคุณ อีกหลังหนึ่งคือ
บ้านราชสกุล ในเดือนนั้นวันนั้น น้ำจะท่วมเมือง ขอท่านกับราชสกุลจงนัดหมายกับอย่างลับ ๆ 
เตรียมตัวให้เร็วหน่อย จ้างคนงานต่อเรือ เมื่อถึงตอนนั้นเห็นน้ำไหลหลาก ก็ให้รีบขึ้นเรือ และแล่น
ออกไปตามน้ำ ย่อมจะมีสถานที่พักอาศัย” เมื่อเต่ายักษ์พูดจบก็หันหลังกลับไป
     เศรษฐีนี้รู้สึกแปลกใจที่เต่ายักษ์สามารถพูดได้ จะไม่เชื่อก็ไม่ได้ วันที่สองเขาจึงรีบไปบอก
ราชสกุลอย่างลับ ๆ พวกเขารีบตระเตรียมทุกสิ่งทุกอย่าง จริงดังที่เต่ายักษ์พูด ไม่นานนัก ภัยพิบัติ
ก็มาถึง ขณะที่น้ำเชี่ยวไหลหลากนั้น เต่ายักษ์ตัวนั้นก็มาหาอีก รีบเร่งให้พวกเขาขึ้นเรือ เต่ายักษ์ก็
ว่ายนำหน้า ทั้งบอกพวกเขาว่า “ให้ตามข้าไป จะได้ไม่หลงทาง” เรือของพวกเขาแล่นอยู่บนกระแส
น้ำที่ท่วมเอ่อ ทันใดนั้นด้านหลังก็มีงูใหญ่ตัวหนึ่งว่ายมา ชูคอขอความช่วยเหลือ เศรษฐีผู้เมตตา
ก็หยุดเรือช่วยงูใหญ่ขึ้นมา เต่ายักษ์อยู่ข้างหน้าพูดว่า “ท่านผู้ใจบุญ มันมีบุญสัมพันธ์ร่วมกับท่าน 
ท่านจะรู้ในภายหลัง” 
     ห่างจากนั้นไม่ไกลนัก เขาก็ช่วยจิ้งจอกไว้ตัวหนึ่ง เต่ายักษ์จึงกล่าวคำชื่นชม จากนั้นก็มีคน ๆ หนึ่ง
กำลังดิ้นรนอยู่ในน้ำร้องตะโกนของความช่วยเหลือ ผู้ใจบุญนี้ก็จะช่วยเขาขึ้นเรือมา แต่ว่าเต่ายักษ์
ได้ห้ามปรามว่า “คนๆ นี้ อย่าช่วยเขาเป็นดีที่สุด หากตอนนี้ช่วยเขาต่อไปท่านจะถูกเขาทำร้ายเอา” 
ผู้ใจบุญพูดว่า “ไม่ว่าจะเป็นใคร พวกเราควรจะช่วยขึ้นมา หากเห็นแก่ตัวไม่ช่วยคน ก็ผิดต่อคำสอน
ของเหล่าพระพุทธะที่เน้นในความเสมอภาคนะสิ ไม่ว่าวันพรุ่งนี้จะมีภัยอะไร ข้ายังคงต้องช่วยเขา” 
     เมื่อพูดจบก็ช่วยคน ๆ นั้นขึ้นมาจากน้ำ ผ่านไปสักพักหนึ่ง เต่ายักษ์ก็พูดขึ้นมาว่า
     “ฟ้าจวนจะใสสว่างแล้ว มหาภัยกำลังจะผ่านพ้นไป ข้าก็ต้องขอลาไปก่อน” เมื่อพูดจบก็จากไป 
งูใหญ่กับจิ้งจอกก็ลาผู้ใจบุญจากไปด้วยเช่นกัน พวกเขาลอยละล่องอยู่บนผิวน้ำหลายวัน สุดท้ายก็
ค้นพบเกาะเล็ก ๆ เกาะหนึ่ง หลังจากที่พวกเขาขึ้นสู่ฝั่งก็พบว่าบนเกาะนี้มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ 
แต่น่าเสียดายที่มีประชากรน้อย พวกเขาจึงพำนักที่นี่ชั่วคราว วันหนึ่งอยู่ๆ จิ้งจอกก็ปรากฏตัวออกมา
พูดกับผู้ใจบุญว่า 
     “ท่านผู้มีพระคุณ ด้วยความช่วยเหลือของท่านข้าจึงพ้นภัย บัดนี้ข้าจะตอบแทนพระคุณที่ท่าน
ช่วยชีวิตไว้ เมื่อสักครู่ข้าค้นพบสมบัติล้ำค่าในถ้ำ นี่เป็นสถานที่ฝังทองคำมิใช่สุสาน และข้าไม่ได้
ปล้นมา ข้าต้องการตอบแทนคุณท่าน ฟ้าจึงประทานมาให้ข้า ข้าก็ยินดีมอบถวายแก่ท่านผู้มีพระคุณ 
หวังว่าท่านจะรับของกำนัลจากข้าด้วย”
     ผู้ใจบุญก็คิดว่า “หากไม่รับไว้ ก็ย่อมตกสู่ในมือคนที่ใช้เงินไม่เป็นน่าเสียดายยิ่งนัก สู้เรารับเอาไว้ 
บริจาคให้คนยากจนดีกว่า ให้เวไนย์ผู้ยากไร้ได้รับการฉุดช่วย” ดังนั้นเขาจึงตอบรับของกำนัลนั้น 
ขณะที่เขาไปเอาสมบัติล้ำค่าที่ซ่อนไว้นั้น คนจมน้ำที่เขาเคยช่วยชีวิตไว้นั้น ไม่เพียงแต่ไม่คิด
ตอบแทนคุณผู้ใจบุญ กลับหาวิธีการข่มขู่ขอแบ่งทองคำจากผู้ใจบุญด้วย ผู้ใจบุญให้ทองคำเขา
สิบชั่ง แต่คนใจดำนั้นไม่ยอมรับ ทั้งยังข่มขู่ว่า “หากเจ้าไม่แบ่งให้ข้าครึ่งหนึ่ง ข้าจะไปฟ้องว่าเจ้า
ขุดปล้นสุสาน”
     ผู้ใจบุญพูดว่า “บัดนี้เคราะห์ภัยเพิ่งผ่านพ้น ย่อมจะมีผู้ประสบเคราะห์ทุกข์ยากมากมาย เราจะนำ
ทองคำนี้ไปช่วยเหลือพวกเขา หากว่าท่านนำไปแล้วไม่ไปประกอบกุศลกรรม ก็จะผิดต่อมโนธรรม 
ดังนั้นเราจึงไม่อยากที่จะสนับสนุนมิจฉาดำริของเจ้า”
     คนใจดำนั้นก็เก็บความแค้นไว้ แอบไปฟ้องร้องต่อศาล กล่าวหาว่าผู้ใจบุญเป็นคนบาปปล้นสุสาน
ดังนั้นคนใจบุญจึงถูกจับ แต่เขาก็มิได้โกรธแค้นคนชั่วที่ไปแจ้งความ คิดว่าเป็นบาปกรรมที่ตนเอง 
ได้ก่อไว้ในอดีตชาติ ชาตินี้จึงต้องรับผลตอบสนองเขาไม่มีความโกรธแค้น ได้แต่อธิษฐานให้เวไนย์
ทั้งปวงพ้นทุกข์ในเร็ววัน อย่าได้มีปมความแค้นต่อกัน เพื่อจะได้ไม่ต้องถูกขังอยู่ในคุกเหมือนข้า
เจ้าแห่งงูและเจ้าแห่งจิ้งจอก ต่างเป็นสัตว์ที่มีดวงญาณ พวกเขาปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรจึงจะ
ช่วยผู้ใจบุญที่ถูกใส่ร้ายได้ เจ้าแห่งงูพูดว่า 
     “ข้ามีวิธีที่ดีอยู่วิธีหนึ่ง พวกเราย่อมจะสามารถช่วยผู้มีพระคุณให้พ้นภัยได้” 
เมื่อพูดจบก็ยืดตัวอำลาจิ้งจอกไปเจ้าแห่งงูก็ออกไปหาหญ้าสมุนไพรบนป่าเขาตามลำพัง หญ้า
สมุนไพรชนิดนี้เป็นยาแก้พิษระงับปวดชั้นเลิศ มันใช้ปากคาบหญ้าสมุนไพรไปยังคุก พูดกับผู้ใจบุญ
ว่า “นี่เป็นหญ้าสมุนไพรที่แก้พิษได้อย่างดี อีกไม่นานราชโอรสจะเป็นโรคร้าย ยาทั้งหมดไม่
สามารถรักษาได้ มีเพียงหญ้าสมุนไพรนี้ที่จะช่วยให้เขารอดพ้น ถึงตอนนั้น ผู้มีพระคุณบอกผู้คุมขัง
ว่า ท่านมียาวิเศษช่วยแก้พิษได้ เขาย่อมจะช่วยบอกประกาศแทนผู้มีพระคุณ เช่นนี้แล้ว วันที่ท่าน
จะได้ออกจากคุกก็อีกไม่นานแล้ว”
     เมื่อเจ้าแห่งงูจากไป มันก็แอบเข้าไปในพระราชวัง กัดที่พระบาทของพระราชโอรส จากนั้นพ่น
พิษอย่างแรงใส่ นายแพทย์ที่มีชื่อเสียงทั้งหลายต่างหมดปัญญา ชีวิตของพระราชโอรสจวนเจียน
จะสิ้นลมแล้ว พระราชาทรงร้อนรนมากเนื่องจากว่ามีราชโอรสเพียงพระองค์เดียว จึงทรงมีพระราช
บัญชาให้มหาอำมาตย์ติดป้ายประกาศเสาะหาหมอเทวดา 
     หากว่ามีคนสามารถช่วยชีวิตพระราชโอรสได้ จะมอบตำแหน่งเสนาบดีให้เขา หากมีผู้แจ้ง
ข่าวคราวแนะนำมาให้ ก็จะประทานทองคำให้หนึ่งหมื่นตำลึง ก็เป็นจริงดังที่เจ้าแห่งงูพูด
     หลังจากที่ผู้คุมขังรู้ข่าว ก็นำข่าวนี้บอกแก่ผู้ใจบุญ ผู้ใจบุญบอกผู้คุมขังว่า “เรามียาวิเศษติดตัวมา”
หลังจากที่องค์ราชาได้รับทราบก็เชิญผู้ใจบุญมารักษาใส่ยาให้พระราชโอรส หลังจากที่ใส่ยาแล้ว 
พระราชโอรสก็ไม่ปวดพระบาทอีก ความบวมของพระบาทลดลง และพ้นขีดอันตราย

      เมื่อพระบาทของพระราชโอรสหายดี องค์ราชาดีพระทัยมาก จึงสอบถามผู้ใจบุญถึงสาเหตุที่ ต้องมาติดอยู่ในคุก จึงทรงทราบว่าเขาถูกใส่ร้าย องค์ราชาทรงตำหนิตนเองว่า 
     “เพราะเราไร้ซึ่งบารมี เหล่าขุนนางก็ไม่ตรวจสอบให้รอบคอบ จึงปล่อยให้คนชั่วระราน ท่านผู้
ใจบุญ จึงถูกประนามเช่นนี้” องค์ราชาจึงทรงมีรับสั่งให้จับคนเนรคุณนั้นมาลงทัณฑ์ และทรงแต่งตั้ง
ผู้ใจบุญให้เป็นเสนาบดี ทั้งยังทรงปลดปล่อยนักโทษทั้งประเทศ ทำให้คุกนั้นว่างเปล่าขึ้นทันที 
ผู้ใจบุญเข้าใจพุทธธรรมอย่างลึกซึ้ง องค์ราชาจึงเชื้อเชิญให้เขามาเป็นผู้ชี้แนะ ผู้ใจบุญจึงกล่าวถึง
หลักธรรมแห่งการขจัดทุกข์ของพุทธศาสนาให้องค์ราชาสดับฟัง องค์ราชาจึงรู้แจ้งขึ้นมา ยึดถือ
พระรัตนตรัยเป็นสรณะถือรักษาศีลวิสุทธิ์ บังเกิดมหาเมตตาจิต เปิดท้องพระคลัง ช่วยเหลือผู้ทุกข์
ยาก จัดการศึกษา จัดสร้างสถานสงเคราะห์คนชราและเด็กกำพร้า ทรงรักษาทุกสรรพชีวิต
     ต่อมาประเทศของพระองค์ก็กลายเป็นประเทศแห่งสันติสงบสุขเป็นประเทศที