พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ ณ เชตวันวิหารในเมืองสาวัตถี ทุกวันจะมีผู้คนมากมายไปขอ
สดับธรรมด้วยคนเหล่านั้นก็จะนำอาภรณ์ อาหาร ปัจจัยต่าง ๆ ไปถวาย
       ในเมืองสาวัตถีมีหญิงยากจนคนหนึ่งชื่อว่านันทะ มักจะไปฟังพระพุทธองค์เทศนาธรรมเสมอ 
มักจะเห็นสานุศิษย์ที่เป็นองค์ราชัน เหล่าขุนนางนำเอาของมีค่ามาถวายพระพุทธองค์เสมอ 
แต่ตนเองไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ หล่อนเสียใจมาก แม้จะกินข้าวสักมือหนึ่งนางเองยังต้องขอท่าน
คนอื่นกิน แล้วจะมีสิ่งของมาถวายพระพุทธองค์ได้อย่างไร?
        แต่พุทธธรรมบอกไว้ว่า “ต้องการรู้เหตุแห่งอดีต นั่นคือผลที่รับในปัจจุบัน” ชะตาชีวิตไม่ดี โทษ
ใคร? นางเข้าใจหลักธรรมข้อนี้ นางรู้ว่ามีเพียงการบริจาคเท่านั้น ที่จะผลิกผันชะตาแห่งความ
ยากจนได้ นางรู้อีกว่าหากมีปัญญา ก็จะสร้างเหตุแห่งกุศล ก็จะไม่ต้องทนทุกข์
       วันนี้ นางนันทะดีใจมาก เพราะว่านางขอเสื้อผ้าเก่า ๆ ได้ตัวหนึ่ง นำเสื้อเก่าไปแลกเงินได้หนึ่ง
เหรียญเงินหนึ่งเหรียญนั้นนำไปและตะเกียงน้ำมันได้หนึ่งดวง นางนำตะเกียงที่สว่างไสวดวงนั้น
ถวายแด่พระพุทธองค์
       นางนันทะดีใจมากว่าในที่สุดนางได้จุดตะเกียงเบื้องหน้าพระพุทธองค์ ในตอนนี้นางพนมมือ 
กราบเคารพและตั้งปณิธานต่อหน้าพระพักตร์พระพุทธองค์ว่า “ขอให้แสงสว่างจะตะเกียงดวงนี้ 
ขจัดความหลุ่มหลงในใจที่มีมาแต่อดีต ขจัดบาปกรรมในอดีต ได้รับมหาปัญญา ข้าแต่พระผู้มี
พระภาคเจ้า ขอพระองค์ทรงโปรดคุ้มครองข้าด้วย!”
        ทุกคนก็วอนอธิษฐานขอให้ตนเองมีอนาคตอันสว่างไสว ดังนั้นเบื้องหน้าพระพุทธองค์ จึงมี
ตะเกียงจำนวนมากมาย
        วันที่สองก่อนฟ้าสาง พระโมคคัลลานะไปสำรวจดูตะเกียง พบว่าตะเกียงขององค์ราชันย์และ
เหล่าขุนนางมีแสงริบหรี่ ตะเกียงของนันทะกลับมีแสงเจิดจ้า สว่างไสวผิดปกติ รอจนฟ้าสาง 
พระโมคคัลลานะให้พัดพัดตะเกียงให้ดับนั้น แต่ไม่ว่าจะพัดอย่างไรตะเกียงของนางนันทะก็ไม่ดับ 
ตะเกียงดวงอื่น ๆ ดับไปหมดแล้ว พระโมคคัลลานะรู้สึกแปลกใจมาก วิ่งไปถามพระพุทธองค์ 
พระพุทธองค์จึงอธิบายให้ฟังว่า
         “ตะเกียงดวงนี้ ไม่ว่าจะใช้มือ หรือน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่ ลมพายุกรรโชกก็ไม่สามารถดับ
ตะเกียงดวงนี้ได้ เพราะว่าเจ้าของนั้นบริจาคด้วยจิตโพธิ โมคคัลลานะ! ขณะที่คน ๆ หนึ่งทำการ
บริจาคนั้น หากมีจิตใจคิดไม่ซื่อหวังในชื่อเสียงลาภยศหรือมีจิตใจเย็นชา บุญกุศลที่ได้รับย่อม
จะน้อยนิด ต่อให้จะบริจาคปัจจัยมากมายเพียงใดก็ตาม ก็เป็นบุญกุศลที่ได้รับการปรุงแต่ง” 
พระพุทธองค์ตรัสถึงตรงนี้ นางนันทะเข้ามากราบนมัสการพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ทรงเมตตา
ยื่นพระหัตถ์ออกไปลูบศีรษะของนางนันทะ และกล่าวพยากรณ์นางว่า “ในอสงไขยในอนาคต 
ท่านจะสำเร็จเป็นพระพุทธะ มีพุทธนามว่า ทีปรภาส”

ด้วยเหตุนี้นางนันทะจึงออกบวชเป็นพระภิกษุณีในคณะสงฆ์ของพระพุทธองค์
        “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า! นางนันทะได้รับการพยากรณ์จากพระองค์ ช่างเป็นวาสนาเสียจริง 
แต่ทำไมนางจึงได้จนถึงขนาดนั้น เป็นเพราะกรรมที่ก่อไว้แต่ครั้งอดีตหรือไม่?”
        “ถูกต้อง! ในครั้งอดีตสมัยพระกัสสปะพุทธเจ้า มีฆราวาสสตรีที่ร่ำรวยคนหนึ่ง นิมนต์เชิญ
พระพุทธเจ้าและพระสาวกไปรับการถวาย แต่ก่อนหน้านั้น พระพุทธเจ้าได้ตกลงรับคำเชิญจาก
เด็กผู้หญิงยากจนคนหนึ่งไว้ก่อนแล้ว พระพุทธเจ้าก็มิอาจที่จะไปตามคำเชิญของนางก่อนได้ ทำให้
นางไม่พอใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คู่กรณีของนางเป็นเด็กหญิงยากจน ยิ่งทำให้หล่อนอิจฉาและดูถูก 
เพื่อที่จะขจัดความไม่พอใจของนาง หล่อนจึงด่าว่าร้าย ประนามคนอื่น ด้วยเหตุนี้จึงต้องมารับ
ผลกรรมตอบสนองเป็นคนยากจนห้าร้อยชาติ บัดนี้นางรู้สำนัก จึงสามารถได้รับน้ำทิพย์แห่ง
พุทธธรรมหล่อเลี้ยงใจ”
       ในขณะนั้น ในเมืองสาวัตถีมีการร่ำลือเรื่องหญิงยากจนถวายตะเกียง และได้รับการพยากรณ์จาก
พระพุทธองค์ มีคนมากมายอยากเป็นเช่นนั้นบ้าง ต่างแย่งกันนำดอกไม้ อาหาร ตะเกียงมาถวาย
พระพุทธองค์เชตวันวิหารที่กว้างใหญ่ เต็มไปด้วยสิ่งของปัจจัย
       มาบัดนี้ พระพุทธองค์ทรงเล่าว่าบุญกุศลแห่งการบริจาคตะเกียงมาถึงแล้ว จึงให้พระอานนท์เป็น
ผู้บันทึกพระพุทธองค์จึงทรงเล่านิทานให้ฟังว่า
       “ในอดีตยี่สิบห้าอสงไขย บนโลกมนุษย์มีประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่ง องค์ราชันย์มีนามว่า
โปศจีนำพาประเทศเล็ก ๆ นับร้อยประเทศ พระองค์มีราชบุตรและราชธิดา ราชบุตรนามว่า รัตนา 
ราชธิดานามว่ามณี ทั้งสองพระองค์มักจะถวายปัจจัยแด่เหล่าพระภิกษุอยู่เสมอ 

ในตอนนั้นมีพระภิกษุรูปหนึ่งนามว่าอารยมิตรมักจะออกไปบิณฑบาตอุปกรณ์น้ำมันตะเกียงอยู่เสมอ
แล้วนำกลับมาจุดถวายพระพุทธองค์และเหล่าพระภิกษุด้วยความศรัทธานอบน้อมเสมอ ท่านทำ
เช่นนี้ไม่ขาด เมื่อเรื่องนี้รู้ถึงราชธิดามณี พระนางดีใจมาก จึงมีรับสั่งให้นิมนต์เชิญพระภิกษุ
อารยมิตรมาเข้าพบ และตรัสว่า
         “เรานั้นปรารถนาจะบริจาคปัจจัย อุปกรณ์ในการจุดตะเกียงที่ท่านต้องการนั้น ให้เราเป็นผู้จัด
ถวายดีหรือไม่?”
         “ดีแล้ว” ภิกษุอารยมิตรตอบด้วยความยินดี

          นับแต่นั้นมา ตั้งแต่ราชธิดาถวายมันตะเกียง ไส้ตะเกียงให้ พระภิกษุอารยมิตรยิ่งเพิ่มความขยัน
ขันแข็งในการดูแลงานจุดตะเกียงมากขึ้น 

ต่อมาพระกัสสปะพุทธเจ้าทรงพยากรณ์พระภิกษุอารยมิตรว่า
         “ในอสงไขยกัปป์ข้างหน้าท่านจะบรรลุเป็นพระพุทธะมีนามว่า พระทีปังกรพุทธเจ้า” และราชธิดามณีก็ได้รับการพยากรณ์จากพระกัสสปะพุทธเจ้าเช่นกันว่า
         “อีกสองอสงไขยเก้าสิบเอ็ดกัปป์ข้างหน้า ท่านจะบรรลุเป็นพระพุทธะ นามว่าศากยมุนี 
พระอานนท์ท่านทราบหรือไม่ว่า ภิกษุอารยมิตรก็คือพระทีปังกรพุทธเจ้า และราชธิดามณีก็คือเรา 
เราสามารถบรรลุเป็นพระพุทธะจ้าได้เพราะว่าหลายกัปป์ที่ผ่านมาได้บริจาคอุปกรณ์ตะเกียง”

         ในงานประชุมเทศนาธรรมนั้นมีเวไนย์ ๔ เหล่าจำนวนมากมาย ได้ฟังคำพูดของพระพุทธองค์ 
ก็มุ่งมั่นจะยึดถือการบริจาคด้วยความปิติยินดี และจะจุดแสงสว่างในใจขึ้นมาเพื่อถวายแด่
พระพุทธองค์....