การเกิดมาอยู่ในสถานภาพของสาวใช้ แล้วจะก้าวขึ้นสู่การเป็นพระราชินีนี้ย่อมมิใช่เรื่องง่ายดาย
     องค์ราชันย์แห่งแคว้นโกสัมพี นางมัลลิกาซึ่งเป็นพระมเหสีของพระเจ้าปเสนทิโกศล ชาติกำเนิด
ของพระนางเป็นสาวรับใช้ ทำไมจึงมีการเปลี่ยนแปลงขนาดนี้? ซึ่งมีเหตุปัจจัยดังต่อไปนี้     ประเทศอินเดียในอดีต ก็เฉกเช่นยุคจั้นกว๋อในประเทศจีน มีการแบ่งเป็นประเทศเล็ก ๆ มากมาย 
ในขณะนั้นประเทศที่มีอำนาจเข้มแข็งที่สุดคือโกสัมพี
     ครั้งหนึ่ง พระเจ้าปเสนทิโกศลแห่งแคว้นโกสัมพี ทรงไปสู่สาวงามจากกรุงกบิลพัสดุ์ เพราะ
สาวงามแห่งกรุงกบิลพัสดุ์มีความสวยงามขึ้นชื่อที่สุดในประเทศอินเดียในตอนนั้น แต่ทว่ากรุง 
กบิลพัสดุ์ซึ่งเป็นประเทศเล็ก ๆ ไม่ยินยอมจะให้องค์หญิงที่สวยงามไปแต่งงานเป็นพระมเหสีของ
แคว้นโกสัมพี เศรษฐีมหาบุรุษในเมืองก็คิดวิธีการออกมาวิธีหนึ่ง โดยให้สาวรับใช้มัลลิกาในบ้าน
ปลอมเป็นองค์หญิง และให้แต่งงานกับพระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นพระราชินี และปิดบังเรื่องนี้กับคนใน
แคว้นโกสัมพี แต่สุดท้ายกรุงกบิลพัสดุ์ก็ล่มสลายด้วยเรื่อง ๆ นี้
     หลังจากพระนางมัลลิกาเข้าวังแล้ว ทุกคนต่างชื่นชมให้ความสวยงามและสติปัญญาของพระนาง 
ดังนั้นจึงไม่มีใครสงสัยในชาติกำเนิดของพระนาง เมื่อพระราชินีแล้ว ก็ได้สวมอาภรณ์แพรไหมต่าง ๆ ได้เสวยอาหารเลิศรสทั้งได้รับความรักเอ็นดูจากองค์ราชันย์ พระนางมัลลิกาทรงใช้ชีวิตอย่างมี
ความสุข ต่อมาไม่นาน นางให้กำเนิดพระโอรสแก่องค์ราชันย์  พระโอรสพระองค์นี้ก็คือราชบุตรเชต
ผู้บริจาคสวนแก่พระพุทธองค์ แต่ต่อมาก็ไม่ได้ขึ้นครองราชย์เป็นองค์ราชันย์ และถูกวิรูฑก ผู้เป็น
พระอนุชาทำร้ายจนสิ้นพระชนม์ วิรูฑกเป็นราชโอรสองค์ที่สองของพระนางมัลลิกา เขาไม่เพียงแต่
สังหารพระเชษฐาของตนเอง และยังฆ่าพระราชบิดาด้วย ทั้งยังทำลายกรุงกบิลพัสดุ์ของพระ
มารดาจนย่อยยับ ทำไมเขาจึงทำบาปกรรมเรื่องเลวร้ายผิดต่อคุณธรรมได้เช่นนี้?
     นั่นก็เพราะมีเหตุปัจจัยอีกช่วงหนึ่ง 
     ในขณะที่พระเจ้าวิรูฑกยังทรงพระเยาว์ ได้ทรงร่ำเรียนการยิงเกาทัณฑ์พร้อมกับบุตรชายของ
มหาอำมาตย์ผู้หนึ่งนามว่าทุมุที่กรุงกบิลพัสดุ์ เพราะว่าในสมัยนั้น วิชาเทคนิคการยิงเกาทัณฑ์ของ
เมืองกบิลพัสดุ์สูงส่งมาก ดังนั้นจึงมีราชบุตรและผู้คนจากเมืองอื่น ๆ มาร่ำเรียนกันมาก
     วันหนึ่ง พระเจ้าวิรูฑกและทุมุมายังกรุงกบิลพัสดุ์ นอกเหนือจกาเวลาร่ำเรียนแล้ว พวกเขาพากัน
ไปยังห้องโถงเทศนาธรรมที่สง่างามแห่งหนึ่ง พระเจ้าวิรูฑกยังทรงปีนขึ้นไปเล่นบนแท่นราชสีห์ 
ในตอนนี้ก็มีคนกลุ่มเล็กกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา เห็นพระเจ้าวิรูฑก ก็ไม่พอใจจึงด่าว่าว่า
     “เจ้าพวกลูกจัณฑาล บังอาจมายังห้องโถงเทศนาอันศักดิ์สิทธิ์นี้ และยังทำให้แท่นราชสีห์
แปดเปื้อนเจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกเราสร้างห้องโถงเทศนาธรรมนี้เพื่อต้อนรับพระพุทธองค์ในการ
เสด็จกลับประเทศ สถานที่บริสุทธิ์เช่นนี้ คนต่ำต้อยเยี่ยงเจ้า ไม่มีสิทธิ์เข้ามา รีบคลานออกไปซะ” 
     แม้พระเจ้าวิรูฑกยังทรงพระเยาว์ แต่เมื่อถูกด่าเช่นนี้ เป็นการหยามเกียรติยิ่งนัก ทรงมีพระพักตร์
แดงระเรื่อ ด้วยความอับอาย พระองค์ทรงถอยออกไปจากห้องโถงนั้นอย่างเงียบ ๆ พุ่งกลับไปยัง
แคว้นโกสัมพี ทรงกัดฟันตรัสกับทุมุว่า
     “ทุมุ เรื่องวันนี้ท่านจงจดจำให้ดี รอจนเราได้ขึ้นครองราชย์ เรื่องแรกที่จะทำคือ จะต้องชำระ
ความแค้นแห่งความอัปยศนี้”
นิสัยที่ชื่นชอบการต่อสู้เช่นทุมุ ได้ยินคำพระราชโอรส ก็สนับสนุนเห็นด้วยว่า
     “พระราชโอรสผู้กล้าหาญ ข้าย่อมจะช่วยท่านแก้แค้น ขอเยงพระองค์ทรงรักษาความมุ่งมั่นใน
วันนี้ให้มั่นคง”
     นับตั้งแต่นั้นมา ราชโอรสวิรูฑกก็ทรงจดจำเรื่องนี้ไว้ในใจ ภาพที่ถูกดูหมิ่นเหยียดหยามนั้นยัง
ฝังจำติดตาไม่มีวันลืม ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงคิดกังวลกับการสืบทอดบัลลังก์ พระบิดามี
พระวรกายแข็งแรงจึงมักทำให้พระองค์รู้สึกผิดหวัง และที่ยิ่งกลุ้มพระทัยนักคือ ถัดจากพระราชบิดา
ยังมีพระเจ้าเชตผู้ซึ่งเป็นพระเชษฐาอีก เพื่อที่จะชำระความแค้นได้ในเร็ววัน ราชโอรสวิรูฑก จึงทำ
สิ่งที่ผิดต่อมโนธรรมและสามัญสำนึก ทรงทำร้ายพระเชษฐา และฆ่าพระราชบิดา และรีบขึ้น
ครองราชย์ ทั้งมีพระบัญชาแต่งตั้งให้ทุมุเป็นมหาอำมาตย์ ในตอนนี้ทุมุนั้นหยิ่งยโสมาก และรีบ
กราบทูลว่า
     “องค์มหาราช ทรงจำเรื่องที่ศากยวงศ์ดูหมิ่นเหยียดหยามได้หรือไม่? พวกเราจะต้องแก้แค้น” 
     เรื่องราวนี้ถูกจดจำไว้ในพระทัย พระเจ้าวิรูฑกหาลืมเลือนไม่ พระองค์ทรงตรัสด้วยความฮึกเหิมว่า
     “นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เรื่องนี้มันติดตรึงอยู่ในใจของเรา เราย่อมไม่มีวันลืมเลือน เพียงแต่ว่า
ไม่สามารถขึ้นครองราชย์ในเร็ววันเท่านั้น ทุมุ วันนี้โอกาสมาถึงแล้ว เราอดทนรอต่อไปไม่ไหวแล้ว 
จงรีบรวบรวมกำลังพลสามเหล่าทัพ และเตรียมการให้พร้อม”
     พระบัญชาขององค์ราชันย์มีใครบ้างกล้าขัดขืน? ทุมุคัดเลือกกองกำลังชั้นยอดไว้ วันที่สอง 
พระเจ้าวิรูฑกทรงตรวจตราด้วยพระองค์เอง จากนั้นก็ทรงเคลื่อนพลไปยังกรุงกบิลพัสดุ์
     กรุงกบิลพัสดุ์และแคว้นโกสัมพี เดิมทีเป็นพันธมิตรกันเป็นมิตรประเทศต่อกัน ดำรงอยู่อย่างผาสุก 
ประชาชนมักจะไปติดต่อค้าขายกันตามชายแดน ดังนั้นจึงไม่ทันระวังว่าพระเจ้าวิรูฑกจะมาชำระ
ความ เมื่อทหารรักษาการกำแพงเมืองเห็นท่าไม่ดีแล้ว กองกำลังทหารของพระเจ้าวิรูฑก ก็พากัน
ทะลักเข้าเมืองแล้ว ทั้งยังล้อมพระราชวังไว้ด้วยภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวัน กรุงกบิลพัสดุ์ราบเรียบ 
เป็นหน้ากลอง ดังนั้นหนุ่มสาวศากยวงศ์ต่างสิ้นชีพ ซากศพเรี่ยราดเรียงรายตามถนนหนทาง เป็น
ภาพที่น่าเวทนายิ่งนัก ช่างไม่เจริญหูเจริญตาเสียเลย ในครั้งนี้ศากยวงศ์ก็ถูกทำลายลงจนหมดสิ้น
     ในขณะนี้พระพุทธองค์ทรงเทศนาธรรมอยู่ที่เชตวันวรวิหารในเมืองสาวัตถี ทรงทราบเรื่องนี้ 
จึงตรัสด้วยความเหนื่อยพระทัยว่า
     “คนบาปทำเรื่องผิดทำนองคลองธรรม ภายในเจ็ดวันจักต้องถูกพระเพลิงเผาไหม้มอดม้วยมรณา 
หลังจากตายไปแล้วต้องตกสู่นรกอเวจี รับทุกข์ในนรก”
     คำพูดของพระพุทธองค์อริยะยิ่งใหญ่ ล้วนเป็นความสัจจริงทุกประการ ทุกคนย่อมจะเชื่อถือ 
ด้วยเหตุนี้ เหล่ามหาอำมาตย์ในวังเมื่อทราบข่าวนี้จึงนำไปกราบทูลแก่พระเจ้าวิรูฑก แม้ว่าพระองค์
จะชั่วร้ายแต่ในขณะนั้นพระพักตร์กลายเป็นสีขาวซีด พระโลมาลุกชัน นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
มีใครบ้างที่ไม่กลัวตาย? ใครยินยอมที่จะไปรับทุกข์? แต่ว่าความทุกข์กับความตายเป็นสิ่งที่มนุษย์
หลีกหนีไม่พ้น ด้วยเหตุนี้พระเจ้าวิรูฑกทรงกลัดกลุ้มหวั่นกลัวมาก
     ในตอนนี้ทุมุที่อยู่ข้างกายกราบทูลว่า
     “องค์มหาราช พระองค์มิต้องหวั่นกลัว นั่นเป็นคำพูดหลอกลวงผู้คน พระองค์สามารถคาดเดารู้
ได้ อย่างเช่น มีพราหมณ์มาขอสิ่งของจากพระองค์ แล้วไม่ได้ เขาก็จะสาบแช่งพระองค์ทันที ให้
พระองค์ประสบแต่อัปมงคลวันนี้พระองค์ทรงฆ่าล้างโคตรเผ่าพันธุ์ศากยวงศ์ ไฉนเขาจะไม่ปริปาก
บ่นว่าเล่า? พระพุทธองค์ก็ทรงเหมือนกับพวกพราหมณ์ทั้งหลาย เขาเสียใจยิ่งนัก ปล่อยให้เขา
สาบแช่งไป องค์มหาราช โปรดทรงวางพระทัยเถิด”
     แม้ทุมุจะพูดอย่างน่าฟัง แต่พระเจ้าวิรูฑกก็มิอาจวางพระทัยได้ ดังนั้นทุมุก็คิดออกวิธีหนึ่ง 
เขาพูดว่า
     “องค์มหาราช หากพระองค์ไม่วางพระทัยแล้วไซร้ ข้าพระองค์มีวิธีการอยู่วิธีหนึ่งที่สามารถ 
จะพ้นจากเคราะห์ภัยนี้ได้ พวกเราสามารถขึ้นเรือลำใหญ่แล่นออกนอกทะเลไป รอจนเจ็ดวันแห่ง
เคราะห์ภัยผ่านพ้นไปค่อยกลับมา นี่มิใช่วิธีการที่ดีหรอกหรือ?”
     พระเจ้าวิรูฑกทรงกลัดกลุ้มมากจนปัญญาเลอะเลือน ก็ทรงทำตามวิธีการของทุมุ จึงมีรับสั่งให้
เขาเตรียมการในบ่ายวันนั้น พระเจ้าวิรูฑก ทุมุ และนางสนมกลุ่มใหญ่ นำพาข้าวของที่มีอยู่ทั้งหมด
ขึ้นเรือ และแล่นออกสู่ทะเลอย่างรวดเร็ว
     โดยปกติแล้วคนที่ไม่เคยใช้ชีวิตในน้ำ การออกทะเลนี้เป็นเรื่องที่ลำบากทุกข์ยากมาก รอบข้าง
ของพระเจ้าวิรูฑกแม้จะเต็มไปด้วยสาวงามและอาหารชั้นดี แต่พระองค์ไม่สบายพระทัย บวกกับ
ความเป็นอยู่ที่ไม่สะดวกสบายทำให้เขารู้สึกว่าวันเวลาผ่านไปด้วยความลำบาก หนึ่งวันเหมือนกับ
สามปี ตั้งแต่ฟ้าสางถึงกลางคืน รู้สึกว่าเวลาช่วงนี้ช่างยาวนานเสียจริง และทุกคืนที่ผันผ่าน ทุมุก็จะ
ประกาศเสียงดังว่า
     “ผ่านไปไม่กี่วันแล้ว เหลืออีกไม่กี่วันพวกเราก็จะได้กลับเข้าเมืองแล้ว”
นางสนมทั้งหลายไม่สามารถทนสภาพความทุกข์เหมือนถูกขังนี้ได้ ต่างพากันโกรธแค้นทุมุ มาบัดนี้
ได้ยินว่าพรุ่งนี้จะกลับเข้าเมืองแล้ว ทุกคนก็ดีใจมาก พอตกกลางคืน ตะเกียงไฟบนเรือจุดสว่างไสว 
มีการขับกล่อมบรรเลงเต้นรำ ครึกครื้นยิ่งนัก พวกเขาในตอนนี้ตกสู่ภวังค์แห่งความเริงรมย์บันเทิง 
จนลืมไปว่ากำลังหนีเคราะห์ภัยมาอยู่บนท้องทะเล บางทีอาจจะเป็นเพราะวาสนาของพระเจ้าวิรูฑก 
หมดสิ้นแล้ว นิสัยเลวร้ายของพระองค์สำแดงออกมา
     ในขณะที่ทุกคนกำลังเล่นกันอย่างสนุกสนานนั้น จันทราส่องกระจ่างอยู่กลางอากาศ ทันใดนั้น
เมฆดำทมึนเข้ามาปกคลุม ลมพายุกรรโชกอย่างบ้าคลั่ง เรือลำใหญ่ขนาดนี้ ก็โคลงเคลงไปตาม
กระแสคลื่นอย่างไม่หยุดหย่อน มาในบัดนี้ ตะเกียงไฟที่แขวนประดับไว้บนผ้าม่าน เกิดไฟลุกลาม
เผาไหม้กำแพงไม้ ไม่ถึงพริบตา เพลิงไฟลามไล่เผาไหม้ไปทั่ว คนบนเรือตกใจจนขาดสติ จะไป
ข้างหน้าก็จนตรอก ต่างวิ่งวุ่นชุลมุน สุดท้าย พระเจ้าวิรูฑก ทุมุ และเหล่านางสนมก็ไม่มีใครหนีพ้น 
ทุกคนตายพร้อมกันบนเรือลำนี้ ทุกคนถูกเผาตายทั้งเป็นกลางทะเลนี้
     การตอบสนองของพระเจ้าวิรูฑกเกิดขึ้นในชาตินี้ เป็นการแจ้งให้คนทั้งประเทศอินเดียได้รับรู้ 
ในขณะเดียวกันก็ให้พวกเราได้เข้าใจถึงผลตอบสนองแห่งกฎแห่งกรรม ซึ่งไม่ใช่เรื่องล้อเล่น...