ประเทศอินเดียในสมัยโบราณ องค์ราชันย์แห่งเมืองพาราณสีทรงพระนามว่า พระเจ้าพรหมทัต 
ครั้งหนึ่งพระองค์และเหล่าขุนนางเสด็จออกไปล่าสัตว์ พอตกดึกก็ทรงประทับอยู่ ณ กระต๊อบใต้
ต้นไม้ใหญ่ค้างแรม ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามันโถมเข้ามา เมื่อพระองค์ทรงเอนพระวรกายก็ทรง
บรรทมหลับไปทันที
    ความมืดมิดเงียบสงัดทำให้ดูน่ากลัว ในขณะนี้ทั้งด้านนอกด้านในมีแต่ความสงบเงียบ ทันใดนั้น
มีเสียง ๆ หนึ่งดังแว่วมาจากที่ไกล เสียงนั้นร้องเรียกว่า
    “องค์ราชันย์! องค์ราชันย์! พระเจ้าพรหมทัตจอมราชันย์!”
    พระเจ้าพรหมทัตซึ่งทรงบรรทมหลับอยู่นั้น ถูกเสียงรอบกวนจนตื่นขึ้นมา พระองค์ทรงเบิกพระเนตร
มองดู ทรงเงี่ยพระกรรณสดับฟังเสียงนั้น
    “องค์ราชันย์! องค์ราชันย์! องค์ราชันย์ของพวกเรา!”
ในยามค่ำคืนเช่นนี้ ใครร้องเรียกองค์ราชันย์ พระเจ้าพรหมทัตคิดว่าตัวพระองค์นั้นมีโสตประสาทที่
ฉับไวเกินไปจึงทรงหยุดค้นหา และทรงปิดพระเนตรบรรทมต่อ ในวันที่สองก็ทรงออกไปล่าสัตว์อีก 
เมื่อยามอัสดง พระองค์ทรงพาเอาพระวรกายอันเหนื่อยล้ากลับมา จากการไล่ล่าสัตว์ทั้งวันแล้ว 
พระองค์ทรงลืมเสียงคนร้องเรียกเมื่อคืนนี้เสียสนิท คืนนี้ก็เช่นกันพระองค์ทรงบรรทมอย่างมี
ความสุข เมื่อตกกลางคืน เสียงประหลาดก็ดังขึ้นอีกแล้ว
   “องค์ราชันย์! องค์ราชันย์! องค์ราชันย์….…”
เสียงนี้ทำให้องค์ราชันย์ตื่นจากบรรทม และทรงรู้สึกรำคาญเสียงนี้อยู่บ้าง แต่ก็รู้สึกประหลาดใจว่า
ทำไมสองคืนแล้วถึงมีเสียงเช่นนี้เกิดขึ้น? แม้ว่าพระองค์จะทรงส่งองครักษ์ไปตรวจตราดูภายนอก 
แต่ก็ไม่เห็นมีร่องรอยสักนิดและพระองค์ทรงพบกับเหตุการณ์เช่นนี้ติดต่อกันสามวัน มันจะมีเสียง
ประหลาดนี้ร้องเรียก ทำให้พระองค์อดที่จะหวั่นกลัวไม่ได้ จากที่เคยมีอารมณ์อยากจะล่าสัตว์ ก็
กลายเป็นว่าไม่มีกะจิตกะใจจะออกไปล่าสัตว์ รอจนฟ้าสาง พระองค์ก็มิกล้าที่จะอยู่ที่นี่ต่อไป จึงมี
รับสั่งให้เหล่าขุนนางเก็บข้าวของทุกอย่างให้เสร็จภายในหนึ่งชั่วโมงและรีบเสด็จกลับวังไป
    เมื่อกลับไปถึงวัง องค์ราชันย์ก็ทรงกลัดกลุ้มพระทัยเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก จึงเรียกขุนนางเข้าเฝ้า
เต็มท้องพระโรงเพื่อปรึกษาปัญหานี้ จากการคาดเดาของทุกคน คิดว่าเป็นการกระทำของภูตผี จึงคิด
หาวิธีไปกำจัด แต่เมื่อพูดถึงผีขึ้นมา ทุกคนก็หวาดกลัวมาก แล้วจะมีใครกล้าจะเข้าไปในป่าจัดการกับ
ภูตผีเพียงลำพัง? ขุนนางทั้งฝ่ายการศึกและฝ่ายอักษรในท้องพระโรงก็ไม่มีใครกล้าที่จะไป สุดท้าย
องค์ราชันย์ก็มิรู้จะทำเช่นไร จึงทรงให้ติดประกาศไปทั่วเสาะหาผู้ที่มีความกล้าหาญ มีกำลังไปจับผี
นั้นมา ในป้ายประกาศเขียนไว้ว่า “หากมีคนที่สามารถขับไล่กำจัดภูตผีออกไปได้ จะมีรางวัลให้เป็น
ทองคำห้าร้อยชั่ง”
    เมื่อติดประกาศไปได้ไม่นาน ก็มีผู้กล้าคนหนึ่ง เขาเป็นชายยากจน เขาอาสาสมัครที่จะทำงานนี้ 
เพื่อทองคำห้าร้อยชั่ง องค์ราชันย์ทรงเห็นเขามีร่างกายกำยำแข็งแรง ก็ทรงพอพระทัยมาก จึงทรง
เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เขาฟัง จากนั้นชายยากจนก็ออกเดินทางในเย็นวันนั้น
    ความมืดมิดกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาปกคลุม ในช่วงเวลานี้ชะตาผันแปร ชายยากจนนั่งอย่างสงบนิ่ง 
ในป่ารอคอยเวลา เวลาก็ค่อย ๆ ผ่านไป ผ่านไป จนใกล้เวลาเที่ยงคืนแล้ว ทันใดนั้นก็มีเสียงประหลาดดังมา…….
    “องค์ราชันย์! องค์ราชันย์! องค์ราชันย์!”
ชายยากจนนี้ก็รวบรวมความกล้าเดินไปตามที่มาของเสียงนั้น ก็พบว่าเสียงนั้นเล็ดลอดออกมาจาก
ถ้ำแห่งหนึ่ง เขาก็ยืนอยู่ที่ปากถ้ำพูดเสียงดังว่า
    “เฮ้ย! เจ้าเป็นใครกันแน่? เป็นคนหรือว่าเป็นผี รีบ ๆ ออกมา มิฉะนั้นข้าจะให้ดาบอันคมกริบแทง
เจ้าตาย”
    น่าแปลก เมื่อเขาพูดจบ ก็มีเสียงดังออกมาจากในถ้ำว่า
    “เรามิใช่ผี และก็มิใช่คน เราคือสมบัติที่ถูกซ่อนอยู่ในถ้ำนี้ น่าเสียดาย! เราร้องตะโกนเรียกให้องค์ราชันย์มาพาเราออกไปตั้งหลายคืนแล้ว แต่พระองค์กลับไม่สนพระทัย 
ท่านมาได้ประจวบเหมาะเสียจริง บัดนี้สมบัตินี้ก็ขอมอบให้เจ้า แต่ว่าเรามีกันเจ็ดอย่าง หวังว่าพวกเรา
จะได้ออกไปพร้อม ๆ กัน บัดนี้เราขอบอกวิธีการแก่ท่านวิธีหนึ่งพรุ่งนี้ท่านกลับบ้านไป ทำความ
สะอาดบ้านให้สะอาดเรียบร้อย ทั้งยังตระเตรียมน้ำองุ่นและนมวัว พอถึงเวลาเที่ยงวันพวกเราจะสวม
รูปแบบของผู้บำเพ็ญธรรมไปยังบ้านของท่าน รอจนพวกเรากินอาหารเสร็จแล้ว ท่านสามารถใช้หัว
ไม้เท้าตีบนศีรษะของหัวหน้าคนนั้น จากนั้นก็ให้เอาเขาวางไว้ที่มุมบ้าน เช่นนี้ก็สามารถได้รับ
ทรัพย์สมบัติแล้ว”
    ชายยากจนได้ยินคำพูดเหล่านี้ ก็ดีใจยิ่งนัก รีบกลับบ้านไป เขาทำความสะอาดบ้านเสร็จ ก่อน
ฟ้าสางเสียอีกจากนั้นก็ไปเข้าเฝ้าองค์ราชันย์ พูดจาเหลวไหลมากมาย องค์ราชันย์ทรงเชื่อว่าเป็น
ความจริง จึงมอบทองคำห้าร้อยชั่งให้เขา ชายยากจนดีใจมากจึงรีบกลับไปตระเตรียมอาหาร นมวัว 
ทั้งยังเรียกช่างตัดผมมาตัดผมให้เขาที่บ้านด้วย เนื่องจากเวลากระชั้นชิด ขณะที่เขาเพิ่งตัดผมเสร็จ 
ผู้บำเพ็ญธรรมแปดคนก็มาถึงประตูบ้าน ชายยากจนก็เชื้อเชิญให้พวกเขาเข้ามานั่งในบ้าน พร้อมทั้ง
ยกอาหารอย่างดีออกมารับรอง จากนั้นเขาก็ทำตามสัญญาที่ว่ากันไว้ เมื่อทุกคนกินไปได้สักพักใหญ่ 
เขาก็เอาไม้เท้าอันหนึ่งขึ้นมา ตีลงบนหัวของผู้บำเพ็ญธรรมที่นั่งเป็นประชาชนคนนั้น อย่างแรงพูด
แล้วก็น่าแปลก พอเขาตีลงไป ผู้บำเพ็ญธรรมแปดคนก็กลายเป็นขวดทองคำส่องแสงระยิบระยับ 
ชายยากจนดีใจมากตั้งแต่นี้ไปเขาจะไม่ยากจนอีกต่อไปแล้ว และจะกลายเป็นเศรษฐีคนหนึ่ง
    แต่ว่าเหตุการณ์นี้ถูกช่างตัดผมรู้เรื่องเข้าเพราะว่าเขาเพิ่งจะตัดผมให้เสร็จและออกไปไม่ทัน เขาจึง
แอบดูอยู่ที่อีกห้องหนึ่ง บัดนี้เขาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ก็รู้สึกประหลาดใจมาก แต่ก็ดีใจ เขาจึงบังเกิด
ความโลภขึ้นมาในจิตใจ
    “ข้าก็สามารถแสวงหาความร่ำรวยเช่นนี้ได้” ช่างตัดผมไม่รู้เรื่องราวความเป็นมา คิดว่าทำตามวิธี
การที่เห็นก็จะร่ำรวยได้ช่างตัดผมกลับไปถึงบ้าน ก็ส่งคนออกไปช่วยนิมนต์เชิญผู้บำเพ็ญธรรมมา
แปดคน ส่วนตนเองก็คอยทำสะอาดเก็บกวาดอยู่ที่บ้าน ในขณะเดียวกันก็ซื้ออาหารมากมาย รอคอย
จนผู้บำเพ็ญธรรมทั้งแปดคนมาถึงพร้อมกัน ก็เชิญให้ทุกคนฉันอาหาร เขาก็รอจนทุกคนใกล้จะอิ่ม
แล้ว ก็ใช้วิธีของชายยากจน ถือไม้เท้ามาตีลงบนศีรษะของผู้บำเพ็ญธรรม แต่ผู้บำเพ็ญธรรมทั้งแปด
ช่างเคราะห์ร้ายเสียจริง ไม่เพียงแต่พวกเขาไม่กลายเป็นขวดทองคำ ศีรษะก็แตกเลือดไหลออกมา 
ร้องตะโกนเสียงดัง ด้วยเหตุนี้คนเดินถนนจำนวนมากมายก็พากันมาดู การที่ทำร้ายตีคนโดยไม่มี
สาเหตุ ยังจะมีข้อโต้แย้งอะไรได้ จึงถูกจับตัวส่งไปยังจวนข้าหลวงเพื่อรักโทษ ตุลาการถามเขาว่า
ทำไมต้องตีคนด้วย? เขาจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ตุลาการฟัง ตุลาการจึงนำเรื่องนี้กราบทูล ให้แก่องค์
ราชันย์ทราบ องค์ราชันย์ทรงกริ้วมาก จึงส่งคนไปยังบ้านของชายยากจน ไปยึดเอาขวดทองคำ
เหล่านั้นมา แต่ว่าขวดทองคำส่องแสงประกายนั้นเมื่อถูกนำมายังเบื้องพระพักตร์ขององค์ราชันย์ 
มันกลับกลายเป็นงูพิษที่น่ากลัว
    นิทานเรื่องข้างต้นนี้ บอกเราว่า สิ่งของที่เราไม่ควรจะได้รับ ก็อย่าไปฝืนเอา เมื่อฝืนเอามาแล้ว
กลับเป็นโทษกับตนเอง คนโบราณกล่าวว่า “หาทรัพย์ย่อมมีทาง” หากวางแผนหาไม่ถูกวิธี ก็เหมือน
กับบดทรายหาน้ำมัน เจาะแผ่นน้ำแข็งหาเนย นี่เป็นการกระทำที่ไม่เกิดประโยชน์ พระพุทธองค์ทรง
ตรัสว่า มีเพียงทรัพย์ที่ได้มาอย่างไม่ผิดศีลจึงจะคงอยู่และปลอดภัยที่สุด..