ในป่าที่เงียบสงบแห่งหนึ่ง มีศิษย์อาจารย์สองคนบำเพ็ญธรรม อาจารย์ได้อภิญญาหกแล้ว
สามารถรู้ชะตาชีวิต ส่วนลูกศิษย์เพิ่งจะออกบวชไม่นาน เป็นสามเณรอายุย่างเข้า ๘ ปี
      วันหนึ่ง อาจารย์เข้าฌาน ก็รู้ว่าเณรน้อยนี้มีอายุเหลืออีกเจ็ดวัน เขาคิดว่า แทนที่จะปล่อยให้เขา
ตายที่นี่ สู้ให้เขากลับบ้านดีกว่า จึงพูดกับเณรน้อยว่า
      “เจ้าจากบ้านมานานแล้ว บิดามารดาเจ้าคงจะคิดถึงเป็นห่วงเจ้ามาก บัดนี้เจ้ากลับบ้านไป
ชั่วคราว อีกเจ็ดวันค่อยมาใหม่”
      เณรน้อยได้ยินอาจารย์ว่าให้กลับบ้านหาบิดามารดาได้ก็ดีใจมาก จึงร่ำลาอาจารย์กลับไป

      ในระหว่างทาง ฝนตกหนัก น้ำท่วมมาก ข้างทางมีรังมดอยู่รังหนึ่งจวนจะถูกน้ำซัดอยู่แล้ว 
เณรน้อยคิดว่า อาจารย์เคยบอกว่า เป็นศิษย์พระพุทธองค์ มีเรื่องสองเรื่องที่พึงดำเนินปฏิบัติ 
เรื่องที่หนึ่ง จะต้องมีจิตใจเมตตา เรื่องที่สอง จะต้องรักษาชีวิตของเวไนย์ ด้วยเหตุนี้เขาจึงเกรงว่า
น้ำฝนจะไหลไปในรังมด ทำลายชีวิตน้อย ๆ จำนวนมากมายนี้ เขาจึงใช้มือขุดดินที่ปากรัง ทำเป็น
ทางระบายน้ำเล็ก ๆ ให้น้ำไหลออกไปทางด้านนอก จะได้ไม่ทำลายชีวิตน้อย ๆ นี้
      เณรน้อยกลับถึงบ้าน อยู่บ้านอย่างปกติจนผ่านไปเจ็ดวัน ในเช้าวันที่สิบ จึงรีบเดินทางกลับป่า 
อาจารย์เห็นเณรน้อยเดินกลับมาแต่ไกล ก็แปลกใจมากที่เขาไม่ตาย หรือว่าตายแล้วเป็นผีกลับมา 
จึงเข้าฌานดูอีกที จึงเห็นภาพที่เณรน้อยช่วยมดเอาไว้ จึงเป็นการต่ออายุให้เขาไม่ตาย
      เณรน้อยมาถึงอาสนะของพระอาจารย์ คุกเข่าก้มลงกราบ อาจารย์จึงถามเขาว่า
      “เจ้าได้สร้างมหากุศล เจ้ารูหรือเปล่า?”
      “ศิษย์รับคำสั่งให้กลับไปอยู่บ้านเจ็ดวัน ก็มิได้สร้างกุศลตรงไหน”
      “เดิมทีอายุขัยของเจ้ามีชีวิตรอดถึงเมื่อวันก่อน แต่เนื่องจากในขณะที่เจ้ากลับบ้าน ได้ช่วยชีวิต
มดจำนวนนับไม่ถ้วนเอาไว้ นี่เป็นกุศลแห่งความเมตตาในการช่วยชีวิต อายุขัยของเขาจึงยืนยาว
ไปอีกแปดสิบปี”

      เณรน้อยได้ยินอาจารย์เล่าถึงต้นเหตุผลกรรมของการช่วยชีวิต ก็ดีใจมาก นับแต่นั้นมา ยิ่งวิริยะ
บำเพ็ญ รักษาชีวิตต่าง ๆ ต่อมาจึงบรรลุอรหันต์มรรค..