ในอดีต มีคนตัดฟืนคนหนึ่ง ขึ้นเขาไปตัดฟืนจนเพลินโดยไม่รู้ว่าฟ้าเริ่มมืดแล้ว เมื่อเขานึกขึ้นมา
ได้อีกทีก็รีบเก็บไม้ฟืนมุ่งตรงกลับบ้าน
     ไม่นานนัก ฝนก็ตกลงมา คนตัดฟืนหลงทาง ด้วยความเร่งรีบ เขาเดินไปทางซ้ายทีขวาที เพื่อหา
สถานที่หลบฝน ดังนั้น เขาจึงไปพบถ้ำแห่งหนึ่ง เมื่อมองดูให้ดี ก็เห็นหมีตัวใหญ่ตัวหนึ่ง กำลังนอน
อยู่ตรงมุมถ้ำ คนตัดฟืนตกใจจนแทบหมดสติ
     แต่ว่าฟ้ามืดแล้ว ด้านนอกก็ฝนตกหนัก แล้วจะให้คนตัดฟืนหลบไปตรงไหนกัน? เขาจึงยืนตัวแข็งอยู่ตรงนั้น
     ส่วนหมีตัวนั้นมีท่าทีเป็นมิตรกับเขา ไม่มีท่าทีว่าจะทำร้ายเขาแม้แต่น้อย ด้วยเหตุนี้ เขาจึงค่อย ๆ

ผ่อนคลายตนเองและเลิกกลัวหมีตัวนั้น ในคืนนั้น เขาจึงพักอาศัยอยู่ที่นั่น แต่ว่าฝนตกติดต่อกัน
ยาวถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน ในช่วงเวลานี้หมีใหญ่ทำตัวเฉกเช่นเดียวกับมนุษย์ มักจะเอาผลไม้หอมหวาน
ให้แก่คนตัดฟืนเสมอ
     เจ็ดวันผ่านไป อากาศแจ่มใส หมีใหญ่ก็พาคนตัดฟืนออกจากถ้ำและชี้ทางออกแก่เขา ขณะที่จะ
แยกจากกันนั้น หมีใหญ่ได้แต่ก้มกราบคนตัดฟืน เหมือนกับมีเรื่องจะไหว้วาน คนตัดฟืนก็ดูเหมือนจะ
เข้าใจ จึงลูบตัวหมีใหญ่และปลอบใจว่า
     “เจ้าหมีใหญ่ เจ้ากลัวว่าจะบอกที่อยู่ของเจ้าให้ผู้อื่นรู้หรือ? เจ้าวางใจเถิด เจ้าช่วยข้าไว้ ถ้ำที่อยู่
ของเจ้านี้ข้าจะไม่บอกใครหรอก”
     หมีใหญ่พยักหน้าด้วยความดีใจ และแสดงความขอบคุณด้วยความไว้วางใจ หารู้ไม่ว่าเมื่อ
คนตัดฟืนเดินออกจากภูเขาที่คดเคี้ยวไปไม่ไกล ก็พบกับนายพรานถือเกาทัณฑ์ผ่านมา นายพรานก็
ถามว่า
     “คนตัดฟืน ท่านมาจากที่ใด? เห็นสัตว์ป่าบ้างไหม?”
     “เอ่อ! ข้าเห็นหมีตัวใหญ่ตัวหนึ่ง แต่ว่ามันมีพระคุณกับข้า ข้าไม่สามารถบอกที่ซ่อนของมัน
ได้หรอก!”
นายพรานยักคิ้วแล้วพูดว่า
     “เจ้าเป็นมนุษย์ มันเป็นสัตว์เดรัจฉานเจ้าควรจะเป็นพวกเดียวกับมนุษย์ ทำไมจึงปกป้องหมี
ใหญ่ตัวนั้นเล่า? เจ้าควรจะบอกที่ซ่อนของมันแก่เรา เมื่อมีเงินทองแล้ว ข้าจะแบ่งให้เจ้าแน่นอน”
     คนตัดฟืนได้ยินคำว่าเงินทอง ก็ตาลุกวาว เกิดความโลภขึ้น จึงบอกที่ซ่อนของหมีให้คนตัดฟืน
คนตัดฟืนได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจมาก จึงไปตามคำบอก ประเดี๋ยวเดียวก็ฆ่าหมีใหญ่ได้ และแบ่งเนื้อหมี
ให้คนตัดฟืน
     ขณะที่คนตัดฟืนกำลังยื่นมือไปหยิบเนื้อหมี ทันใดนั้น แขนทั้งสองข้างของเขาก็ขาดตกลงมา
นายพรานเห็นเช่นนั้นก็ตกใจกลัวมาก จึงรีบถามว่า
     “เจ้ามีบาปกรรมอันใด? อยู่ ๆ ทำไมจึงเป็นเช่นนี้?”
คนตัดฟืนร้องไห้พูดว่า
     “หมีตัวนี้มันดูแล้วเฉกเช่นบิดาแลบุตร บัดนี้ข้าเนรคุณ ขายมัน จึงสมควรที่จะได้รับบาปกรรมนี้”
นายพรานได้ยินคำพูดเหล่านี้ก็เกิดความกลัวขึ้น ไม่กล้ากินเนื้อหมี จึงนำมันกลับไปยังกลุ่มภิกษุสงฆ์ 
เตรียมจะบริจาคแก่คณะสงฆ์ แต่พระพุทธองค์ทรงตรัสแก่ทุกคนว่า
     “นี่คือพระโพธิสัตว์ ก่อนที่จะมาเกิดในโลกเคยเป็นพระพุทธะ จงอย่ากินเนื้อของมัน”

     ดังนั้น ทุกคนจึงสร้างเจดีย์ไว้บรรจุศพของมัน จากนั้น เมื่อองค์ราชันย์ทรงได้ยินเรื่องคนเนรคุณ 
จึงมีรับสั่งให้คนเนรคุณนี้ออกจากเมืองไป

     สัตว์เดรัจฉานอย่างหมี ยังรู้จักทำความดี แล้วคนหล่ะ? ผู้ที่เข้มแข็งกว่ากินผู้ที่อ่อนแอกว่า 
ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอย่างลืมตัว มิอาจเทียบกับหมีได้...