เมืองพาราณสีในประเทศอินเดีย มีเศรษฐีคนหนึ่งชื่อว่าสุริยัน เขามีทรัพย์สมบัตินับล้าน มีไข่มุกพลอยมณีมากมายนับไม่ถ้วน
                สุริยันเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว เขากลัวว่าคนจะมาเรียกเขาไปบริจาคทาน ทุกวันยังไม่ทันคล้อยบ่อยก็กำชับคนเฝ้าประตูให้รีบปิดประตูไว้ เมื่อมีคนมาขอก็ให้ปฏิเสธเขาไป
                สุริยันมีบุตรชายหนึ่งคนชื่อว่าจันทน คนโบราณกล่าวไว้ว่า มีพ่อเยี่ยงไร มีลูกเยี่ยงนั้น เขาก็เป็นคนตระหนี่เช่นกัน เมื่อสุริยันสิ้นอายุขัย ก็ไปเกิดเป็นบุตรชายของหญิงตาบอด เนื่องจากหญิงตาบอดนี้มองไม่เห็นอะไร ร่างกายก็ยังเจ็บป่วยด้วยโรคภัยไข้เจ็บมากมายจึงถูกสามีทอดทิ้งไป อาศัยอยู่ในกระท่อมพัง ๆ หลังหนึ่ง พอนางตั้งครรภ์ครบสิบเดือนและให้กำเนิดบุตรชายออกมา บุตรชายนี้ก็ตาบอดทั้งสองข้าง พวกเขาแม่ลูกจึงยังชีพด้วยการเป็นขอทาน

                เมื่อบุตรชายนี้อายุได้เจ็ดปี หญิงตาบอดจึงสอนให้เขาไปขอทานหากินเอาเอง
                วันหนึ่ง บุตรชายตาบอดเดินถึงบ้านของจันทน บังเอิญคนเฝ้าประตูไปเข้าห้องน้ำ บุตรชายตาบอดมองไม่เห็นทาง จึงคลำทางเดินเข้าไปจนถึงศาลากลางบ้าน จันทนเห็นคนแปลกหน้าเข้ามา ทั้งยังเป็นขอทาน ก็โกรธมากจึงตำหนิคนเฝ้าประตู คนเฝ้าประตูกลัวว่าเจ้านายจะเพิ่มโทษให้ จึงลากบุตรชายตาบอดออกไปข้างนอก บุตรชายตาบอดเดินหกล้มหัวร้างข้างแตก ร้องไห้ตะโกนเสียงดัง หญิงตาบอดได้ยินเสียงจึงรีบมาโอบกอดบุตรชายตาบอดไว้ พูดด้วยความคับแค้นใจว่า
                “คนอะไรไร้มโนธรรมสิ้นดี ทำร้ายแม้กระทั่งเด็กตาบอด”

                ในขณะนี้ก็เหมือนกับมีเสียง ๆ หนึ่งพูดกับบุตรชายตาบอดว่า “ความทุกข์ของเจ้าในตอนนี้ เป็นเพียงเรื่องเล็กนิดเดียวเท่านั้น ความทุกข์แสนสาหัสจะตามมาภายหลัง”
                พระพุทธองค์ประทับอยู่ที่วิหารได้ยินเสียงรบกวนมากมาย จึงถามสาเหตุจากพระอานนท์ พระอานนท์ก็เล่าให้ฟังจนหมด ทั้งยังวอนขออีกว่า
                “ขอพระองค์ทรงเมตตาฉุดช่วยเด็กคนนั้นด้วยเถิด”
                พระพุทธองค์ทรงเสด็จมายังที่พักของเด็กตาบอดนั้น ทรงใช้พระหัตถ์ลูบศีรษะของเขา ดวงตาสองข้างของเด็กตาบอดก็เปิดออก แผลที่หกล้มนั้นก็หายสนิท ช่างเป็นความอัศจรรย์ยิ่งนัก เขาก็เหมือนกับว่ารู้ถึงอดีตชาติของตนเองพระพุทธองค์ทรงตรัสว่า
                “ในอดีตชาติ ท่านเป็นเศรษฐีผู้มั่งคั่ง นามว่าสุริยันใช่หรือไม่?”
                “ถูกต้อง ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ในอดีตศิษย์โง่เขลาเบาปัญญา ไม่รู้จักบริจาคทานช่วยเหลือคนยากจนบัดนี้ต้องมารับผลตอบสนองแห่งความทุกข์นี้ วอนขอพระองค์ทรงโปรดชี้แนะศิษย์ด้วยเถิด”
                พระพุทธองค์ทรงบอกพระอานนท์ว่า “คนเรามีชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์ ความโง่เขลาเบาปัญญาเป็นสิ่งที่น่าสงสารที่สุด ได้เกิดมาเป็นพ่อลูกกันชาติหนึ่ง แต่พวกเขาไม่สามารถรู้จักซึ่งกันและกันได้”
                ด้วยเหตุนี้พระพุทธองค์ทรงเทศนาธรรมเรื่องกฎแห่งกรรมต่อหน้ามหาชน ผู้ที่มาฟังต่างได้รับประโยชน์ ต่างรู้วิธีแห่งการหลุดพ้น

                เวไนย์เวียนว่ายอยู่ในคติหก บ้างก็เป็นพ่อลูกหรือญาติมิตร บ้างก็เป็นคนผ่านทางแปลกหน้า หากสามารถรู้ถึงชะตาชีวิต อาจจะพูดได้ว่าคนทั้งโลกเป็นญาติของตน แล้วทำไมเราไม่มอบความรักความหวังดีแก่ญาติของเราเล่า?