ในตอนกลางวันของวันหนึ่ง พระเจ้าปเสนทิโกศลแห่งกรุงสาวัตถุ เสด็จออกมาจากตระกูลเทวา 
ซึ่งเป็นเศรษฐ๊อันดับหนึ่งของเมือง ระหว่างทางเสด็จกลับก็ทรงแวะเวียนไปกราบพระพุทธองค์ที่
เชตวันวรวิหาร พระพุทธองค์ที่เพิ่งเสร็จจากการฉันภัตตาหารและทรงเดินเล่นในบริเวณรอบ ๆ 
ทรงทอดพระเนตรเห็นองค์ราชันย์ที่กระวีกระวาดมาถึงอาราม จึงทรงตรัสถามองค์ราชันย์ว่า
      “องค์มหาราช ไฉนวันนี้จึงเสด็จมา ณ ที่นี้ได้ มีธุระด่วนหรือไร?”
      “ไม่มี! ไม่มี! เรามาพบท่าน ก็จะบอกเรื่องหนึ่งแก่ท่าน”
      “เรื่องอันใดกัน อธิบายให้เรารู้เถิด”
      “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เทวาได้ป่วยตายแล้ว เมื่อวานนี้พิธีฌาปนกิจเพิ่งเสร็จสิ้น บัดนี้ประชาชนในเมืองต่างพากันถกเถียงสนทนาถึงการตายของเขา”

      “ทำไมหรือ?”
      “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เทวาเป็นผู้มั่งมี แต่ตอนที่เขามีชีวิตอยู่ไม่ได้สร้างสาธารณประโยชน์
อันยิ่งใหญ่ไว้ แม้กระทั่งกุศลกิจเพียงเล็กน้อยก็ไม่ได้ทำ ประชาชนต่างรู้สึกต่อภาพลักษณ์ของเขา
ไม่ดีนัก การตายของเขา ทำให้ผู้คนประนามสาบแช่ง! แต่ทว่า เรารู้สึกเสียดาแทนเขา คนมั่งมีมาก
ทรัพย์นี้ ไม่ได้กระทำเรื่องที่น่าภาคภูมิไว้แก่โลกาให้ผู้คนได้นับถือรำลึกถึง กลับเป็นชื่อเสียงให้
ด้านร้าย ๆ ช่างโง่เขลาเบาปัญญามิใช่หรือ? ทรัพย์สินมากมายมหาศาล ไม่มีลูกหลานมารับช่วงต่อ 
บัดนี้ตายไปแล้ว อะไรก็ไม่สามารถนำไปได้ ช่างเป็นทาสเฝ้าทรัพย์ที่น่าสงสารเสียจริง”

      องค์ราชันย์ทรงตรัสถึงตรงนี้ ก็ถอนพระทัย พระพุทธองค์ทรงตรัสถามเบา ๆ ว่า
      “ในเมื่อเขาไม่มีลูกหลานรับช่วงต่อ แล้วจะจัดการทรัพย์สมบัติของเขาอย่างไร?”
      “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า นั่นก็ได้อาศัยอำนาจของกฎหมายบ้านเมือง ยึดทรัพย์สินของเขา
เป็นของประเทศ ได้ยินว่าเมื่อตรวจสอบทองคำของเขามีถึงแปดหมื่นกว่ากิโลกรัม ส่วนในการ
ดำรงชีวิตประจำวันของเขาก็ประหยัดมัธยัสถ์มาก มีความเป็นอยู่เฉกเช่นคนยากจน เขาไม่รู้จัก
เสวยสุขจากทรัพย์นั้น มิรู้จักใช้ทรัพย์ให้เกิดประโยชน์ ช่างโง่เขลาเสียจริง”
พระพุทธองค์ทรงทอดถอนพระทัยว่า
      “องค์มหาราช ท่านกล่าวได้ถูกต้อง เราปรารถนาให้ท่านมีปัญญาในการตัดสินแยกแยะเช่นนี้
ตลอดไป หากว่าร่ำรวยเฉกเช่นเทวา และรู้จักนำไปใช้ สร้างกุศลกรรมก่อเกิดประโยชน์แก่ปวงชน 
เมื่อเขาตายไปผู้คนก็ย่อมจะพากันโศกาอาดูร หากว่าเขายิ่งสามารถอยู่ภายใต้พระรัตนตรัย ฝักใฝ่
ในการบริจาค สร้างวาสนาเสริมปัญญา บุญกุศลนั้นไม่อาจประมาณได้ ภายใต้การสอนสั่งธรรม
ของเรา คนที่จัดการทรัพย์สินได้อย่างถูกทางถูกต้องนั้น ก็จะรู้จักใช้และไม่สิ้นเปลืองใช้มันให้เกิด
ประโยชน์แต่ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว สามารถใช้มันให้เกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ทรัพย์สินก็จะไม่กลาย
เป็นของไร้ค่า”

      เมื่อพระพุทธองค์ทรงตรัสถึงตรงนี้ องค์ราชันย์ทรงตรัสขึ้นมาว่า
      “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า คนตระหนี่ดังเช่นเทวา ทำไมชาตินี้เขาจึงเกิดมาร่ำรวย?”
      “องค์มหาราช นี่ย่อมจะมีเหตุแต่ชาติปางก่อน ในอดีตชาติของเขา เคยถวายปัจจัย แด่พระ
ปัจเจกพุทธเจ้ารูปหนึ่ง หลังจากที่พระกัสสปะพุทธเจ้าดับขันธ์ไป ได้สร้างรากบุญไว้ไม่น้อย ดังนั้น
จึงได้รับผลวาสนาหลายภพหลายชาติแต่ความร่ำรวยในครั้งนี้เป็นความร่ำรวยครั้งสุดท้าย”
องค์ราชันย์ทรงตรัสถามด้วยความสงสัยว่า
      “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ว่าชาตินี้เขาจะไม่ได้สร้างกุศลกรรม แต่ก็มิได้สร้างอกุศลกรรม 
ในช่วงเวลาแห่งการเกิดดับของเขาอย่างต่อเนื่องนี้ เขายังสามารถจะร่ำรวยได้ดั่งชาตินี้หรือไม่?”
      “องค์มหาราช ไม่ได้หรอก เขาเสวยบุญวาสนาหมดแล้ว และชาตินี้ก็มิได้บริจาคทานสร้าง
วาสนา ย่อมจะไม่ได้รับผลแห่งวาสนานั้น”
องค์ราชันย์ทรงครุ่นคิดและตรัสว่า
      “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า คิดไม่ถึงว่าการตายของเทวา ทำให้เราได้รู้ตื่นเตือนใจเรามาก ต่อไป
เราจะนำวิธีการจัดการทรัพย์สินตามแบบพุทธธรรมนี้มาเป็นทิศทางในการบริหารทรัพย์แผ่นดิน”

      เมื่อตรัสถึงตรงนี้ พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ทรงกราบลาจากไปด้วยความอิ่บเอิบในรสพระธรรม
ยิ่งนัก...