ในอดีตมีน้าหลานคู่หนึ่งเป็นพ่อค้าอัญมณี พวกเขาต่างคนต่างมีเรือสำเภาบรรทุกอัญมณี
วันหนึ่งทั้งสองตระเตรียมจะขึ้นเรือออกทะเลพร้อมกัน น้าชายก็เรียกหลายมาสั่งกำชับว่า
      “หลานรัก! ครั้งนี้ออกทะเลเก็บไข่มุก จงอย่าให้เรือของเจ้าแซงเรือของข้าไปได้ เมื่อเจ้าพบ
ไข่มุกล้ำค่าแล้ว ก็จะต้องให้ข้าเป็นผู้เก็บก่อน เจ้าค่อยเก็บ ได้ยินไหม?”
      “ท่านน้า ได้ยินแล้วครับ”
      เรือสองลำออกล่องทะเลลำหนึ่งอยู่หน้าลำหนึ่งอยู่หลัง วันแล้ววันเล่า ทันใดนั้น เรือของหลานก็
พบว่ามีเกาะร้างแห่งหนึ่ง บนเกาะมีโขดหินประการังมากมาย ซึ่งจะต้องมีไข่มุกมากมายให้เก็บ
แน่นอน หลานชายผู้รักษาสัจจะ ก็รีบส่งสัญญาณให้น้าชายที่เรือลำหน้ารู้ ดังนั้นเรือทั้งสองลำก็ไปจอดเทียบที่ปากอ่าว
      จริงดังคาด เกาะร้างนี้มีโขดหินประการังที่มีสีสันมากมายและยังพบแร่อัญมณีห้าสี น้าชายผู้โลภ
มากก็ดีใจขนอัญมณีใส่เรือตนเองจนเต็ม จนไม่สามารถบรรทุกได้แล้ว จึงกัดฟันบอกให้หลายชาย
ไปเก็บ หลานชายนั้นเก็บได้เพียงส่วนที่เหลือสองสามสีเท่านั้น แต่ก็ไม่มีท่าทีไม่พอใจ เขาคิดว่า
เดินเรือเที่ยวนี้ไม่กลับไปเรือเปล่าก็พอใจแล้ว
      หลังจากเก็บเสร็จ พวกเขายังขับเคลื่อนไปข้างหน้า สองวันต่อมา เรือของน้าชายก็ได้พบกับเกาะ
สวยงามเขียมอชุ่มแห่งหนึ่ง มีแสงระยิบระยับของอัญมณีส่องประกายดุจดั่งสายรุ้ง น้าชายเห็นเช่นนั้น
ก็ดีใจมาก ก็กลัวว่าหลานชายที่อยู่ข้างหลังจะค้นพบ จึงอาศัยเมฆหมอกที่ปกคลุมท้องทะเลนั้น รีบเลี้ยวหายไปยังเกาะเขียวขจีนั้น
      เมื่อเขาเหยียบลงบนฝั่ง ก็เห็นว่ามีคนไม่น้อยที่เบิกทางไว้ แต่ยังเชื่อว่าบนเกาะนี้จะมีอัญมณีล้ำค่า
จึงเดินตามทางเข้าไปด้วยความระมัดระวัง แต่ทว่า เดินจนค่ำก็ยังไม่สุดเกาะ มีภูผาสูงใหญ่ล้อมรอบ 
เขาจะก้าวต่อหรือถอยหลังก็ยากยิ่ง ทั้งรู้สึกว่าไม่มีที่ไหนจะนอนค้างแรมได้
      ทันใดนั้นเขาก็เห็นแสงตะเกียงลอดออกมาจาป่าทึบ จึงเดินไปตามแสงไฟนั้น ก็พบกระท่อม
หลายหลังเขาจึงเคาะประตู เมื่อประตูเปิดมีหญิงชราผมยาวขาวคนหนึ่ง ถามเขาด้วยความอ่อนโยน
ว่า
      “ท่านเป็นใครกัน? มีเรื่องใดหรือ?”
      “ข้าเป็นพ่อค้ามาจากแดนไกล ดึกดื่นแล้วไม่มีที่พักแรม จะขอค้างแรมสักหนึ่งคืนได้หรือไม่?”
      “ได้! ได้สิ! ที่พักนี้ยากแค้น ไม่มีสิ่งใดต้อนรับ ขออภัยด้วย”

      ในคืนนี้ เขาฝันหวานมากายฝันว่า อัญมณีล้ำค่าในท้องทะเลทั้งหมด เขาบรรทุกกลับบ้าน 
เพียงพริบตาเดียวก็กลายเป็นเศรษฐี พอฟ้าสาง ความฝันสลายไปแล้ว เห็นแต่เพียงหญิงชรา พา
หญิงสาวคนหนึ่ง มือถือกะละมังเก่าแก่ดำมืดเดินเข้ามาพูดว่า
      “ท่านคะ นี่เป็นกะละมังเก่าแก่สืบทอดประจำตระกูลของข้า ไม่ทราบว่าจะแลกกับไข่มุกสักเม็ด 
ของท่านได้ไหมคะ?”
      “ฮึม!” เขาใช้สองมือรับกะละมังโบราณมาดู แล้วนำมีดเล็กที่ติดตัวมา เอามากรีดบนกะละมัง
หลายที ก็รู้ว่าเป็นของล้ำค่าหายาก แต่เขาก็เสียดายไม่อยากเอาไข่มุกไปแลก จึงทำหน้าเคร่งขรึม 
ทำเป็นโยนกะละมังลงกับพื้น พูดด้วยน้ำเสียงดุดันว่า
      “นี่มันทำให้มือข้าต้องสกปรก ทำไมกล้าเอามาแลกกับไข่มุกของข้า?”
เมื่อพูดจบ ก็สะบัดแขนเดินจากไป ทำให้หญิงชราและหญิงสาวอับอายและเป็นทุกข์มาก ไม่นานนัก หลายชายก็หาร่องรอยของน้าชายพบ แต่เขาขึ้นอีกฝั่งหนึ่งของเกาะ และก็บังเอิญได้มาพักที่
กระท่อมหลังนี้ หญิงชราก็คอยต้อนรับเขาอย่างดี
      เมื่อหลานชายจะจากไป หญิงสาวพูดกับหญิงชราว่า
      “พวกเราเอากะละมังเก่าแก่ใบนั้นมาขอแลกไข่มุกกับเขาดีไหม?”
      “เฮ่อ! เจ้าลืมเรื่องเมื่อสักครู่ที่ทำให้เราต้องอับอายไปแล้วหรือ? อย่าหาเรื่องให้เขาเหยียดหยาม
เราหน่อยเลย”
      “ไม่หรอก ข้าดูแล้วเขาเป็นคนมีเมตตา ย่อมจะไม่ทำเฉกเช่นเดียวกับคนเมื่อสักครู่นี้แน่นอน 
ข้าไปเอามาลองดูแล้วกัน”
      เมื่อพูดจบ ก็วิ่งเข้าห้องไปหยิบกะละมังใบนั้นออกมา พร้อมกับแสดงเจตนาขอแลกกับไข่มุก หลานชายก็พูดด้วยความตกใจว่า
      “ท่านยาย นี่เป็นทองประกายม่วงล้ำค่าหายากในโลก ไม่ควรนำมาแลกกับไข่มุก เพราะมันมีค่า
มีราคาเท่ากับเมือง ๆ หนึ่งทีเดียว บัดนี้ข้าคิดว่าจะนำของมีค่าทั้งลำเรือแลกกับท่าน ท่านยินยอม
หรือไม่?”
      ดังนั้นทั้งสองฝ่ายต่างแลกของกันด้วยความพึงพอใจ อีกไม่นานนัก น้าชายก็มายังกระท่อมอีก พูดกับหญิงชราว่า
      “กะละมังใบเมื่อเช้านี้หล่ะ? รีบเอาออกให้ข้าเร็วเข้า ข้ายินดีจะเอาไข่มุกสักสองสามเม็ดแลก
กับเจ้า”
      “กะละมังเก่าแก่ใบนี้ถูกเด็กหนุ่มซื้อไป เขาเอาของมีค่าทั้งลำเรือมาแลกกับข้า ยังบอกอีกว่า
ข้าตั้งราคาไว้ต่ำมาก หากเจ้าอยากได้ ก็รีบตามไปยังทิศตะวันออก ยังอาจจะมีความหวัง”
น้าชายได้ยินเช่นนั้นก็วิ่งตามไปจนเหงื่อตก ไล่ตามไปจนถึงริมน้ำ ก็เห็นเรือของหลานชายแล่น
ออกไปไกลแล้วก็ตีอกชกหัวด้วยความร้อนรน ร้องตะโกนว่า “เอาของล้ำค่าของข้าคืนมา! 
เอาคืนมา!” ร้องตะโกนได้ไม่นาน ก็กระอักเลือดออกมา หมดสติและตายไป กว่าหลานชาย จะย้อน
เรือเอาทองกลับมาคืนนั้น เขาตายจนตัวแข็งเย็นไปหมดแล้ว หลานชายเห็นน้าชายตายอย่าง
น่าเวทนา ก็อดที่จะสะอื้นร้องไห้ไม่ได้ว่า
      “ท่านน้าผู้น่าสงสาร ท่านรักพลอยมณีและประการัง ข้ายินดีที่จะมอบพลอยมณีประการังให้ 
ท่านชอบกะละมังทองประกายม่วง ข้าก็จะยกให้ แต่ท่านกลับโลภโมโทสันจะสูญเสียชีวิตอัน
ล้ำค่านี้ไป”
     หลานชายได้รู้แจ้งจึงสัจธรรมท่ามกลางความรันทดเข้าใจถึงความทุกข์จากโลภะเขารู้สึกว่า สิ่งที่น่าเกลียดชังที่สุดไม่ใช่คนและสิ่งของ แต่เป็นความโลภตัณหาในใจต่างหาก...