มีครั้งหนึ่ง ขณะที่พระพุทธองค์ทรงเทศนาธรรมแก่เหล่าสาวกที่วรวิหารนั้น ก็มีหญิงสาวผู้หนึ่ง 
ซึ่งเป็นพวกนอกรีตเดินเข้าประตูมาเพื่อมาทำลายพระพุทธองค์ เดินตรงเข้าไปยังที่ประทับของ
พระพุทธองค์ มือข้างหนึ่งชี้ที่ท้องของนาง อีกมือหนึ่งชี้ที่พระพุทธองค์ว่า

       “สมณะ เจ้าให้ร้ายข้าทำให้ข้าเป็นทุกข์ยิ่งนัก! เจ้าติดต่อกับข้าอย่างลับ ๆ บัดนี้ข้าตั้งครรภ์แล้ว กลับไม่สนใจไยดีข้า ข้าออกตามหาเจ้าไปทั่วแต่ก็หาไม่พบ ที่แท้แอบหลบมาอยู่ในสถานที่อันน่า
รื่นรมย์นี้ ทำไมเจ้าไม่สนใจครอบครัวบ้าง กลับมาพูดจาเหลวไหลไร้สาระอยู่ตรงนี้? บัดนี้ ข้าหาตัว
เจ้าพบแล้ว เจ้าจะจัดการเรื่องของข้าอย่างไร?”

      มหาชนที่นั่งฟังธรรมอยู่ตรงนั้น เมื่อได้ยินคำพูดของหญิงสาว ก็ไม่รู้สึกตกใจ กลับรู้สึกแปลก
ประหลาด ต่างก้มหน้านิ่งเงียบ ในขณะนั้นพระโมคคัลลานะที่มีอภิญญาก็ไม่รีบร้อนใด ๆ นั่งอยู่บน
อาสนะสำแดงอภิญญาแปลงเป็นหนูตัวหนึ่ง วิ่งเข้าไปในเสื้อผ้าของหญิงสาว กัดเอาเชือกที่มัด
รอบตัวออก อ่างล้างหน้าใบหนึ่งก็ตกลงมา ในขณะนี้เหล่าสาวกที่นั่งอยู่ก็เห็นเช่นนั้น ต่างพากัน
หัวเราะ ทั้งยังด่าว่าหญิงสาวด้วยว่า
      “เจ้าคนบาป ประนามกล่าวร้ายอาจารย์ผู้ซึ่งเป็นผู้รู้ผู้ตื่น พื้นปฐมพีนั้นไม่รู้จึงรองรับเจ้าซึ่งเป็น
สิ่งชั่วร้าย”

      เมื่อคำพูดนี้สิ้นสุดลง แผ่นดินก็แยกออกจากกัน เพลิงไฟพุ่งทะลวงออกมา หญิงสาวผู้นั้น ตกเข้าสู่แอ่งดินเลนพระเจ้าอชาตศัตรูทรงทอดพระเนตรเห็นเช่นนี้ ทรงตกพระทัยพระโลมาลุกตั้ง 
และทรงถามพระพุทธองค์ว่า “บัดนี้หญิงสาวผู้นี้อยู่แห่งหนใด?”

พระพุทธองค์ทรงตรัสต่อพระเจ้าอชาตศัตรูว่า  “องค์มหาราช! หญิงสาวผู้นี้ตกลงสู่นรกภูมิที่มีชื่อว่า 
นรกอเวจี”
พระเจ้าอชาตศัตรูทรงถามอีกว่า   “องค์มหาราช! หญิงสาวผู้นี้ตกลงสู่นรกภูมิที่มีชื่อว่านรกอเวจี”
พระเจ้าอชาตศัตรูทรงถามอีกว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เราไม่เข้าใจ หญิงสาวผู้นี้มิได้ละเมิดศีล 
การฆ่า การลักทรัพย์ เพียงแต่สร้างบาปทางวจีกรรม ไฉนจึงต้องตกสู่นรกอเวจีด้วย?”

พระพุทธองค์ทรงชี้แนะว่า “องค์มหาราช! ธรรมที่เราเทศนามีระดับสูง กลาง ต่ำ ก็คือ กาย วาจา ใจ” 
“ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอเรียนถามว่า อันไหนที่หนักหนา อันไหนที่อยู่ระดับกลาง อันไหนอยู่
ระดับล่าง?”

พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “มโนกรรมเป็นสิ่งที่หนักหนาที่สุด วจีกรรมเป็นสิ่งรองลงมา กายกรรมเป็น
สิ่งที่อยู่ล่างที่สุด หญิงสาวผู้นี้สร้างกรรมชั่ว ก็คือมโนกรรม”
พระสารีบุตรแทรกถามพระพุทธองค์ว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยสาเหตุอันใดที่ทำให้หญิงผู้นี้
ประนามพระองค์ได้?”

พระพุทธองค์ทรงตรัสแก่พระสารีบุตรว่า “ในอดีตกัลป์ ในสมัยที่พระชินะอยู่ในโลกมนุษย์ 
มีอาจารยจารย์กับโลกียจารย์สองคน อารยจารย์นามว่าอชินะ เนื่องจากบำเพ็ญวิริยะได้รับอภิญญา
หก ผู้บำเพ็ญธรรมทั้งหลายให้ความเคารพแก่เขามาก ส่วนโลกียจารย์นามว่าวิธาสน ศักยภาพใน
การบำเพ็ญแย่กว่าอารยจารย์มากมายนัก มีนิสัยอารมณ์โลกีย์มากมาย มักจะแสดงอารมณ์อยู่เสมอ 
ผู้อื่นไม่ค่อยให้ความสำคัญแก่เขาเท่าไรนัก

      ในเวลานั้น ในสถานที่แห่งนั้น มีเศรษฐีที่ร่ำรวยสะท้านเมืองคนหนึ่ง ในบ้านของเขามีกุลสตรี ที่มี
ชื่อเสียงมากคนหนึ่งนามว่า สุมายณี นางเพียงพร้อมด้วยรูปโฉมและคุณธรรม
      สมายณีให้ความเคารพสักการะผู้บำเพ็ญธรรมทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนางให้ความเคารพ
สักการะแก่อชินะอาจารย์ ทุกวันนางจะเลือกเฟ้นคัดอาหารที่เลอเลิศถวายแด่พระอชินะ นี่เป็นเพราะ
บุญวาสนาที่พระอชินะอาจารย์ได้บำเพ็ญมา ในสายตาของปุถุชน มักจะเน้นที่รูป การแบ่งแยก ความ
ไม่เสมอภาค สุมายณีให้ความเคารพกับผู้ออกบวชทั้งนั้นไม่ว่าเขาจะเป็นเช่นไร แต่นางก็มีอีกมุมมอง
หนึ่ง นางจะไม่ค่อยเลื่อมใสในพระวิธาสนที่บำเพ็ญแย่กว่า แต่นางก็ถวายปัจจัยให้เช่นเดียวกัน 
แต่กิริยาท่วงท่าทางที่ปฏิบัติต่อพระวิธาสนมักมีข้อบกพร่อง นางมักจะแสดงความไม่เคารพออกมา พระวิธาสนผู้ยังไม่บรรลุและยังยึดติดอยู่ในมายาในโลก เมื่อได้รับการปฏิบัติด้วยกิริยาเช่นนี้ ก็ย่อม
จะรู้สึกถึงความลำเอียง จึงสร้างข่าวลือออกมา
      เมื่อพระวิธาสนพบเจอผู้ใดก็มักจะบอกว่าสุมายณีและพระอชินะมีลับลมคมในกันของถวายนั้น
เหมือนกัน แต่ลึก ๆ นั้นแตกต่างกัน”

      เมื่อพระพุทธองค์ทรงตรัสถึงตรงนี้ก็หยุดสักครู่ แล้วตรัสต่อพระสารีบุตรว่า
      “ท่านรู้หรือไม่ว่าพระวิธาสนคือใคร? คือตัวเราในอดีต ในขณะนั้นเนื่องจากมิจฉาดำริ จึงประนาม
พระอรหันต์ ฉะนั้นในหลายพันปีที่แล้ว เคยได้รับทุกข์จากไฟเผาในนรก แม้ว่าบัดนี้จะสำเร็จเป็น
พระพุทธะแล้ว แต่เคราะห์ภัยยังไม่หมดสิ้น ดังนั้นจึงถูกหญิงตั้งครรภ์หลอกลวงประนามเอา”

     ผลตอบสนองแห่งกรรมช่างน่ากลัวเหลือเกิน แม้ว่าจะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว แต่กรรมที่สร้าง
ไว้ยังไม่สูญสลาย พึงระ