ในอดีตนานมาแล้ว ดินแดนตะวันตกแคว้นโกเผน มีพระเถระชั้นสูงรูปหนึ่งนามว่าลิเย ท่าน
ออกบวชศึกษาธรรมตั้งแต่เยาว์วัย บำเพ็ญฌานวิริยะอยู่ในถ้ำในป่าลึก และบรรลุอรหันต์มรรค ได้รับ
อภิญญาหก ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้คนมากมายทั้งใกล้และไกลมากราบไหว้ท่านเป็นอาจารย์ ภายใต้การ
ชี้นำอันชาญฉลาดของท่าน เหล่าสาวกทั้งหลายต่างได้บรรลุอรหันต์มรรคในเวลาอันรวดเร็ว 
และออกไปเผยแพร่ธรรม

      แม้ว่าลิเยจะบรรลุมรรคผลแล้ว แต่ก็ยังคงขยันบำเพ็ญอย่างไม่หยุดหย่อน ท่านมีเวลาพักผ่อน
น้อยมาก ลิเยใช้เวลาว่างทำความสะอาดจัดแต่งภายในถ้ำ เขามองเห็นชุดจีวรที่สวมอยู่เป็นประจำ
ซึ่งใส่มานานแล้ว จากสีเทาก็ค่อย ๆ กลายเป็นสีขาว ก็ครึ้มอกครึ้มใจเดินไปที่ภูเขา เก็บต้นหญ้า
เปลือกไม้มาทำเป็นสีย้อม แล้วนำจีวรนั้นมาย้อมทับ แต่ที่น่าแปลก จีวรตัวที่อยู่ในหม้อย้อมสีนั้น 
ขณะที่ลิเยเอากิ่งหลิวพลิกไปพลิกมา ทันใดนั้นก็กลายเป็นหนังวัวผืนหนึ่ง น้ำย้อมผ้าสีดำในหม้อ
ก็กลายเป็นสีแดงสดเหมือนเลือด ต้นหญ้าเปลือกไม้ก็กลายเป็นเนื้อวัวเป็นชิ้น ๆ และที่น่าแปลกกว่า
คือมีกลิ่นเนื้อวัวโชยมาเป็นระลอก ๆ ลิเยเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ ก็กำลังตื่นตกใจยิ่ง

      บังเอิญก็มีชาวนาคนหนึ่งมาจากตีนเขาด้านล่าง ก็มองเห็นชิ้นเนื้อวัวเหล่านั้น ชาวนาจึงโมโห
เดือดดาลพูดเสียงดังว่า
      “เฮ้ย! ท่านนี้อาจหาญเสียจริง วันนี้ละเมิดศีลฆ่า เอาวัวที่ใช้ไถนาของข้ามาฆ่าทิ้ง ตอนเช้าข้า
จูงมันมากินหญ้าที่เนินเขา ประเดี๋ยวเดียวก็หายไป ข้าออกตามหาเสียนานก็หาไม่พบ ที่แท้เจ้าคน
ออกบวชนี้ขโมยมา โชคดีนะที่สายลมพัดเอากลิ่นของเนื้อวัวต้มโชยไปเป็นระลอก ๆ ทำให้ข้าได้
กลิ่น บัดนี้เจ้ามีคำพูดใดจะกล่าวอีกหรือไม่? ไป! ไป! ตามเราไปพบองค์ราชันย์”

      ชาวนาผู้เดือดดาลลากลิเยไปหาองค์ราชันย์ ในสมัยก่อนยังไม่มีการแต่งตั้งตุลาการ ดังนั้นเมื่อ
ประชาชนมีเรื่องก็ไปหาองค์ราชันย์ขอให้พระองค์เป็นผู้ตัดสิน ชาวนาเล่าเรื่องให้องค์ราชันย์ฟัง
หนึ่งจบ องค์ราชันย์ทรงตรัสถามลิเยว่ามีข้อโต้แย้งอะไรอีกหรือไม่? แต่ว่าเห็นหลักฐานชัด ๆ ตรงหน้า
ยังจะพูดอะไรได้อีก ลิเยจึงถูกพิพากษาให้จำคุกสิบสองปี เวลาสิบสองปีมิใช่น้อย เป็นเวลาเท่ากับ
สี่พันสามร้อยแปดสิบวัน อรหันต์ลิเยอยู่ในคุกทำหน้าที่ทำความสะอาดห้องและล้างห้องน้ำ พอตกดึก
ท่านก็บำเพ็ญฌานอีก ท่านไม่เคยนอนราบลงกับพื้นเลย ด้วยความเมตตาและอดทนของท่าน ทำให้
ขุนนางคุมคุกมากมายซาบซึ้งใจ

      วันที่ครบรอบสิบสองปี เหล่าสานุศิษย์มากมายที่เคยร่วมบำเพ็ญเานก็คิดถึงอาจารย์ขึ้นมา
โดยมิได้นัดหมายกันไว้ ทุกคนต่างใช้อภิญญาสองส่อง สุดท้ายก็รู้ว่าอาจารย์ถูกใส่ร้ายรับทุกข์ 
๑๒ ปี ทุกคนก็เหาะมาที่พระตำหนัก ส่งเสียงกลองแห่งพระธรรมกระหึม เรียกร้องความเป็นธรรม
ให้แก่อาจารย์ ในขณะนี้องค์ราชันย์ทรงทราบเรื่อง ทรงตกพระทัยยิ่งนัก จึงรีบไปปลดปล่อย
อรหันต์ลิเย ด้วยพระองค์เอง ลิเยที่รับทุกข์ในคุก ๑๒ ปีนั้นผมยาวหนวดขาวแล้ว แต่เมื่อท่านได้
ก้าวพ้นประตูคุก ฉับพลันเส้นผมหนวดเคราก็หลุดร่วงลงมา ทั้งยังเหาะขึ้นไปกลางอากาศ และ
แปลงนิรมาณกายหลากหลาย ทุก ๆ กายบังเกิดแสงสว่างขึ้น ลักษณะเสรีของท่าน ไม่เหมือนกับ
คนเพิ่งออกจากคุกเลย ในตอนนี้พระอรหันต์ทั้งหลาย จะลงทัณฑ์องค์ราชันย์ที่ทรงทำงานไม่
ชัดเจน แต่ว่าลิเยห้ามปรามเอาไว้ว่า
      “พวกท่านจงอย่าได้ทำเช่นนั้นเลย นี่เป็นวิบากกรรมของข้า จะกล่าวโทษผู้ใดไม่ได้ ในอดีตชาติ
ของข้าขณะที่เกิดเป็นชาวนา มีวัวตัวหนึ่งสูญหายไป ข้าไปค้นหาตามป่าเขา ก็หาไม่พบ เดินหาทั่ว
ภูเขา ก็ได้พบกับผู้ออกบวชบำเพ็ญคนหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ข้าจึงไม่ตรวจตราให้รอบคอบ เข้าใจผิดคิดว่า
เขาขโมยไป ในวันนั้นสิบสองชั่วยาม ข้าบังเกิดแต่ความคิดฟุ้งซ่าน คิดจะขับไล่เขาออกไป จากภูเขา
แห่งนั้น คิดจะจับเขาส่งให้องค์ราชันย์นำไปขังคุก ด้วยเหตุนี้ข้าจึงได้รับทุกข์ ในคุกสิบสองปี
ในปัจจุบัน นี่ก็เหมือนกับการยืมเงิน เวลายิ่งยาวนานออกเบี้ยยิ่งพอกพูน ผลตอบสนองครั้งนี้ของเรา
เป็นการใช้คืนถึงแปดพันเท่า ข้าไม่กล่าวโทษผู้ใด ได้แต่โกรธตนเองที่ไม่รู้จักสร้างคุณานุคุณแก่
ผู้อื่น ไม่มีใจบริจาคที่กว้างขวาง จนบัดนี้ก็มิใช่ว่าได้รับผลอันยิ่งใหญ่แล้วหรือ?”

      เหล่าพระอรหันต์ใหม่และองค์ราชันย์ ขุนนาง ได้ฟังคำพูดของลิเยแล้ว ทุกคนก็สำนึกสำรวจ
ตนเอง เข้าใจถึงกฎแห่งกรรม ไม่ว่าใครก็ตาม ก็หนีไม่พ้นกฎแห่งกรรมนี้...