พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า หากต้องการมีเงินทองล้นเหลือ มีเกียรติยศมั่งคั่ง วิธีที่ดีที่สุด
คือการบริจาคเพาะสร้างเนื้อนาบุญ มีเพียงบุญกุศลเช่นนี้ จึงจะเป็นหนทางแห่งความร่ำรวย
         ในอดีตที่เมืองปูคาลาในดินแดนมหาจันทรา มีนักศิลปะรับจ้างวาดภาพนามว่า สหัสนา เขา
เดินทางไปยังเมืองตักศิลาในทางทิศตะวันออกเพื่อขายภาพเขียนยังชีพ ทำงานด้วยความยาก
ลำบากนาน ๑๒ ปี สหัสนาสะสมเงินได้ ๓๐ ตำลึง เขาคิดจะนำเงินจำนวนนี้กลับบ้านให้ภรรยาและ
ลูกดีใจ  และทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้นอีกนิหนึ่งด้วยเหตุนี้ เขาจึงตื่นขึ้นมาแต่เช้าด้วยความสุขใจ 
เก็บสัมภาระอย่างง่ายๆ และซุกเงินสามสิบตำลึงไปด้วย จากนั้นเดินทางกลับประเทศ สหัสนา
เดินทางมาถึงครึ่งทาง ก็เข้าไปพักผ่อนอยู่ที่วัดแห่งหนึ่ง ภายในวัดแห่งนี้ มีพระภิกษุพำนักอยู่
หลายร้อยรูป ขณะที่สหัสนาเข้ามาถึง เหล่าพระภิกษุกำลังสวดมนต์ด้วยบทโศลกที่งดงาม ไพเราะ
และพระภิกษุเหล่านั้นมีลักษณะท่วงท่างดงามสง่า ทำให้สหัสนาประทับใจมาก

         ทันใดนั้นเขาบังเกิดใจคิดจะสร้างเนื้อนาบุญ จึงถามท่านสมภารว่า “หากต้องการถวาย
ภัตตาหารแก่เหล่าพระภิกษุสงฆ์ทั้งหมดในหนึ่งวันจะต้องมีค่าใช้จ่ายสักเท่าใด?”
         “ประมาณเงินสามสิบตำลึงจึงจะพอค่าอาหารในหนึ่งวัน”

          สหัสนาได้ยินดั่งนั้น ก็เปิดห่อเงินออกด้วยความดีใจ นำเอาเงินสามสิบตำลึงที่สะสมด้วยความ
ยากลำบากถึงสิบสองปีออกมาถวายให้แก่ท่านสมภาร พร้อมกับขอให้ช่วยจัดภัตตาหารเจสำหรับ
ถวายด้วย เมื่อถวายเหล่าพระภิกษุเสร็จสิ้น ก็เดินทางกลับบ้านต่อด้วยมือเปล่า เมื่อกลับมาถึงบ้าน 
ภรรยาจึงถามเขาว่า
         “ท่านจากบ้านไปสิบสองปี หาเงินกลับบ้านได้เท่าไร?”
สหัสนาตอบด้วยความร่าเริงว่า
         “ข้าสะสมเงินได้สามสิบตำลึง”

          เมื่อภรรยาของเขาได้ยินว่าเงินสามสิบตำลึงก็ดีใจมาก จึงถามเขาว่าเอาเงินเก็บไว้ที่ไหน 
สหัสนาจึงเล่าเรื่องที่เขาถวายภัตตาหารเจแก่เหล่าพระภิกษุให้ภรรยาฟัง แต่พอมาถึงตอนนี้ ภรรยา
ของเขาโกรธจนลากเขาไปขึ้นศาล พร้อมกับเล่าเรื่องราวให้ฟังและยังต้องการจะหย่าขาดกันด้วย 
ตุลาการจึงถามสหัสนาว่า “ทำไมท่านเก็บสะสมเงินทองได้มากมายเช่นนี้แล้วไม่ให้ภรรยา กลับนำ
เอาไปบริจาคให้ผู้อื่นจนหมด ท่านมีเหตุผลเช่นไร?”
สหัสนาตอบอย่างองอาจว่า “ในอดีตชาติข้าไม่ได้บำเพ็ญวาสนา ดังนั้นปัจจุบันชาติจึงต้องยากจน
แร้นแค้น วันนี้มีโอกาสได้พบเจอกับเหล่าภิกษุสงฆ์ มีโอกาสสร้างเนื้อนาบุญ เพื่อเป็นกุศลกรรม
ต่อไปในภายภาคหน้า นั่นเป็นวิธีที่ขจัดความทุกข์ยากได้ดี ดังนั้น ข้าจึงมอบเงินทั้งหมดที่มีอยู่ให้
แก่เหล่าพระภิกษุ”

          ฝ่ายตุลาการฟังแล้ว รู้สึกชื่นชมในการกระทำของเขามาก พร้อมกับบอกว่าตนเองขอเสนอ
ข้อคิดเห็นโดยจะแบ่งเงินให้เป็นจำนวนมาก และยังแบ่งบ้านให้หนึ่งหลัง มอบให้แก่สหัสนา 
ตุลาการกล่าวว่า “ท่านบริจาคให้แก่เหล่าภิกษุสงฆ์ นั่นเป็นบุญกุศลของท่าน ข้าเชื่อว่าบุญวาสนา
ในอนาคตของท่านย่อมจะมีจำนวนมากมายมหาศาล บัดนี้ข้าขอมอบของเล็กๆ น้อยๆ นี้ ให้แก่ท่าน 
เพื่อเป็นรางวัลปลอบใจที่ท่านมีความเสียสละและเอาชนะความทุกข์ได้ ในอนาคตข้าอาจจะต้อง
พึ่งร่มเงาจากท่านก็ได้”
         แม้ว่าสหัสนาจะนำเงินสามสิบตำลึงถวายภัตตาหารแก่เหล่าภิกษุแล้ว แต่เขาก็ยังมีชีวิต
ที่ร่ำรวยได้ในปัจจุบันซึ่งผลตอบแทนมิได้มีแค่เพียงในชาตินี้ บุญวาสนาในอนาคตนั้นย่อมมี
มากมายมหาศาล...