ในกรุงราชคฤห์มีผู้คนมากมายมาชุมนุมกันเพื่อปรึกษาหารือเรื่องการถวายภัตตาหารเจ
แก่พระพุทธองค์และเหล่าพระภิกษุ ทุกคนพากันเสนอออกค่าใช้จ่ายกันคนละร้อยเหรียญ 
ในขณะนั้น มีคนยากจนคนหนึ่งชื่อว่า กุกกุฏฐา เขาไม่มีเงินทองใด ๆ เขาเบียดเข้าไปในฝูงชน
ฟังการประชุมด้วย ผู้คนเห็นเขายากจนซอมซ่อจึงถามว่า
       “เจ้าไม่มีเงินทอง ไม่มีคุณสมบัติเข้าร่วม ออกไปให้พ้น!”
กุกกุฏฐาเสียใจมาก เมื่อกลับไปถึงบ้าน นั่งถอนใจด้วยความกลัดกลุ้ม ภรรยาเห็นสามีหน้าตา
ซังกะตายจึงถามว่า
       “กลุ้มอกกลุ้มใจเรื่องอะไร มีใครกลั่นแกล้งท่านหรือ?”
       “เอ้อ! ชาวโลกมองคนแค่เปลือกนอก ไม่มองจิตใจ แม้ข้าจะยากจนข้นแค่น แต่ข้ามีความ
ศรัทธา เพียงแค่ไม่มีเงินจะเข้าร่วมถวายภัตตาหารแด่พระพุทธองค์และเหล่าพระภิกษุ ก็ถูกไล่
ตะเพิดออกมา” 
        “เป็นเช่นนี้นั่นเอง” 
ภรรยายิ้มแล้วพูดว่า 
        “เรื่องง่ายนิดเดียวเอง ท่านก็ไปยังบ้านของเศรษฐีปุณญมิตร ยืมเงินมาร่วมทำบุญสิ”
กุกกุฏฐาจึงรีบไปยังบ้านของท่านเศรษฐีด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเพื่อขอยืมเงิน
       “ข้าจะนำเงินมาใช้คืนท่านภายในสิบวัน หากไม่สามารถเป็นดั่งนั้น ข้าและภรรยายินดีถวายตัว
เป็นทาสรรับใช้ท่าน”
ด้วยเหตุนี้ เศรษฐีจึงมองเงินให้เขาหนึ่งร้อยตำลึง กุกกุฏฐาจึงพูดกับฝูงชนว่า
       “ตอนนี่ข้ามีเงินทองแล้ว พวกท่านจงให้ข้าเข้าร่วมงานด้วยเถิด”
ฝูงชนตอบอย่างเย็นชาว่า
       “พวกเราเตรียมไว้พร้อมแล้ว มีครบตามจำนวนเงิน ไม่ต้องการเงินของเจ้าหรอก!”
กุกกุฏฐาแม้จะเจ็บซ้ำน้ำใจที่คนอื่นดูถูกเหยียดหยาม แต่เขายังมีจิตใจศรัทธามั่นคงที่จะถวายแด่
พระพุทธองค์และเหล่าพระภิกษุ หลังจากที่สามีภรรยาปรึกษากันแล้ว ก็พากันมาทูลเรื่องราวต่อ
พระพุทธองค์ พระพุทธองค์สงสารกุกกุฏฐาจึงทรงตรัสว่า
       “ความเคารพศรัทธาจริงใจของท่าน เราได้รับรู้แล้ว เรามิปฏิเสธคนมีใจ วันพรุ่งนี้ เราและ
เหล่าสาวกจะรับการถวาย ในขณะเดียวกัน ท่านไปทูลเชิญองค์ราชันย์มาร่วมงานด้วย”
กุกกุฏฐาได้ยินดังนั้น ดีใจยิ่งนัก ความโกรธเคืองก็คลายลง จึงรีบมุ่งไปยังพระราชวังด้วยความ
ยินดีและทูลต่อองค์ราชันย์ว่า
       “องค์บพิตร! กระหม่อมช่างโชคดียิ่งนัก ได้รับพระเมตตาจากพระพุทธองค์ พระองค์จะมารับ
การถวายจากกระหม่อมในวันพรุ่งนี้ พระพุทธองค์ทรงมีพระดำริให้ทูลเชิญพระองค์เสด็จร่วมงานด้วย”
องค์ราชันย์นี้คือพระอนุชาของพระพุทธองค์ เมื่อได้ยินพระบัญชาของพระพุทธองค์ ก็มิกล้าปฏิเสธ 
สนองพระโองการ ขึ้นรถไปยังที่หมายทันที
ณ บัดนี้ ท้าวสักกะทรงทราบเรื่องราวที่น่าชื่นชมนี้ จึงกล่าวกับท้าวเวสสุวรรณว่า
       “ในโลกมนุษย์มีคนจนนามกุกกุฏฐา บังเกิดมหาปิติจิต น้อมถวายภัตตาหารแด่พระพุทธองค์ 
และพระภิกษุทั้งหลาย ท่านน่าจะไปช่วยตระเตรียมภัตตาหาร”
ท้าวเวสสุวรรณได้ยินดั่งนี้ จึงรีบใช้อภิญญาจัดอาหารเลิศรสไว้มากมาย ท้าวสักกะก็กล่าวกับ
ท้าววิศวกรรมว่า
       “ในโลกมนุษย์มีคนจนนามว่ากุกกุฏฐา บังเกิดมหาปิติจิต น้อมถวายภัตตาหารแด่พระพุทธองค์
และพระภิกษุทั้งหลาย ท่านน่าจะไปช่วยเขาตระเตรียมห้องเทศนาที่โอ่โถง”
ด้วยเหตุนี้กุกกุฏฐาสองสามีภรรยาตระเตรียมอาหารเพื่อถวายพระพุทธองค์และเหล่าพระภิกษุ
ในห้องเทศนาที่โอ่โถงกว้างใหญ่ มีเทวนาคราชคอยคุ้มครอง มีองค์ราชันย์และเหล่าขุนนางอยู่
ล้อมรอบ งานพิธียิ่งใหญ่สง่างาม เมื่อการฉันภัตตาหารเสร็จสิ้น พระพุทธองค์ทรงเทศนาเรื่อง
อริยสัจสี่คือทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค สองสามีภรรยาและองค์ราชันย์ต่างปิติยินดีกันถ้วนหน้า
พวกเศรษฐีคนร่ำรวยรู้สึกละอายใจยิ่งนัก แท้ที่จริงบุญกุศลจากการถวายสักการะนั้น อยู่ที่จิตใจ 
มิใช่ความยากดีมีจน