สวนดอกไม้แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ห่างจากเมืองสาวัตถีมากนัก เรียกว่าสวนเชตวัน ภายในสวนมี
ต้นไม้ร่มรื่น มีพฤกษาส่งกลิ่นหอมหวล และมีการสร้างอารามที่พัก ห้องโถงเทศนาธรรมอย่างหรูหรา 
ซึ่งอนาถบิณฑิกเศรษฐีและราชบุตรเชตร่วมกัน สร้างถวายแด่พระพุทธองค์ พระพุทธองค์มักจะมา
แสดงธรรมที่นี่เสมอ และทรงโปรดเหล่าเทวาและเวไนย์ในโลกไว้มากมาย
         วันหนึ่ง มีแสงรัศมีอันเจิดจ้าส่องพุ่งตรงไปยังเทวตำหนัก ราชบุตรปิลาในพระตำหนัก ก็รู้ว่านี่คือ
นิมิตของพระพุทธองค์ที่จะทรงเทศนาธรรม จึงตามแสงนั้นไปโดยไม่สงสัยลังเล ชั่วพริบตาเดียวก็มา
ถึงเชตวันมหาวิหารแสดงความเคารพต่อพระพุทธองค์ จากนั้นก็ยืนสงบนิ่งอยู่ข้าง ๆ
         เมื่อการแสดงธรรมเริ่มขึ้นแล้ว ราชบุตรปิลาลุกขึ้นยืนพนมกรและกล่าวกับพระพุทธองค์ว่า 
“ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า! มนุษย์ในใต้หล้าล้วนมีความหวังปรารถนาอยู่เต็มอก หวังว่าตนเอง จะมี
พลานามัยแข็งแรง ไร้ควาทุกข์กังวล ไร้โรคาพยาธิ หวังจะมีบุตรหลานมากมาย หวังจะมีตำแหน่ง
ยศศักดิ์สูงส่ง ทั้งยังหวังอยากจะมีอาภรณ์สวยงามไว้สวมใส่ มีอาหารที่เลิศรสไว้กิน ทั้งหมดนี้ต่างก็
พากันยื่นมือรอคอยแท้ที่จริงนั้น มีสิ่งใดหรือที่จะได้มาโดยไม่ลงทุนลงแรง? คนที่ไม่ยอมลำบาก
ไขว่คว้ามานั้น มิใช่ว่าจะไม่ได้รับสิ่งใด ๆ เลยหรือ? สิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญนั้นเป็นความทุกข์มาก
เสียกว่าความสุข ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า! พระองค์โปรดดูเถิด ในตรีสหัสโลกธาตุอันกว้างใหญ่
ไพศาล จะมีสักกี่คนที่จะสมดังความคาดหวัง มีความสุขและปลอดภัยเล่า? ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์ทรงเป็นผู้รู้แจ้ง ได้โปรดบอกข้าด้วยเถิดว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะเหตุปัจจัยเช่นไร?”
         พระพุทธองค์ทรงตรัสตอบว่า “สิ่งที่ท่านถามคือเรื่องการแสวงหาบุญวาสนาตอบสนอง ซึ่งก็มี
วิธีของมันเอง หากว่าแสวงหาโดยไม่ถูกวิธี ก็ย่อมจะไม่ได้รับ ท่านจะต้องทราบว่า ไม่ว่าเทวโลก
มนุษย์โลก เรื่องดีเลวที่ตนเองก่อไว้ ตนเองก็ต้องเป็นผู้ไปแบกรับ รอจนผลกรรมมาถึง หนีไม่พ้น
เสียแล้ว จะรับแทนกันก็มิได้ คนดีที่สร้างกุศลกรรม ก็จะได้รับผลแห่งบุญวาสนา หากกระทำความชั่ว
ไว้มาก ก็จะได้รับเคราะห์ภัย นี่คือต้นเหตุผลกรรม มิมีผู้ใดที่จะได้รับผลบุญวาสนามาด้วยความ
บังเอิญโชคดี และก็มิมีผู้ใดที่จะโชคร้ายพบเจอเคราะห์ภัยโดยไร้ต้นสายปลายเหตุ เคราะห์ภัยกับ
วาสนา เปรียบเสมือนดั่งเงาที่คอยติดตามพวกเรา เปรียบดั่งเสียงที่ตะโกนออกไป มันก็ยังกึกก้อง
อยู่ในหูของเรา” “ใช่แล้ว ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าคิดไว้ว่ามีเหตุการณ์ทำนองนี้ จำได้ว่าขณะที่
ข้าเป็นมหาราชในโลกมนุษย์นั้น เนื่องจากข้ารู้ว่าการบริจาคจะได้รับซึ่งผลบุญวาสนา ดังนั้นประเทศ
ของข้ามีความรุ่งเรือง เข้มแข็ง ประชาราฎร์อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข วันหนึ่ง ข้าคิดได้ว่า ชีวิตคนนั้น
สั้นยิ่งนัก ควรจะรีบฉวยโอกาสบริจาคสร้างประโยชน์แก่เวไนย์ และเป็นการสร้างบุญวาสนาแก่ตนเอง
ในอนาคต ด้วยเหตุนี้ เช้าวันหนึ่งเมื่อเหล่าขุนนางมากันพร้อมหน้า จึงพูดกับพวกเขาว่า “เราคิดจะ
บริจาคครั้งใหญ่ ต้องการกลองขนาดใหญ่หนึ่งใบ ให้มันสามารถดังไปไกลร้อยลี้ เพื่อให้ผู้คนในถิ่น
แดนไกลได้ยินและรีบมาบริจาค มีผู้ใดที่จะสามารถช่วยเราสร้างได้บ้าง เราย่อมจะให้รางวัล
อย่างงาม”
         เหล่าขุนนางพากันนิ่งเงียบ เพราะว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย เวลาผ่านไปนาน ทันใดนั้นมีขุนนาง
คนหนึ่งลุกขึ้นมากราบทูลว่า “เพื่อตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ เพื่อช่วยเหลือเหล่า
ประชาราฎร์ ข้าพระพุทธเจ้ายินดีรับทำเรื่องนี้เองอย่างสุดกำลัง” คน ๆ นี้เป็นมหาอำมาตย์ชื่อ 
ควงซาง ทุกคนนับถือในความจงรักภักดีของเขามาก พากันกล่าวยกย่องสนับสนุนเขา เขาก็ยินดี
มากทุกคนกล่าวชมว่า “ช่างยอดเยี่ยมเสียจริง” แต่ทว่า ควงซางกราบทูลต่อว่า อาจจะต้องเสีย 
ค่าใช้จ่ายจำนวนมากมายจึงจะทำได้สำเร็จ เราตอบว่า “นี่มิใช่ปัญหา” พร้อมทั้งบัญชาให้คนเปิด
คลังแผ่นดิน จากนั้นถามควงซางว่า ต้องการเท่าไรแล้วแต่ท่าน ควงซางนำเอาทรัพย์สินล้ำค่า 
เสบียงอาหาร ของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน และสั่งให้คนใช้รถขนออกไปนอกพระราชวัง จัดแบ่ง
แยกเรียงประเภทให้ดี จากนั้นก็ส่งคนออกไปแจ้งข่าวแก่ประชาชนทั่วสารทิศ ทั้งยังออกประกาศว่า 
องค์มหาราชทรงเปี่ยมด้วยพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น เปิดคลังแผ่นดิน ผู้ใดที่ขาดแคลนอาหาร 
คนที่มีความเป็นอยู่แร้นแค้น ให้มารับไปได้ นอกจากนี้ พวกเหล่าสมณะ เหล่าพราหมณ์ เขาก็จัดส่ง
ฑูต จัดแบ่งนำส่งไปให้ทุกปี ซึ่งมีการแบ่งจัดส่งไปตามเขตพื้นที่ เริ่มจากพื้นที่ใกล้ ๆ กระจายสู่พื้นที่
ในถิ่นแดนไกล ข่าวคราวก็แพร่สะพัดออกไป ประชาชนทั่วประเทศต่างก็รู้ข่าวคราว ทุกคนพากัน
เดินทางเข้าเมืองมาโดยไม่หวั่นเกรงต่อความยากลำบาก แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงก็มารับ
ความช่วยเหลือในครั้งนี้ ประเทศเล็ก ๆ ที่ยากจนล้วนได้รับพระกรุณาธิคุณจากเราก็พากันมาศิโรราบ 
         ทุกวันหน้าพระราชวังก็จะคึกคักเหมือนตลาด มีผู้คนมารับการบริจาคมากมายไม่ขาดสาย
พวกเขาหอบหิ้วสิ่งของพะรุงพะรัง ทั้งยังกราบไหว้ไปทางพระราชวังพร้อมกับกล่าวสรรเสริญไม่
ขาดปาก มหาราชผู้เปี่ยมเมตตาของพวกเรา พระองค์ประดุจบิดาที่รักดูแลพวกเรา พวกเราปรารถนา
ให้พระองค์ยิ่งยงชั่วกาลนาน เพื่อให้บารมีของพระองค์ปกแผ่แก่พวกเราตลอดไป

         เวลาผ่านไปหนึ่งปี ข้าเรียกตัวควงซางเข้าเฝ้า ไถ่ถามเรื่องกลอง ควงซางตอบว่ากระหม่อม
ได้ปฏิบัติตามพระราชโองการ ได้สร้างเสร็จนานแล้ว แล้วทำไมมิได้ยินเสียงกลองเล่า? ข้าถาม
ด้วยความแปลกใจ ขอพระองค์ทรงโปรดเสด็จออกนอกเมืองไปตรวจตราสักหน่อย พระองค์ย่อม
จะได้ยินเสียงกลองแห่งพุทธธรรมกังวานมาแต่ไกล ซึ่งมิใช่แค่ร้อยลี้ แต่เป็นพันลี้ ควงซางทูลเชิญ
ด้วยความนอบน้อม ด้วยเหตุนี้ข้าจึงขึ้นราชรถ นำพาองค์รักษ์ออกนอกพระราชวังเพื่อไปเยี่ยมชน 
ทุกๆ ตำบล มีความเจริญรุ่งเรืองมาก ประชาชนมีความเป็นอยู่สมบูรณ์พูนสุข พวกเขาต่างมีความสุข
ทุกคนพากันสรรเสริญขอบคุณในพระมหากรุณาธิคุณของข้า เมื่อข้าเห็นเช่นนี้ก็รู้สึกประหลาดใจ
มาก จึงถามควงซางว่า ไฉนพวกเราจึงมีประชาชนมากมายเช่นนี้เล่า? แล้วทำไมพวกเขาจึงพากัน
มาต้อนรับข้าด้วยความยินดี? ควงซางทูลตอบว่า เมื่อปีที่แล้วกระหม่อมได้รับพระบัญชาให้สร้าง
กลองใหญ่ เพื่อกระจายข่างการบริจาคของพระองค์ กระหม่อมคิดว่าหนังสัตว์ไม้แห้งจะสามารถ
ประกาศบารมีของพระองค์ได้หรือ? ในเมื่อพระองค์ทรงมอบอำนาจนี้แก่กระหม่อม กระหม่อมย่อม
ตัดสินใจเองได้ จึงนำเอาทรัพย์สมบัติในคลังแผ่นดิน จัดหาผู้มีคุณธรรมความสามารถเป็นตัวแทน
ส่งสิ่งของไปถวายเหล่าพระภิกษุในแต่ละเขตเมืองอย่างต่อเนื่อง เพื่อธำรงพระพุทธศาสนา และ
ต้องการให้ประเทศเข้มแข็ง ประชาชนร่มเย็นเป็นสุข กระหม่อมคิดว่ามีเพียงพุทธธรรมเท่านั้นที่
คงอยู่ในโลกอาศัยพุทธธรรมหล่อหลอมจิตใจคนให้งดงาม โลกนี้ก็จะกลายเป็นสุขาวดี 
         อีกด้านหนึ่งก็นำเอาทรัพย์สินจ่ายแจกให้กับผู้ยากจนในประเทศทั้งใกล้และไกล ตลอดจน
ประเทศเพื่อนบ้านเล็ก ๆ เมื่อรู้ข่าวก็มารับบริจาคด้วย พวกเขายอมศิโรราบเพราะสำนึกในพระมหา
กรุณาธิคุณของพระองค์ มีผู้คนเดินทางมาไกลจากทั่วทุกสารทิศ          
         บัดนี้พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นประชาชนของพระองค์มีความสุข ได้ยินเสียงสรรเสริญ
จากพวกเขา นี่ก็คือกลองแห่งพุทธธรรมที่กระหม่อมได้ปฏิบัติมา” เมื่อพระพุทธองค์ทรงสดับฟัง
เรื่องราวที่ราชบุตรปิลาเล่ามาก็ทรงตรัสด้วยความปิติว่า “ท่านกับเราก็เฉกเช่นเดียวกัน ในอดีตเรา
บำเพ็ญธรรม พบเจอมารทดสอบมาไม่น้อย แต่ก็มีคนไม่น้อยที่ให้ความช่วยเหลือ เราสร้างคุณ
แก่ผู้อื่น ผู้อื่นสร้างคุณแก่เรา ถ้าคิดจะให้สมความปรารถนาตามที่หวัง ยังคงต้องบริจาคสร้างคุณ
แก่ผู้อื่นอีก!” เมื่อราชบุตรปิลาได้ยินเช่นนั้นก็ซาบซึ้งใจมาก ต่อให้ถือจุติในเทวโลก ก็ยังต้อง
บริจาคทาน!....