ภายใต้การนำของพระพุทธองค์ ผู้ที่มีปัญญาเป็นเลิศคือพระสารีบุตร และผู้มีอภิญญาเป็นเลิศ 
คือพระโมคคัลลานะซึ่งทั้งสองเป็นสหายที่ดีต่อกัน ออกธุดงค์ไปยังทุกหนทุกแห่ง ที่ใดที่มี
พระสารีบุตร ก็ย่อมจะเป็นพระโมคคัลลานะด้วย

      วันหนึ่ง ยามสายัณห์ มีผนโปรยปราย ไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ ในเตาเผาแห่งหนึ่งท่ามกลาง
สายฝนพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะจึงหลบอยู่ข้างใน พวกเขาอยู่ในระหว่างการธุดงค์ กลับไป
ไม่ทันและบังเอิญฝนตกจึงหยุดพักอยู่ที่นี่

     ฟ้ามืดแล้ว ฝนยิ่งตกหนัก พระเถระทั้งสองก็ไม่สามารถออกไปได้ เพราะว่าทั้งสองไม่มีเครื่อง
กันฝน ดังนั้นคืนนี้จึงนอนค้าในเตาเผานี้ ในเตาเผาที่พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ หลบฝนนั้น
ด้านหลังเป็นมุมมืด ก่อนหน้านั้นมีหญิงเลี้ยงวัวคนหนึ่ง ซึ่งได้เข้ามาหลบฝนก่อนพระเถระทั้งสอง หญิงเลี้ยงวัวเมื่อเห็นพระเถระทั้งสองเข้ามา ก็บังเกิดมิจฉาทิฐิ ตนเองจึงแอบกระทำผิด พระเถระ
ทั้งสองหารู้ไม่ว่ามีหญิงเลี้ยงวัวอยู่ข้างในก่อนแล้ว และก็ไม่รู้ด้วยว่านางได้กระทำผิด เช้าวันรุ่งขึ้น
พระเถระทั้งสองออกมาจากเตาเผา สักพักหญิงเลี้ยงวัวก็เดินออกมาจากเตาเผาด้วย

     เหตุการณ์นี้ทำให้คนที่ชื่อว่าโชชิลีเห็นเข้า เขาไม่รู้เรื่องกฎแห่งกรรม ดูถูกอริยะเมธี หยาบคาย 
โกรธ ริษยาเป็นปุถุชนที่ชอบพูดจาให้ร้าย พอเห็นสีหน้าของหญิงเลี้ยงวัวไม่ค่อยดีนัก จึงป่าวประกาศ
ไปทั่วว่า
     “พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะรุมขืนใจหญิงเลี้ยงวัว”
     เหล่าพระภิกษุที่ได้ยินคำร่ำลือนี้ ก็กลัวว่าเขาจะต้องรับบาปกรรมหนักจากการประนามพระอริยะ 
จึงตักเตือนด้วยความจริงใจว่า
     “ไม่สมควรพูดจาประนามพระอริยะ”
     โชชิลีมิเพียงไม่ฟังคำตักเตือน กลับพูดจาเลวร้ายยิ่งขึ้น เหมือนกับคนบ้า อริยะท่านหนึ่งไม่ว่า
คุณธรรมจะอยู่ในระดับใด หากเพียงถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่มีมลทินกับสตรีแล้ว ในสายตาของคน
โง่เขลานั้น ไม่มีคุณค่าใด ๆ ดุจดั่งพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ถูกคนสงสัย ถูกคนดูดหมิ่นโลก
นี้ช่างน่าเวทนาเหลือเกิน โชคดีที่มีเศรษฐีท่านหนึ่งนามว่าสุริยโพค เป็นสาวกของพระเถระทั้งสอง 
เคยฟังธรรมจากพระเถระทั้งสองจนบรรลุพระอริยมรรคขึ้นที่ ๓ เป็นพระอนาคามี 

    เมื่อสิ้นชีวิตลงก็ไปจุติในเทวพรหม เรียกว่าพระภควา พระภควาอยู่ในเทวโลก ทราบเรื่องที่โชชิลี
ประนามพระอริยะ ก็ลงมาตักเตือน โชชิลีเห็นคน ๆ หนึ่งเดินเข้ามาในห้องอย่างเงียบ ๆ ก็รู้สึก
ประหลาดใจ จึงถามว่า
    “เจ้าเป็นใครกัน? เข้ามาจากทางไหน? ทำไมไม่ได้ยินเสียงสักนิด?”
พระภควาทรงตอบว่า
    “เราคือพระภควา มาจากเทวพรหม เพราะว่าเราได้ยินท่านประนามพระสารีบุตร และพระ
โมคคัลลานะ จึงลงมาตักเตือน นับแต่นี้ไป ท่านอย่าได้กล่าวหาพระเถระในเรื่องเช่นนี้อีก”
ตักเตือนเช่นนี้สามครั้งก็ยังไม่ยอมฟัง กลับหัวเราะเยาะว่า
    “เจ้าคือพระภควา เป็นคนที่ได้รับพระอนาคามีมรรค พระอนาคามีไฉนจึงมาหาข้าที่นี่? เมื่อพูด
เช่นนี้ คำพูดของพระพุทธองค์ก็เชื่อถือไม่ได้”
    โชชิลีกล่าวคำพูดเช่นนี้ บนร่างกายก็เกิดแผลพุพองขึ้นมาทันที ตั้งแต่หัวจรดเท้า เป็นเม็ด ๆ เหมือนม็ดถั่วเขาก็ยังไม่สำนึก จึงไปยังที่ประทับของพระพุทธองค์ นำเรื่องนี้ไปทูลฟ้องพระพุทธองค์
ทรงห้ามมิให้เขาประนามพระเถระ เขาไม่ฟัง แผลพุพองยิ่งขยายใหญ่ขึ้น ครั้งที่สองก็มายังที่ประทับ
ของพระพุทธองค์พูดเรื่องนี้อีก พระพุทธองค์ทรงตักเตือนไม่ให้พูด เขาก็ยังไม่ยอมเปลี่ยนแปลง
ตนเอง แผลพุพองยิ่งลามใหญ่เท่ากำปั้น ครั้งที่สามก็กลายเป็นเม็ดใหญ่ขนาดลูกน้ำเต้า 
    ตอนนี้ร่างกายและจิตใจร้อนรุ่มจนทนไม่ไหว ก็กระโดดลงบ่อน้ำไป น้ำในบ่อน้ำก็ร้อนขึ้นมา เมื่อแช่น้ำนาน ๆ แผลพุพองนั้นก็แตก ในขณะนั้นก็สิ้นชีวิตลง ตกสู่นรกขุมที่ ๖ ที่หนาวยะเยือก
เหล่าพระภิกษุทูลขอความกระจ่างจากพระพุทธองค์ว่า
    “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า นี่เป็นเหตุปัจจัยอันใด พระสารีบุตรกับพระโมคคัลลานะจึงถูกประนาม
หนักขนาดนี้?” 

    ด้วยเหตุนี้พระพุทธองค์ทรงอธิบายเหตุปัจจัยตอนหนึ่งว่า
    “ในหลายอนันตกัปป์ที่ผ่านมา พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะยังเป็นปุถุชนธรรมดา ครั้งหนึ่ง
เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าเดินออกมาจกาเตาเผา ด้านหลังมีหญิงเลี้ยงวัวติดตามมา จึงพลั้งปาก
ประนามไป ด้วยเหตุปัจจัยนี้จึงตกสู่ทุคติสาม ได้รับความทุกข์มากมาย แม้ว่าบัดนี้ทั้งสองจะเป็น
พระอริยะที่บรรลุมรรคผลแล้ว แต่ปัจจัยในอดีตยังไม่สิ้นสุด ดังนั้นในชาตินี้จึงถูกประนาม พวกท่าน
เหล่าพระภิกษุควรรู้ไว้ คนที่ฟังมากพูดมากมิสมควรเป็นกัลยาณมิตรของเวไนย์ทำไมหรือ? หากว่า
พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะสำแดงอภิญญาให้โชชิลีดู โชชิลีย่อมจะสำนึกผิด เขาก็จะไม่ต้องตก
สู่นรกภูมิรับทุกข์ และพระเถระทั้งสองก็มิยอมสำแดงอภิญญาแก่โชชิลี จึงทำให้โชชิลีต้องรับทุกข์
ทรมานในนรกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด”

    หลังจากที่พระพุทธองค์ทรงบอกถึงต้นเหตุผลกรรมแล้ว ยังเล่าเรื่องให้ฟังอีกหนึ่งเรื่อง
    “ในอดีต ในสมัยที่พระกกุสันธะอยู่ในโลกนี้ มีดาบสคนหนึ่งนามว่าทีปังกร เขาอาศัยอยู่ในถ้ำในป่า
ร่วมบำเพ็ญกับดาบสอีก ๕๐๐ คน วันหนึ่งมีสตรีนางหนึ่ง บังเอิญผ่านมาทางนี้ วันนั้นฝนได้ตกลงมา
พอดี บวกกับลมพัดแรงมาก ไม่มีที่หลบฝนได้ จึงไปขอหลบฝนค้างแรมที่พำนักของดาบส ทีปังกร
สักคืน

    วันรุ่งขึ้น สตรีนางนั้นจากไปแล้ว เหล่าดาบสทั้งหลายก็สงสัยว่าดาบสทีปังกรมีพฤติกรรมที่ไม่
เที่ยงตรง ดาบสทีปังกรอ่านใจพวกเขาก็รู้ถึงความคลางแคลงในใจของเหล่าดาบส ก็เกรงว่าพวกเขา
จะพูดจาประนาม จะพากันตกนรกรับทุกข์ จึงรีบเหาะขึ้นไปกลางอากาศ แปลงร่าง ๑๘ ภาค เหล่าดาบสเห็นเช่นนั้น ต่างพูดกันว่า
    “ร่างกายสามารถห่างจากพื้นดินได้สูง ๔ นิ้ว ก็มิใช่ผู้มักมากในกามตัณหา แล้วนับประสาอะไรกับ
ดาบสทีปังกรที่เหาะได้สูงกลางอากาศ ทั้งยังมีมหาอภิญญา จะทำเรื่องคาวโลกีย์ได้อย่างไร? 
พวกเรามิควรสงสัยในผู้บริสุทธิ์”
    ดาบสทั้ง ๕๐๐ คนมายังที่พักของดาบสทีปังกร ก้มกราบขอขมาต่อดาบสทีปังกร เช่นนี้จึงจะไม่ตก
สู่นรกรับทุกข์พวกท่านพึงรู้ว่า พระโพธิสัตว์จึงจะมีมหากุศโลบาย จึงจะนับว่าเป็นกัลยาณมิตรของ
เวไนย์”
    พระพุทธองค์ยังทรงตรัสอีกว่า “ดาบสทีปังกรในขณะนั้น ก็คือพระไมเตรยะโพธิสัตว์ในปัจจุบัน 
ดาบส ๕๐๐ คน นั้นก็คือพระภิกษุอาวุโส ๕๐๐ รูป”...