วันหนึ่ง ขณะทีพระศากยมุนีพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเทศนาโปรดเวไนย์บนเขาคิชฌกูฏในเมือง
สาวัตถีนั้นด้านนอกก็มีกระแสข่าวประหลาดเรื่องหนึ่ง ทำให้ประชาชนในเมืองสาวัตถีต่างพากัน
วิพากษ์วิจารณ์กัน

     เรื่องมีอยู่ว่า ในบ้านของเศรษฐีคนหนึ่ง ในกำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง แต่ที่ประหลาดก็คือ เด็กคนนั้น
เกิดมาไม่มีหู ไม่มีตา ไม่มีมือและเท้า และที่แย่ไปกว่านี้คือก่อนที่เขาจะเกิดหนึ่งร้อยกว่าวันนั้น บิดาได้เสียชีวิตไป แม้ว่าในครอบครัวจะมีพี่สาว ๕ คน แต่ก็ไม่มีพี่ชาย สมบัติในบ้านทั้งหมดก็ตก
เป็นหน้าที่ของเด็กไม่สมประกอบคนนี้เป็นผู้รับช่วงต่อ พูดขึ้นมาบุญวาสนาก็ไม่น้อย แต่ไม่รู้ว่าชาติ
ที่แล้วได้สร้างบาปกรรมอะไรไว้ ชาตินี้จึงต้องมาทนทุกข์เช่นนี้
     เหล่าสาวกของพระพุทธองค์ได้ยินข่าวนี้ ก็วิ่งไปทูลถามพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ทรงเป็นผู้รู้
ผู้ตื่น สรรพสิ่งในทั่วจักรวาลนี้ มิมีสิ่งใดที่ไม่รู้ ในขณะนี้พระองค์ทรงเห็นเหล่าสาวกไปทั่วบริเวณ 
พระพุทธองค์ทรงตรัสด้วยความเมตตาว่า
     “คำถามที่พวกท่านถามมาเกี่ยวกับเรื่องนี้ เรายินดีที่จะไขความกระจ่างแก่ทุกท่าน นั่นเป็นเรื่องที่
นานมาแล้วในอดีต มีเศรษฐีคนหนึ่ง ให้กำเนิดบุตรสองคน บุตรชายคนโตนามว่าธัญญะ คนเล็ก
นามว่าศิระ“ พระพุทธองค์ทรงหยุดสักครู่แล้วตรัสต่อว่า “ธัญญะเป็นคนซื่อสัตย์ ภักดี จิตใจ
กว้างขวาง ชื่นชอบการบริจาคเรื่องที่ถูกต้องตามศีลธรรมก็กล้าที่จะไปกระทำ คนในท้องที่นั้นต่าง
พากันกล่าวขานยกย่อง ด้วยเหตุนี้ชื่อเสียงของเขาเลื่องลือขจรไกล เมื่อองค์ราชันย์ทรงทราบว่ามี
คนผู้นี้ ก็ออกตรวจสอบไปทั่วว่าเป็นความจริงหรือไม่? ต่อมาจึงทรงทราบว่าเรื่องที่เล่าขานนั้น
เป็นความจริง จึงส่งฑูตไปเชิญธัญญะให้เข้าเมืองให้เขาดำรงตำแหน่งฝ่ายยุติธรรม ชื่อตำแหน่งนี้
คือ ตุลาการกฎหมายในตอนนั้น หากมีการยืมเงินทองสิ่งของกันระหว่างประชาชน ทั้งไม่ได้ทำ
สัญญาหรือเขียนหลักฐานเอาไว้ ขอเพียงไปยังตุลาการ ก็ไปเป็นพยานยืนตรงหน้า ยังมีข้อโต้แย้ง 
ดำเนินคดีฟ้องร้อง ตนเองไม่สามารถแก้ไขได้ ก็ไปหาตุลาการเชิญท่านมาตัดสิน ในขณะนั้นยังไม่มี
การกำหนดตัวบทกฎหมายที่แน่นอน การตัดสินของตุลาการ ประชาชนย่อมจะต้องยอมปฏิบัติตาม

     ก่อนที่องค์ราชันย์จะเชิญธัญญะไปเป็นตุลาการนั้น ไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ พระองค์จะต้องไป
จัดการแก้ไขเองบัดนี้มีตุลาการแล้ว พระองค์ทรงเบางานไปมาก แต่หน้าที่ตุลาการของธัญญะนั้น
หนักมาก เรื่องราวมากมายวุ่นวายทำให้เขากินก็ไม่อิ่ม นอนไม่หลับสนิท แม้เขาจะไม่ได้รับเงินรายได้
จากองค์ราชันย์ มิใช้เงินของประชาชน บางครั้งต้องการจะทำเรื่อง ๆ หนึ่งให้สำเร็จ ยังต้องควัก
กระเป๋าตนเองออกมาแก้ปัญหา คน ๆ หนึ่งที่มีอำนาจ มีกำลัง สามารถแก้ไขข้อพิพาทแก่ประชาชนได้ ดำรงความยุติธรรมแก่ประเทศชาติ ก็คู่ควรแก่การยกย่องจากมหาชน แต่ว่าในความผิดพลาด
ครั้งหนึ่ง ตุลาการธัญญะที่เคยอยู่ในใจปวงชนต้องสูญเสียความนับถือศรัทธาจากปวงชน และถูกกฎ
แห่งกรรมลงโทษ นำมาซึ่งความทุกข์ในปัจจุบันสาเหตุคือ ในขณะนั้นมีพ่อค้ายากจนคนหนึ่ง คิดจะ
หาคนสักหน่อยเพื่อไปทำการค้าขายในถิ่นอื่น แต่ว่าต้องมีเงินลงทุนมาก เพื่อตระเตรียมเรือใหญ่
ลำหนึ่ง ต้องจ้างคนนำทางคนหนึ่ง จ้างกะลาสีเรือ ตระเตรียมเสบียงอาหาร ของใช้มากมาย จะต้อง
ใช้เงินจำนวนมากมาย พ่อค้ายากจนคนนี้ รู้สึกปวดหัวมาก ความเป็นอยู่ในแต่ละวันก็ลำบากอยู่แล้ว 
จะไปหาเงินมากมายมาจากไหนกัน? สุดท้าย เขาคิดออกวิธีหนึ่ง

     โดยปกติ เขากับศิระผู้ซึ่งเป็นน้องชายของธัญญะสนิทสนมกันมาก เมื่อศิระกับพี่ชายแยก
ครอบครัวออกไป สมบัติในครอบครัวมากมายซึ่งต่างคนต่างรู้ดี แต่ว่าเขามีเงินกลับไม่รู้จักใช้ไม่รู้จัก
จัดการดูแล ศิระเป็นบัณฑิตที่ซื่อสัตย์ ไม่คุ้นเคยกับการค้าขาย ดังนั้น พ่อค้ายากจนคนนั้น คิดว่าไป
หาศิระเป็นวิธีที่ดีที่สุด เมื่อไปถึงบ้านของศิระ พ่อค้ายากจนพูดจาเกลี้ยกล่อมหว่านล้อมให้ศิริ นำเงิน
ออกมาให้ยืมจำนวนหนึ่ง วันหลังเมื่อหาเงินได้ ก็จะคืนให้พร้อมดอกเบี้ย พ่อค้ายากจนผู้นี้พูด
คำหวานหูจนศิระหวั่นไหว พ่อค้ายังพูดอีกว่า
     “ขอเพียงท่านนำเงินออกมา ที่เหลือข้าจัดการเอง ท่านรออยู่ที่บ้าน เมื่อเรื่องนี้ทำสำเร็จ ข้าจะนำ
เงินอีกเท่าตัวมาส่งคืนให้ถึงบ้าน”
     ศิระเป็นคนซื่อ เมื่อตอบตกลงแล้วก็นำเงินออกมา ศิระก็พาลูกชายของตนเองและพ่อค้า ไปหา
พี่ชายที่ฝ่ายตุลาการ ขอความยุติธรรมจากเขา ศิระพูดว่า
     “พ่อค้าคนนี้ บัดนี้ต้องการจะเดินทางไปทำการค้าต่างถิ่น ต้องการทองคำหนึ่งล้าน เมื่อการค้า
ของเขาประสบความสำเร็จ ก็จะส่งคืนมาให้อีกเท่าตัว ข้าตอบตกลงให้เขายืม ทางที่ดีที่สุด ในขณะที่
ข้ามีชีวิตอยู่ สามารถคืนได้หมด หากว่าข้าตายไปแล้ว เงินส่วนนี้ก็ให้บุตรชายข้ารับต่อ ขอท่าน
ตุลาการเป็นพยานด้วย”
     ตุลาการธัญญะพนักหน้ารับ พ่อค้ารับเงินที่ยืมนี้ไปเตรียมการ เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อม ก็ขึ้นเรือ
ออกทะเลไป คาดไม่ถึง เรือแล่นไปครึ่งทาง ก็พบกับพายุใหญ่ คนทั้งเรือต่างเผชิญเคราะห์กรรม
จมน้ำตาย แม้ว่าตอนมาจะได้รับการช่วยเหลือ แต่พ่อค้าก็มือเปล่ากลับมา คนไม่เป็นอะไร แต่เขา
ไม่เหลือแม้แต่เหรียญเดียว บัดนี้ไม่สามารถใช้หนี้ได้ ความเป็นอยู่ก็ยากลำบาก แต่ว่าญาติมิตรยังคง
ให้กำลังใจเขา ให้ออกเรือไปแสวงโชคอีก มีคนกล่าวว่า ท่ามกลางเคราะห์ใหญ่และไม่ตาย ย่อมจะ
ได้รับบุญวาสนา พ่อค้าเชื่อในคำพูดนี้ก็ยืดอกคิดหาทางรวบรวมทุน กำหนดเวลาออกทะเลอีกครั้ง
การออกทะเลครั้งที่ ๒ โชคก็ไม่เลวนัก ทุกอย่างราบรื่น ใช้เวลาไม่กี่เดือน ก็ทำสำเร็จ พ่อค้าขนทรัพย์
กลับไปเต็มลำเรือ ศิระนั้นช่างโชคร้าย ในตอนนี้เขาเสียชีวิตไปแล้ว เมื่อพ่อค้ากลับถึงบ้านเดิม รู้ข่าว
นี้ก็ไม่คิดเรื่องการใช้หนี้อีก และทำการค้าของเขาต่อ ครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สอง พ่อค้าหาเงินติดต่อกัน
ได้จำนวนมาก บัดนี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีข้าวกิน  กระต๊อบเก่า ๆ ในอดีต ได้กลายเป็นตึกใหญ่โต
หรูหรา ของใช้ในบ้านมีครบถ้วน ใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือย เวลาไม่นานนัก เขาก็กลายเป็นเศรษฐีร่ำรวย

     วันหนึ่ง บุตรชายของศิระได้พบพ่อค้าบนถนน พ่อค้าสวมอาภรณ์ที่สวยงาม มีสง่าราศี ขี่ม้าหนุ่ม
ตัวหนึ่งผ่านไป เขาจึงรีบตะโกนเรียกให้เขาคืนเงินที่ยืมไป พ่อค้าตอบว่าอีกไม่กี่วัน จะส่งเงินไปให้
ถึงบ้าน พอตกดึกพ่อค้ากลับมาถึงบ้าน ก็คิดถึงปัญหาการใช้หนี้ ในตอนนั้นยืมทองคำมาหนึ่งล้าน 
บัดนี้ต้องคืนเป็นเท่าตัวนับว่าเป็นจำนวนที่น่าใจหายทีเดียว ด้วยเหตุนี้เขาคิดว่า
     “จะต้องคืนเงินให้เขาไป ถ้าเช่นนั้นสมบัติข้าก็สูญเสียไปไม่น้อย”
     ในขณะนี้พ่อค้าบังเกิดความคิดชั่วร้าย ตอนยืมเงินมิได้เขียนสัญญาอะไร อาศัยท่านตุลาการ
เป็นพยาน หากตุลาการไม่เป็นพยาน เรื่องราวก็จัดการง่ายขึ้น เขาไม่มีหลักฐาน จะทำอะไรข้าก็ไม่ได้
พ่อค้าคิดอุบายออกอย่างหนึ่ง จะทำให้ตุลาการธัญญะยอมจำนน พ่อค้าที่จิตใจเลวทราม รู้ว่าภรรยา
ตุลาการธัญญะชอบข้าวของเครื่องประดับ เขาจับจุดอ่อนนี้ได้ จึงนำไข่มุกงามเม็ดหนึ่ง ไปเยี่ยมเยียน
ภรรยาตุลาการ เมื่อนางออกมา พ่อค้าจึงพูดว่า
     “ข้ามีไข่มุกล้ำค่าเม็ดหนึ่ง คู่ควรกับคุณนายยิ่งนัก จึงขอมอบให้แก่ท่าน แต่ว่ามีเรื่อง ๆ หนึ่ง 
ขอให้คุณนานรับปากด้วย” พ่อค้าหยุดพูดครู่หนึ่งมองดูทีท่าของคุณนาย จากนั้นก็พูดต่อว่า 
     “เรื่องง่ายมาก ขอเพียงคุณนายบอกท่านตุลาการธัญญะว่าอย่าไปเป็นพยานให้กับหลานชาย
เรื่องหนี้สินของข้า ก็แค่นี้เอง”
     คุณนายเห็นไข่มุกนั้นก็ชื่นชอบมาก แต่ว่าการกระทำของพ่อค้าที่ไร้คุณธรรม ผิดต่อมโนธรรม
สำนึก อีกทั้งนางก็รู้ว่า ท่านตุลาการมีความยุติธรรมในการทำงาน ด้วยเหตุนี้คุณนายจึงพูดด้วย 
ความลำบากใจว่า
     “ท่านตุลาการเป็นคนเที่ยงตรง เรื่องนี้เกรงว่ายากเกินไป รอเย็นนี้กลับมาแล้วข้าจะลองดู”

     ในคืนนั้น ตุลาการธัญญะกลับมาถึงบ้าน คุณนายต้องการให้ท่านตุลาการรับปากเรื่องพ่อค้านั้น แต่ว่าตุลาการธัญญะไม่ยอมทำเรื่องที่ผิดต่อมโนธรรม วันที่สอง พ่อค้าชั่วก็มาอีก ทั้งยังนำเอาไข่มุก
ล้ำค่าที่เม็ดใหญ่กว่ามาเม็ดหนึ่ง ตุลาการธัญญะ แม้จะปฏิเสธคำขอร้องของพ่อค้าแล้ว แต่คุณนาย
ก็ไม่ยอมปล่อยให้ไข่มุกงามราคาห้าพันทองคำต้องหลุดลอย หากพูดได้สำเร็จ ก็มีทองคำห้าพัน
เป็นค่าตอบแทน คุณนายถูกยั่วยวนจนมึนงง ดังนั้นจึงตอบตกลงพ่อค้านั้นโดยไม่ต้องคิด รอจน
ตุลาการธัญญะกลับมา คุณนายพูดจาล่อหลอก แต่ก็ไม่สำเร็จ สุดท้าย นางก็ใช้มารยาหญิง หนึ่ง
ร้องไห้ สองโวยวาย สามผูกคอตาย เพียงประเดี๋ยวเดียวก็ทำให้ตุลาการธัญญะหัวหมุน เพื่อความ
สงบสุขของครอบครัวตุลาการธัญญะจึงต้องทำผิดต่อมโนธรรมเฉกเช่นเดียวกับคุณนาย ทำเรื่องที่
มุ่งหวังในผลประโยชน์

     วันนี้บุตรชายของศิระลากพ่อค้าไปยังตุลาการ ขอร้องให้เป็นพยาน แต่ตุลาการธัญญะกลับพูด
ในสิ่งที่ผิดต่อมโนธรรมว่า
     “ข้านี้ช่างเลอะเลือนเสียจริง ข้าจำเรื่องนี้ไม่ได้แล้ว”
ตุลาการธัญญะ ก็ทำผิดพลาดครั้งแรก เมื่อตายแล้วก็ตกลงสู่นรกภูมิ ได้รับความทุกข์แสนสาหัส 
บัดนี้แม้จะได้เกิดมาในโลกมนุษย์ แต่ทุกภพทุกชาติยังต้องรับผลตอบสนองมีร่างกายไม่สมประกอบ 
ในอดีตเขาเป็นคนใจบุญสุนทาน ดังนั้นจึงได้เกิดในครอบครัวร่ำรวย
     คนที่ร่างกายพิการไม่สมประกอบนั้น มีเงินจะมีประโยชน์อันใดเล่า? ดังนั้นจึงกล่าวว่า 
     “เมื่อมิรู้จักพอ ก็ต้องเคืองแค้นชั่วกาลนาน”
     การจัดการเรื่องราวอย่างไม่ยุติธรรม คนที่สร้างหลักฐานเท็จ หลอกลวงผู้อื่นได้ แต่หลอกต้นเหตุ
ผลกรรมไม่ได