ที่กรุงราชคฤห์มีหญิงผู้หนึ่งตั้งครรภ์ได้ ๑๐ เดือน แต่ยังไม่คลอดเด็กออกมา ไม่นานนัก ก็ตั้งครรภ์
ที่ ๒ ผ่านไปสิบเดือน ลูกคนที่สองคลอดออกมา จากนั้นก็ตั้งครรภ์อีกติดต่อกันได้บุตรทั้งหมด ๙ คน 
แต่ละคนต่างครบสิบเดือนถือกำเนิดออกมา มีเพียงลูกครรภ์แรกที่ยังไม่คลอดออกมาสักที
    เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว หญิงผู้นี้ค่อย ๆ ชราลง และเป็นไข้หนักมาก ก่อนจะสิ้นลม ได้กำชับคน
ในครอบครัวว่า เมื่อนางสิ้นชีวิตลง ให้ผ่าท้องของนาง ดูว่าลูกในครรภ์แรกทำไมจึงยังไม่คลอด
ออกมา? เมื่อสั่งเสียจบ นางก็สิ้นลม คนในครอบครัวจึงส่งนางไปที่สุสาน และเชิญนายแพทย์ ที่มี
ชื่อเสียงมาทำการผ่าตัด เมื่อผ่าท้องออกดู จึงเอาเด็กออกมาหนึ่งคน มีผมสีเงินทั้งหัว ซึ่งเด็กได้
อาศัยอยู่ในท้องมานาน ๖๐ ปีแล้ว รูปลักษณะเป็นเหมือนเฒ่าทารก หลังค่อม ทุกคนก็ยังคงยินยอม
ที่จะเลี้ยงเฒ่าทารกนี้

     ครั้งหนึ่ง เด็กทารกเดินหลังค่อมอยู่บนถนน พระพุทธองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นแต่ไกล ก็ทรงรู้ว่า รากบุญของทารกนี้สุกงอมแล้ว จึงทรงเข้าไปตรัสถามเฒ่าทารกว่า
     “ท่านจำพระภิกษุอาวุโสของพระกัสสปะพุทธเจ้าได้หรือไม่?”
     “เหมือนกับว่าข้าจำได้บ้าง”
ในตอนนี้พระพุทธองค์ทรงเล่าเหตุปัจจัยในอดีตให้ฟังว่า
     “ย้อนไปในสมัยพระกัสสปะพุทธเจ้า มีพระภิกษุมากมาย เมื่อสิ้นสุดฤดูร้อนก็จำพรรษา เมื่อ
จำพรรษาครบถ้วนแล้ว ผู้ที่ได้รับธรรมก็สามารถจะทำตามอุดมการณ์ของตนเองได้ หรือว่าจะ
บำเพ็ญขัดเกลา หรือออกเดินทาง ในจำนวนนั้นมีพระวินัยรูปหนึ่ง เนื่องจากยังไม่ได้รับธรรม ดังนั้น
จึงไม่สามารถกระทำตามความต้องการของตนเองได้ เพื่อผลวาสนาของมหาชน ข้าไม่เสียดายที่
จะสละตนเองมารับใช้มหาชน ให้ทุกคนตั้งใจบำเพ็ญ บัดนี้พวกเข้าล้วนได้อิสรภาพแล้ว แต่ข้ากลับ
ไม่ได้” 
     พระวินัยโมโหโกรธามาก จึงขังพระภิกษุทั้งหลายไว้ในห้องห้องหนึ่ง ไม่ให้พวกเขาได้เห็นแสง
ตะวันภายนอกเลย ความอิจฉาทำลายเมธีทั้งหลายนี้ 
     ต่อมาพระวินัยก็มรณภาพ จึงตกลงไปรับทุกข์ในนรก บัดนี้ พ้นจากการลงทัณฑ์ในนรกภูมิแล้ว 
แต่ต้องลำบากอาศัยอยู่ในครรภ์ยาวนานถึง ๖๐ ปี แต่ว่าในอดีตเขาเคยสร้างบุญวาสนา เคยรับใช้
พระภิกษุทั้งหลาย ช่างบังเอิญเสียจริงที่ยังได้พบเรา สามารถติดตามเราออกไปบำเพ็ญได้ เหตุปัจจัยสุกงอมแล้ว ต่อไปภายภาคหน้าย่อมจะได้รับธรรมบรรลุมรรคผล 

     เรื่องราวของเฒ่าทารก บอกให้เรารู้ว่าทุกวาจาทุกกิริยานั้นต่างส่งผลต่อการได้รับของ
ต้นเหตุผลกรรม