สองฟากฝั่งของแม่น้ำวิเศษมติในเมืองไพศาลี มีชาวประมงอาศัยอยู่มาก ทุกวันพวกเขาจะออก
ไปหาปลาที่แม่น้ำวิเศษมติ พวกเขาดำรงชีพอย่างอุดมสมบูรณ์และมีความสุข
      แม่น้ำวิเศษมตินั้นอยู่ใกล้ทะเลมาก ในแม่น้ำมีปลานานาชนิดนับไม่ถ้วน เรียกได้ว่าปลา ที่ใช้
บริโภคในเมืองไพศาลีนั้นมาจากแม่น้ำวิเศษมติ      โดยปกติ ประชาชนสองฟากฝั่งแม่น้ำ ทุกวันก่อนฟ้าสางพวกเขาจะนำแห โดยมีคนกลุ่มละ
ประมาณ ๒๐ - ๓๐ คนขึ้นเรือหาปลา ล่องสู่แม่น้ำเพื่อจับปลา แต่ไหนแต่ไรมาพวกเขาดำรงชีวิต 
ด้วยสายน้ำแห่งหนึ่ง ก็ไม่เคยต้องผิดหวังสักครา ทุกวันเขาจะจับปลากลับบ้านได้เต็มลำเรือ หากพบ
วันเทศกาล ต้องการปลามากกว่าปกติ ชาวประมงก็จะเปลี่ยนมาใช้แหปากใหญ่ ซึ่งจะต้องใช้คนกลุ่ม
ละหกสิบคน มุ่งสู่ทะเลทอดแหจับปลา แหยิ่งใหญ่ ก็ย่อมได้ปลายิ่งมาก แต่ในช่วงเทศกาลที่ครึกครื้น ต่อให้มีปลามากแค่ไหนก็สามารถขายได้หมด

       วันหนึ่ง ในเมืองไพศาลี มีการจัดงานเทศกาลครั้งใหญ่ ดังนั้นจึงมีคนซื้อปลามากมาย ในวันนี้ 
ฟ้ายังไม่ทันสางในแม่น้ำวิเศษมติเต็มไปด้วยคนหาปลา ต่างพากันเอาแหเล็ก แหใหญ่ทอดลงไปใน
แม่น้ำ แหเล็กจะง่ายกว่า ชั่วประเดี๋ยวเดียวลากแหขึ้นมาก็ปลามีเต่าติดมามากมาย เอามาวางกองไว้
บนฝั่งอย่างกับภูเขา 
      ในขณะนั้น ปลาใหญ่มกรตัวหนึ่งซึ่งนอนหลับอยู่ในทะเลใหญ่มันไหลไปถึงแม่น้ำวิเศษมติ เพราะ
ว่าการกระเพื่อม เอ่อขึ้นของกระแสน้ำอาจจะเป็นเพราะชะตาลิขิต มันถูกซัดเข้าไปติดในแหใหญ่พอดี เมื่อมันลืมตาตื่นขึ้นมา ก็หนีไม่พ้นจากแหเสียแล้ว ด้วยเหตุนี้มันจึงดิ้นรนอยู่ในแหใหญ่ และเพราะมัน
แรงมาก คนลากแหมากมายมาช่วยกันลาก แต่ก็ลากขึ้นฝั่งไม่สำเร็จ กลับถูกปลาใหญ่ลากลงไปด้วย
ซ้ำ ดังนั้นชาวประมงบนเรือต่างร้องขอความช่วยเหลือ คนที่มุงอยู่รอบกองปลามากมาย ต่างตกใจ
ด้วยเสียงขอความช่วยเหลือนี้ มองเห็นพวกพ้องอยู่ในอันตราย ชาวประมงที่อยู่บนฝั่งก็รีบลงน้ำไป
ช่วยเหลือลากแห ต่างออกแรงเกือบตายกว่าจะลากปลานี้ขึ้นมาบนชายฝั่งได้ แม้ว่าจะมีคนบาดเจ็บ
มากมาย แหขาดหลายรู ยังดีที่ไม่มีใครเสียชีวิต
      ปลามังกรตัวนี้ใหญ่โตมาก คนหาปลาทั้งหลายต่างไม่เคยเห็นมาก่อน ยิ่งรู้สึกประหลากใจ บนหัว
ของมันก็ยังมีหัวเล็ก ๆ เกิดขึ้นอีกมากมาย หัวเล็ก ๆ แต่ละหัวก็ไม่เหมือนกัน บางหัวก็เหมือนหัวสุนัข 
บางหัวเหมือนหัวม้า หัววัว บางหัวเหมือนกับหัวแมว หัวหมู หัวช้าง มีลักษณะแปลก ๆ มากมาย ทำให้
ผู้พบเห็นพากันแตกตื่น ดังนั้นข่าวนี้จึงแพร่สะพัดไปทั่วเมืองไพศาลีในเวลาอันรวดเร็ว ทั้งยังมีผู้ชม
มากมายแวะเวียนมาดู ทุกคนรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน
      ด้วยความกรุณาของพระพุทธองค์ เห็นแก่ประโยชน์สุขของเวไนย์ ไม่มีเวลาไหนที่ไม่สนพระทัย
ในทุกข์สุขของเวไนย์ ในขณะนี้ พระองค์ประทับอยู่เมืองไพศาลี ทรงทราบว่าปลามังกรตัวนี้ ประสบ
เคราะห์ภัย และเนื่องจากว่าในอดีตชาติมันเคยสร้างกุศลกรรมไว้ ทั้งยังมีบุญสัมพันธ์กับพระพุทธะ 
ดังนั้นพระพุทธองค์ทรงเสด็จไป ณ ที่นั่นพร้อมด้วยพระอานนท์และเหล่าพระภิกษุทั้งหลาย ผู้ชมที่
มาจากหลาย ๆ แห่ง เห็นพระพุทธองค์เสด็จมา ทุกคนต่างให้การต้อนรับ พร้อมกับหลีกทางให้ 
พระพุทธองค์เดินเข้าไปใกล้ปลามกรนี้ ปลามกรที่นอนอยู่บนหาดทราย ลืมตาอันกลมโต มองดู
พระพุทธองค์ พระพุทธองค์ลูบหัวของมันด้วยความสงสาร และทรงตรัสถามมันว่า
      “เจ้าคือกบิลใช่หรือไม่?”
      เมื่อได้ยินคำถามของพระพุทธองค์ น่าแปลกที่ปลามังกรนี้ตอบได้ว่า
      “ถูกต้อง! ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า! ข้าคือกบิล”
พระพุทธองค์ทรงตรัสถามต่อว่า
      “เจ้ารู้หรือไม่ว่าในอดีตเคยสร้างอกุศลกรรมอันใดบ้าง? บัดนี้เจ้าได้รับผลตอบสนอง มีใครยุยง
ให้เจ้ากระทำผิดหรือไม่?”
      “ข้าเข้าใจผลแห่งความทุกข์ตอบสนองในบัดนี้ ทั้งหมดนี้ข้าเป็นคนก่อขึ้นมาเองในอดีต ก็เพราะ
มารดาข้าไม่ดีข้าจึงสร้างกรรมนี้ไว้” 
      ปลามังกรกล่าววาจาด้วยความโศกเศร้า น้ำตาไหลนองเต็มหน้า ในเวลานี้ผู้ชมที่อยู่บริเวณรอบ ๆ 
เห็นเหตุการณ์เช่นนี้ ทั้งแตกตื่นทั้งซาบซึ้งใจมาก จากนั้นก็ได้ยินพระพุทธองค์ทรงตรัสอีกว่า
      “บัดนี้ มารดาของเจ้าตกสู่นรกรับทุกข์ ส่วนเจ้าก็ได้รับทุกข์เกิดเป็นปลา เจ้ารู้หรือไม่ว่า หลังจาก
ที่ตายไปแล้วจะไปเกิดที่ไหนอีก?”
      “พระพุทธองค์ผู้ทรงเมตตา ได้โปรดช่วยข้าด้วย หลังจากที่ข้าพ้นจากกายของปลา ข้าจะต้อง
ตกลงสู่นรก” ปลามังกรร้องไห้ด้วยความเสียใจ อ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากพระพุทธองค์ 
ดวงตากลมโปนทั้งสองข้าง รอคอยความช่วยเหลือจากพระพุทธองค์
      “ในเมื่อบัดนี้เจ้าเกิดกายเป็นปลา ก็ไม่มีทางพลิกผันได้แล้ว เราได้แต่พูดธรรมะสามประโยค
กับเจ้า ขอให้เจ้าจดจำไว้ให้ดี ก็สามารถรอดพ้นได้ ทุกสิ่ง ล้วนอนิจจัง ทุกธรรมาไร้อัตตา 
เงียบสงบคือนิพพานนี่คือการประทับแห่งตรัยธรรม”       ผู้คนที่อยู่รอบข้างได้ยินคำพูดระหว่างพระพุทธองค์และปลามังกรรู้สึกประหลาดใจมาก ทำไม
ปลาตัวนี้จึงพูดภาษาคนได้? ทั้งยังระลึกชาติที่ผ่านมาได้ด้วย พระพุทธองค์ผู้ยิ่งใหญ่ทรงเข้าใจ 
ถึงความคิดของมหาชน จึงทรงเล่าเหตุปัจจัยในอดีตตอนหนึ่งให้ฟังว่า
      ในอดีตนานมาแล้ว เป็นยุคสมัยของพระกัสสปะพุทธเจ้า มีมหาพราหมณ์คนหนึ่ง นามว่ากปิลสม 
เขามีความรู้ความสามารถเหนือคน ทุกครั้งในงานอภิปราย เขาสามารถถกเถียงเหตุผลเหนือผู้อื่น 
และได้เป็นหัวหน้า ในขณะนั้นในต่างประเทศส่งนักวิชาการมามากมาย แต่ก็ไม่มีใครถกชนะเขาได้ 
ดังนั้นองค์ราชันย์ทรงดีพระทัยยิ่งนัก จึงมอบสมบัติเงินทองให้เขามากมาย ต่อมา กปิลสมก็แต่งงาน
มีบุตร บุตรชายมีว่ากปิล มีลักษณะสง่างามมาก เมื่อเขาเติบใหญ่ ภายใต้การสอนสั่งจากบิดา ทำให้
เขามีความรู้มากมาย สามารถโต้แย้งได้อย่างเก่งกาจ และยังคล่องแคล่วว่องไวกว่าบิดาเสียอีก 
ทั้งยังเฉลียวฉลาด ดังนั้นบิดาก็ให้เขามาเป็นครูผู้สอนสั่งนักเรียนห้าร้อยคน 
      นับจากนั้นมาบิดาก็เดินทางท่องไปทั่ว ได้ไปใกล้ชิดกับสาวกของพระพุทธเจ้า ต่อมาเนื่องจาก
ชราภาพแล้วจึงล้มเจ็บลง เขาจึงเดินทางกลับบ้าน ในขณะที่เขากำลังจะตาย เขาพูดกับบุตรชายว่า
      “อาศัยความรู้ของเจ้าและคารม ข้าก็รู้ว่าเจ้าเหนือกว่าคนทั้งปวง แต่ว่าข้าจะบอกเจ้าไว้ จงอย่า
ได้ไปถกเถียงโต้แย้งกับสาวกของพระพุทธเจ้าเด็ดขาด เพราะสิ่งที่พวกเขาศึกษานั้น เป็นสัจธรรม
ที่อยู่เหนือโลกาสิ่งที่ได้รับคืออนาสวะ หากเจ้าไปโต้แย้งกับพวกเขา ย่อมจะนำภัยพินาศมาสู่ตัว” 
      จากนั้นไม่นาน กปิลสมก็สิ้นชีพ การตายของนักวิชาการคนหนึ่ง ทำให้คนในหลาย ๆ ประเทศ
จับตามอง พวกเขาคิดว่าต่อไปในประเทศนี้ก็จะไม่มีนักวิชาการอีกแล้ว ดังนั้นจึงพากันเข้ามา 
องค์ราชันย์ทรงเกรงว่าในประเทศจะไม่มีนักวิชาการที่ดีแล้ว จึงออกประกาศรับสมัครนักวิชาการ 
สุดท้ายกปิลได้รับเลือก ในวันที่มีการอภิปราย กปิลก็นั่งอยู่บนเวทีอภิปรายที่สูงมาก องค์ราชันย์ 
มหาอำมาตย์และนักศึกษาประชาชนต่างมาชม ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ากปิลนั้นโต้วาทีชนะแน่นอน อาศัย
ความฉลาด ปัญญา คารมของเขา คนเหล่านั้นมิใช่คู่ต่อสู้ของเขา นับแต่นันมากปิลก็มีชื่อเสียง
โด่งดัง องค์ราชันย์ทรงดีพระทัยมาก จึงแต่งตั้งเขาเป็นหัวหน้านักวิชาการ แม้ว่าเขาจะเป็นที่จับตา
มองของประชาชนทั่วไป แต่ทว่ามารดาของเขาก็ยังไม่พอใจ วันหนึ่งนางพูดกับบุตรชายว่า
      “ลูกเอ๋ย! แม้ว่าเจ้าจะเป็นหัวหน้านักวิชาการแล้ว แต่ว่า เจ้าสามารถโต้แย้งเอาชนะคนทั้งโลกได้
หรือไม่?”
      “นอกจากสาวกของพระพุทธเจ้าแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการคนไหน ลูกก็สามารถเอาชนะ
พวกเขาได้”
      มารดาของเขาฟังคำพูดเหล่านี้ ก็ไม่คิดเช่นนั้น นางพูดว่า
      “ทำไมเจ้าไม่ไปโต้แย้งกับเหล่าพระภิกษุ? หากไม่โต้แย้งเอาชนะพวกเขาให้ได้ ตำแหน่งหัวหน้า
นักวิชาการของเจ้าก็ยังไม่มั่นคง”
      “ไม่ บิดาก่อนสิ้นลมได้กำชับไว้ว่า จงอย่าไปโต้แย้งกับสาวกของพระพุทธเจ้า มิฉะนั้นจะนำภัย
พินาศมาถึงตัว”
      กปิลจำคำสั่งเสียของบิดาไว้อย่างดี เขาปฏิบัติตามคำพูดของบิดา เขาไม่เคยคิดจะโต้แย้งกับ
พระภิกษุ แต่มารดาของเขาพูดอย่างไม่พอใจว่า
      “ไม่ต้องไปพูดถึงบิดาของเจ้าเลย เขาถูกพระพุทธเจ้าทำให้คลั่งไคล้หลงใหลไปแล้ว จึงได้พูดจา
เช่นนี้ หรือว่าเจ้าจะเป็นทาสของพระพุทธะเหมือนกันหรือ?”
      กปิลผู้กตัญญู ไม่กล้าขัดต่อคำพูดของมารดา จึงรีบไปยังที่ประทับขององค์ตถาคต คิดจะไป
โต้แย้งกับเหล่าพระภิกษุ แต่ว่าเขาก็ขี้ขลาด เพราะไม่เข้าใจในพุทธธรรมเลยสักนิด
      เมื่อมาถึงป่าอิสิตปนมฤคทายวัน กปิลเป็นคนที่ไม่กล้าทำงานที่เสี่ยง เขาคิดจะลองดูก่อน รอให้
เข้าใจพุทธธรรมอีกสักนิดค่อยโต้แย้งกับพวกเขา ในระหว่างทางพบกับผู้ออกบวช กปิลจึงถามว่า
      “ขอเรียนถามท่านผู้อาวุโส ที่นี่พวกท่านอาศัยอยู่ทั้งหมดกี่คน? ใครเป็นผู้ชี้นำของท่าน? 
พวกท่านศึกษาหลักธรรมอะไร?”
      “ที่นี่มีประมาณสองหมื่นกว่าคน อาจารย์ของพวกเราคือพระกัสสปะพุทธเจ้าผู้รู้ตื่นรู้แจ้ง ศึกษา
ตามพระไตรปิฎก มีสุตันตปิฎก วินัยปิฎก อภิธรรมปิฎก” กปิลได้ยินแล้วก็ดีใจมาก จึงถามอีกว่า
      “ในแต่ละปิฎกมีเท่าไร?”
      “ในแต่ละปิฎกมีหนึ่งแสนบท” เมื่อผู้ออกบวชพูดถึงตรงนี้ จึงถามกลับอีกว่า
      “ข้าเห็นว่าท่านเป็นผู้มีความรู้ บัดนี้ข้ามีโศลกหลายประโยค หวังว่าท่านจะช่วยอธิบายให้ข้าฟัง”
หลังจากที่กปิลตอบตกลง ผู้ออกบวชก็ท่องโศลกว่า
      “หยุดอย่างไรให้หยุดตรงนี้? หยุดอย่างไรให้ธรรมดำเนิน? เรื่องทุกข์สุขในโลกนี้ จะสิ้นสุด
ที่ตรงไหน?”
      แม้จะเป็นนักวิชาการมีความรู้มากมาย แต่เขาไม่สามารถอธิบายคำพูดหลายประโยคนี้ได้ สุดท้าย
ผู้ออกบวชก็อธิบายให้เขาฟัง เมื่อเขาฟังสัจธรรมไปได้เล็กน้อย กปิลก็อำลากลับไปด้วยความดีใจ 
จากนั้นเขาก็เอาสิ่งที่เขารู้มาเพียงน้อยนิดนี้ ไปถกเถียงโต้แย้งผู้ออกบวชคนอื่นให้จนมุม แต่สิ่งที่
เขารู้มานั้นมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โต้แย้งไปมาก็ไม่สามารถเอาชนะผู้ออกบวชได้ กปิลกลับกลัดกลุ้ม
อับอายและโกรธมากจนออกปากด่าว่าคน คำพูดของเขาไร้เหตุผล ซ้ำยังกว่าเหยียดหยาม เหล่าพระ
ภิกษุด้วย ทั้งยังประนามพุทธธรรม ด้วยเหตุนี้หลังจากที่กปิลตายไป ก็ตกสู่กายของปลา มีชีวิตอยู่ใน
รูปลักษณะแปลกประหลาด

                จงอย่างสร้างวจีกรรม มิฉะนั้น การตอบสนองย่อมจะตามมา