“บาปบุญติดตามคน ดุจดั่งเงาตามตัว คนคตเงาบิด คนตรงเงายืด” นี่เป็นคำพูดที่มี
เหตุผลอย่างแท้จริง 
     ในอดีต ประเทศอินเดียมีองค์ราชันย์พระองค์หนึ่งทรงมีพระนามว่า จันทรปติราชา พระองค์
ทรงโปรดการฟังคำทูลสอพลอ จึงทำร้ายฆ่าชีวิตบริสุทธิ์ไปมากมาย ดังที่ว่า “ห่างเหินผู้ภักดี เข้า
ใกล้คนเลว” พวกเราอาจพูดได้ว่าพระองค์เป็นราชาที่เลอะเลือนไร้ความสามารถ  
     พระจันทรปติราชาทรงมีนางงามเมืองสามตำหนักหกหอ สาวงามในจำนวนนั้นนางหนึ่งนาม
ว่าราชเทวี
     มีรูปโฉมงดงามยิ่งนัก มีกิริยาแช่มช้อยงดงาม พระจันทรปติราชาทรงโปรดปรานนางมาก บวกกับ
นิสัยอ่อนโยนของนาง ด้วยเหตุนี้พระจันทรปติราชาทรงรักเอ็นดูเป็นพิเศษ ไม่นานนักนางก็ตั้งครรภ์
ราชเทวีและพระจันทรปติราชาทรงใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันทุกวัน กล่าวได้ว่าเป็นเหมือนเงาตามตัวกัน 
สถานที่ประทับของพระจันทรปติราชาก็สามารถทอดพระเนตรเห็นราชเทวีได้ ความรักที่หวานซึ้ง
ปานฉะนี้ ทำให้คนมากมายอิจฉาริษยา
     การที่ราชเทวีได้รับความโปรดปรานจากพระจันทรปติราชานั้นนับเป็นความโชคดีอย่างยิ่ง แต่
นางและองค์ราชันย์ใกล้ชิดกันจนเกินไปจึงนำมาซึ่งเภทภัยทำร้ายตนเอง เรื่องราวก็เป็นดังนี้คือ 
ความรักระหว่างพระจันทรปติและราชเทวี ทำให้นางงามเมืองคนอื่นๆ อิจฉาริษยา ทุกคนแล้วมอง
ด้วยสายตาชิงชัง เมื่อพวกนางรู้ว่าราชเทวีตั้งครรภ์ ความโกรธแค้นชิงชังก็โถมเข้ามาพวกนางงาม
เมืองคิดว่า เมื่อราชเทวีตั้งครรภ์ ในอนาคตให้กำเนิดบุตรชาย ก็มิกลายเป็นองค์ราชันย์ในอนาคต
หรอกหรือ? พวกเขาโกรธเคืองที่ตนเองมิได้เป็นองค์ราชินี ด้วยเหตุนี้ทุกคนปรึกษากัน รวบรวมเงิน
ทองของมีค่ามากมายติดสินบนพวกพราหมณ์ที่องค์ราชันย์ทรงไว้พระทัย ให้พวกเขาทูลความเท็จ
ใส่ร้ายราชเทวีต่อหน้าพระพักตร์องค์ราชันย์
     วันหนึ่ง พวกพราหมณ์ก็หาโอกาสทูลความต่อพระจันทรปติราชา
     “องค์มหาราช! ข้าทำนายว่าประเทศของเราจะมีเคราะห์ภัยที่ไม่ดีเกิดขึ้น”
     พระจันทรปติทรงตกพระทัยยิ่งนัก ทรงถามว่า “เรื่องไม่ดีอะไรจะเกิดขึ้นหรือ?”
     “ประเทศของเราจะพบกับความมอดม้วย เพราะว่าประเทศของเรามีคนดวงไม่ดีอาศัยอยู่”
     “ใครคือคนดวงไม่ดีกันเล่า? บัดนี้อยู่ที่ใด?” พระจันทรปติราชาทรงสงสัยแปลกพระทัย
     “คนที่ดวงไม่ดีนั้นก็อยู่ในพระตำหนักองค์ราชา เป็นนางงามเมืองคนหนึ่งที่ตั้งครรภ์ ผู้ที่อยู่ใน
พระครรภ์ของนางนั้น มิใช่ราชบุตร มิใช่ราชธิดา แต่เป็นสัตว์ประหลาดที่จะทำลายประเทศ”
     “โอ้! ถ้าเช่นนั้นก็คือราชเทวี ขอถามท่านโหรว่ามีวิธีขจัดปัดเป่าเคราะห์ภัยที่จะเกิดขึ้น
ได้อย่างไร?” 
     พระจันทรปติราชาทรงหวั่นกลัวว่าประเทศจะวอดวาย แต่ก็สละทิ้งนางราชเทวีไม่ได้ เมื่อ
พราหมณ์ยังไม่ทันตอบอะไร พระองค์จึงทรงตรัสว่า
     “ท่านโหร! คงมิเป็นเช่นนั้นกระมัง ราชเทวีเป็นสตรีที่อ่อนโยนมีปัญญา ไฉนตั้งครรภ์สัตว์
ประหลาดได้?”
     ในเมื่อสัตว์ประหลาดจะทำลายบ้านเมือง ถ้าเช่นนั้น ก็คิดหาวิธีกำจัดมันทิ้ง แต่ที่ไม่บังเอิญคือ 
สัตว์ประหลาดนั้นเป็นทารกในครรภ์ของหญิงอันเป็นที่รัก จะกำจัดสัตว์ประหลาด ชีวิตของนาง ก็ย่อม
เป็นอันตราย เมื่อคิดถึงตรงนี้ พระจันทรปติราชาก็มิอาจจะคิดอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ พระองค์ทรงตรัส
ว่าเรื่องนี้มิใช่เรื่องจริง
     “องค์มหาราช! สตรีที่ตั้งครรภ์สัตว์ประหลาด พวกเรามิอาจให้นางมีชีวิตอยู่ได้ ราชเทวีจะต้อง
ตายสถานเดียว”
     “แต่ว่า โดยตัวของนางเองมิได้ทำผิดบาปอะไร” พระจันทรปติราชาทรงตรัสด้วยความโศกเสียใจ
     “องค์มหาราช! เพื่อประเทศชาติ เพื่อประชาราษฎร์ และเพื่อพวกเราทุกคน ไม่ทรงทำเช่นนี้มิได้ 
องค์มหาราช อย่าให้ผู้หญิงเพียงคนเดียวมาทำให้ประเทศชาติต้องพิเนาศเลย องค์มหาราช! โปรด
ทรงใคร่ครวญกำนดำเนินการ”
     ด้วยเหตุนี้ ราชเทวีผู้บริสุทธิ์ถึงถูกองค์ราชันย์พระราชทานโทษตายให้ หลังจากที่ราชเทวี
เสียชีวิตแล้วก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะใช้พิธีฌาปนกิจตามราชประเพณี ได้แต่ทำพิธีอย่างเรียบง่าย ใช้
หญ้ามาคลุม ๆ แล้วย้ายศพไปทิ้งไว้ที่สุสาน ก่อนที่ราชเทวีจะสิ้นใจนางให้กำเนิดทารกเพศชาย
ออกมาคนหนึ่ง เด็กทารกที่น่าสงสาร หลังจากที่เกิดมาแล้วก็ไม่มีมารดาคอยเลี้ยงดูให้ความรัก 
แต่เขาเองก็ไม่รู้ว่าแม่ตายไปแล้ว
     ในป่ารกร้างมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มากมาย พวกมันมักจะออกมาเดินเล่นภายนอก เด็กชายที่กำพร้า
แม่นี้ก็ได้รับการเลี้ยงดูจากสัตว์ป่าทั้งหลาย ลิง ชะนี ช้าง ล้วนเป็นแม่นม เป็นเพื่อนของเด็กนี้ เด็ก
คนนี้ถูกเลี้ยงดูโดยสัตว์ป่าทั้งหลายจนอายุ ๖ ขวบ
     วันหนึ่ง พระพุทธองค์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ที่เป็นอาจารย์แห่งเทวดาและมนุษย์ เป็นบิดาที่เปี่ยมด้วย
เมตตาของจตุรโยนิเดินผ่านมาทางนี้ทรงทอดพระเนตรเห็นคนป่าน้อย ด้วยปัญหาแห่งพระพุทธองค์ 
ก็รู้ประวัติ ความเป็นมาของเขาได้ทันที พระพุทธองค์ทรงทราบแต่ก็แกล้งถามว่า
     “บ้านของเจ้าอยู่ที่ไหน?”      “อยู่ที่สุสานโน้น”
     แต่ที่น่าแปลกคือ เด็กป่าน้อยคนนี้ไม่เคยพูดกับมนุษย์เลย เมื่อได้ยินคำถามของพระพุทธองค์ 
เขาตอบได้อย่างฉะฉาน นั่นก็คือ “พระพุทธะใช้สำเนียงเทศนาธรรม เวไนย์ทั้งปวงต่างรับรู้” 
พระพุทธองค์ทรงถามอีกว่า
     “ทุกวันเจ้าอยู่กับผู้ใด?”
     “ทุกวันก็จะมีสัตว์ป่ามากมายมาเล่นกับข้า เอานมมาให้ข้าดื่ม”
     “ที่นี่มิใช่สถานที่ที่เจ้าจะอยู่อย่างถาวร เราคิดจะพาเจ้าไปยังที่อื่น เจ้ายินยอมจะไปด้วยหรือไม่?”
     “ดีสิ เรายินดีมาก”
คนป่าน้อยติดตามพระพุทธองค์ไปยังเชตวันวรวิหาร พระพุทธองค์ทรงปลงผมและบวชเณรให้เขา คนป่าอายุยังน้อยไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร เขาบำเพ็ญไปตามคำชี้แนะของพระพุทธองค์ ด้วยความ
กล้าหาญ เอาชนะความทุกข์ มีความวิริยะ ผ่านไปหลายปี เด็กคนนี้ก็บรรลุมรรคผล พระพุทธองค์
ทรงตั้งชื่อให้เขาว่า สุธา
     วันหนึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสกับสุธาว่า
     “เจ้ารู้เรื่องราวในอดีตของเจ้าหรือไม่?”
     “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ที่บรรลุมรรคผล ก็จะไม่ย้อนระลึกหรือคิดถึงอดีต”
     “แม้ว่าเจ้าจะออกบวชบำเพ็ญบรรลุมรรคผลแล้ว แต่พุทธธรรมไม่ออกห่างจากโลกา เราหวังว่า
เจ้าจะกลับไปยังประเทศเดิมของเจ้า เผยแผ่เมล็ดพันธุ์แห่งพุทธธรรม ประเทศเดิมของเจ้ามี
พระจันทรปติ ราชาผู้ซึ่งเป็นบิดาของเจ้า เราจะเล่าความเป็นมาให้เจ้าฟัง”
     หลังจากที่พระพุทธองค์ทรงเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาให้สุธาฟัง สุธาจึงจากเชตวันวรวิหารกลับไป
ยังประเทศเดิม พระจันทรปติราชามิทรงทราบว่านี่คือราชโอรสของตน พระองค์ทรงต้อนรับพระภิกษุ
สุธาด้วยความนอบน้อมทั้งยังขอคำชี้แนะว่า
     “พระเถระเจ้า! เรามีคำถามหนึ่งใคร่ของถามท่าน แม้ว่าเราจะเป็นราชาแห่งประเทศ แต่ทว่าเรา
หามีความสุขไม่ นั่นเป็นเพราะ เราอายุมากขึ้น ยังไม่มีราชโอรสสืบทอดราชบัลลังก์ เราจึงโศกา
ยิ่งนัก พระเถระเจ้า ได้โปรดเถิด จะทำเช่นไรดี?”
     พระจันทรปติราชาทรงถามเช่นนี้สองครั้ง พระภิกษุสุธาได้แต่หัวเราะ ไม่ตอบ พระจันทรปติราชา
ทรงกริ้วขึ้นมา จึงทรงตรัสว่า
     “ท่านเป็นสมณะที่ไม่ได้รับการฝึกฝนวิชาอาคมมา คำถามของเรานี้ ท่านไม่ยอมตอบ ท่านมาพบ
เราเพราะเหตุอันใดกัน?”
     พระจันทรปติราชาทรงโกรธร้อนรุ่มด้วยพระเพลิงแห่งความโกรธจึงจะฆ่าพระภิกษุสุธา พระภิกษุ
สุธาจึงเหาะขึ้นไปกลางอากาศ สำแดงอภิญญา พระจันทรปติราชาทรงทอดพระเนตรด้วยความ
หวาดกลัว พระองค์ทรงรู้ว่าตนเองได้ดูหมิ่นพระภิกษุสุธา ก็ทรงตรัสด้วยความละอายว่า
     “พระเถระเจ้า เมื่อสักครู่เราผิดไปแล้ว ได้โปรดอย่าถือโทษโกรธเคืองเลย เนื่องจากตาเนื้อ
ของเรา ไม่อาจมองเห็นพุทธานุภาพแห่งพระอริยเจ้าได้ พระเถระเจ้า ได้โปรดบอกเราเถิดว่าท่าน
เป็นใครกัน?”
     พระภิกษุสุธาจึงเล่าความจริงให้ฟัง พ่อลูกผู้ซึ่งไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน ในบัดนี้พวกเขาทั้ง
เสียใจทั้งดีใจยิ่งนักที่มีโอกาสได้มาพบกันเช่นนี้ พระจันทรปติราชาทรงดีพระทัยมากที่บุตรชาย
กลับมาหา จึงยกบัลลังก์ให้แก่พระภิกษุสุธาขึ้นครองราชย์นับแต่บัดนี้ พระภิกษุสุธาใช้หลักธรรม
ของพระพุทธองค์ในการปกครองประเทศ ประเทศของเขาก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นทุกวัน เหล่าสาวกต่าง
สงสัยในต้นเหตุผลกรรมของเรื่องนี้ พวกเขาคิดว่าทำไมสตรีที่ตั้งครรภ์แล้วยังถูกประทาน
ความตายให้? แล้วทำไมเด็กทารกที่ไม่มีแม่จึงสามารถมีชีวิตได้?
     พระพุทธองค์จึงทรงเล่าเรื่องราวในอดีตให้ฟังว่า
     “ในอดีต ขณะที่พระสิขีพุทธเจ้าทรงเทศนาสอนสั่งในโลกนั้น มีองค์ราชันย์ผู้หนึ่งทรงพระนามว่า
ปูสถาพระองค์ มักจะนำพาองครักษ์ออกประพาสล่าสัตว์อยู่เสมอ วันหนึ่งพระองค์ไม่สามารถล่าสัตว์
ได้สักตัว ขณะที่ทรงกลัดกลุ้มนั้น ก็ทรงพระเนตรเห็นแม่วัวกับลูกวัว จึงยกธนูขึ้นเตรียมยิง 
     ในตอนนั้นพระราชินีที่ตามเสด็จทรงตรัสว่า
     “องค์มหาราช ฆ่าแม่วัวเสียแล้ว ลูกวัวก็น่าสงสาร อย่าฆ่ามันเลย”
     ด้วยเหตุปัจจัยนี้ แม่วัวได้รับเคราะห์ ลูกวัวมิได้ถูกทำร้าย บัดนี้พระภิกษุสุธาก็คือประปูสถาราชา
กลับชาติมาเกิด องค์ราชินีก็คือพระราชินีของพระปูสถาราชากลับชาติมาเกิด ต้นเหตุผลกรรม
การตอบสนองมิมีผิดพลาด ในโลกนี้ไม่มีการพูดว่าทำความดีแล้วไม่ได้รับบุญวาสนา ทำความชั่ว
แล้วไม่ได้รับการลงทัณฑ์....