ในอดีตเมืองสาวัตถีมีองค์ราชันย์ผู้ปรีชาสามารถผู้หนึ่งนามว่า พระเจ้าประเสนทิโกศล 
พระองค์ทรงเป็นพุทธศาสนิกชนที่มีความศรัทธามาก มีความเมตตาอาทรต่อประชาราษฎร์ ทรง
กระตือรือร้นในงานกุศลและการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง มีสมานฉันท์กับมิตรประเทศ เพราะพระองค์
มิทรงโปรดการทำร้ายชีวิต การที่มีองค์ราชันย์ที่ปรีชาสามารถเช่นนี้ นับว่าเป็นบุญวาสนาของ
พสกนิกร และยิ่งทำให้ประชาชนรักและเคารพพระองค์ยิ่งขึ้น
      พระเจ้าประเสนทิโกศลมีพระธิดา ๓ พระองค์ องค์หญิงใหญ่ นามว่าวัชรา หน้าตาอัปลักษณ์
มาก จึงถูกกำหนดให้อยู่ในตำหนักในตั้งแต่เล็ก มิได้พบหน้าผู้คน เนื่องจากเกรงว่าจะถูกหัวเราะ
เยาะ องค์หญิงรอง นามว่า สุประภา องค์หญิงสาม นามว่าภัทรา องค์หญิงภัทรา ไร้วาสนา 
ต้องจากพระบิดาพระมารดาไปตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์      ดังนั้นบิดามารดาจึงทรงรักเอ็นดูองค์หญิงรองมากที่สุด องค์หญิงสุประภามิเพียงแค่มีพระพักตร์
รูปโฉมงดงามเท่านั้น ยังมีนิสัยอ่อนโยนเรียบร้อย บุคลิกลักษณะสง่างาม และมีแสงสาดส่องออกมา 
จากพระวรวายยิ่งตกดึกแสงนั้นก็จะยิ่งสว่างไสว เหมือนเวลากลางวันทีเดียว นางมอบความรัก
ความเมตตาอาทรแก่ทุกคน จึงทำให้ประชาชนยิ่งรักเคารพนาง
      วันหนึ่ง องค์ราชันย์ ทรงว่างจากราชกิจ จึงพาครอบครัวไปท่องเที่ยวในสวนดอกไม้ องค์หญิง
สุประภาทรงเดินตามหลังเสด็จคอยปรนนิบัติพระบิดา จึงได้รับการโปรดปรานจากพระบิดามากยิ่งขึ้น 
เมื่อพระบิดาทรงตรัสถามอะไร องค์หญิงก็ทรงตอบโต้อย่างฉะฉานมีเหตุมีผล พระบิดาทรงถาม
องค์หญิงสุประภาอย่างไม่ตั้งใจว่า
      “สุประภา พระบิดาของเจ้านี้เป็นองค์ราชันย์ของประเทศ เป็นที่นับถือของคนทั้งหลาย เจ้าอาศัย
บารมีพ่อ อาศัยวาสนาของพ่อ จึงได้รับความรักเอ็นดูจากทุกคน นี่เป็นสิ่งที่ผู้อื่นไม่มีกัน เจ้ารู้สึก
ซาบซึ้งใจขอบคุณในตัวพ่อหรือไม่?”
      เมื่อองค์หญิงสุประภาได้ยินพระบิดาตรัสเช่นนั้น จึงทรงตอบอย่างอ่อนโยนว่า 
      “พระบิดา ลูกสามารถเกิดในราชสกุล เป็นบุตรของท่าน ลูกก็ควรที่จะเคารพกตัญญูต่อท่าน 
แต่การที่ลูกได้รับความรักเอ็นดูจากทุกคนนั้นเป็นบุญวาสนาของลูกที่สร้างสมมาแต่อดีตชาติ 
ผู้อื่นมิได้มีผลกระทบให้เป็นเช่นนั้น”
      องค์ราชันย์เมื่อทรงได้ยินเช่นนั้นก็ไม่พอพระทัย ทรงคิดว่า 
      “บุตรสาวคนรองนี้เดิมทีเป็นคนอ่อนโยนมากมิกล้าขัดใจเรา ทำไมวันนี้นางจึงกล้าพูดคำพูด
เหล่านี้ออกมา ยกตนว่ามีบุญวาสนา หรือว่าวาสนาของนางได้ผ่านไปแล้ว ต่อไป นางต้องรับทุกข์
หรือ?”
      องค์ราชันย์ทรงมีพระพักตร์ขึงขังไม่พอพระทัย ทรงตรัสกับองค์หญิงสุประภาว่า 
      “ในเมื่อเจ้ามีวาสนา บัดนี้เราจะทดสอบวาสนาของเจ้า ดูสิว่าเจ้าจะมีบุญหนักศักดิ์ใหญ่
สักเพียงใด?”
      พระเจ้าประเสนทิโกศลทรงรีบเรียกขุนนางชั้นผู้น้อยเข้าเฝ้า ให้เขาออกไปค้นหาขอทานหนุ่ม
หน้าตาดีทั้งหลายในวังหรือนอกวัง ต้องเป็นขอทานที่ไม่มีบ้านอยู่อาศัย ไม่มีข้าวกิน มาให้เร็วที่สุด 
และปิดเป็นความลับห้ามเปิดเผย พอถึงวันที่สาม ขุนนางชั้นผู้น้อยคนนี้ก็พาขอทานหนุ่มคนหนึ่ง
มายังสวนดอกไม้ด้านหลัง องค์ราชันย์ทรงทราบเรื่องจึงรีบเปลี่ยนฉลองพระองค์ออกไปพบขอทาน
หนุ่มที่สวนดอกไม้ด้านหลัง องค์ราชันย์ทอดพระเนตรแล้วทรงพอพระทัยยิ่งนัก จึงทรงตรัสกับ
ขอทานว่า
      “เห็นว่าเจ้าอายุยังน้อย คงยังไม่มีภรรยา หากเจ้าต้องการแล้วหล่ะก้อ เรายินดีจะยกสาวงาม
ให้หนึ่งคนให้นางติดตามเจ้ากลับไปทันที”
      ขอทานนี้คาดไม่ถึงว่าตนเองจะโชคดีขนาดนี้ จึงดีใจจนลืมตัว ลืมคิดไปว่าตนเองไม่มี
ความสามารถในการหาเลี้ยงชีพ จึงพยักหน้าตอบองค์ราชันย์ว่า
      “พระประสงค์ดีขององค์ราชันย์ ข้าน้อยมิกล้าขัด”
พระเจ้าประเสนทิโกศลจึงรีบเรียกให้องค์หญิงสุประภาออกมา และทรงตรัสว่า
      “เจ้าบอกว่าตัวเจ้ามีวาสนาเราจะทดสอบว่าบุญวาสนาของเจ้าจะมีมากสักเพียงใด? บัดนี้เราขอ
ยกเจ้าให้กับหนุ่มยาจกผู้นี้ เจ้าจงรีบตามเขากลับไป”
      องค์หญิงสุประภาก็มิได้โกรธเคืองพระบิดา และก็มิได้กลัดกลุ้มกับการดำรงชีวิตของตนเอง
ในอนาคต จึงถอดอารมณ์ราคาแพงออก สวมชุดทำจากผ้าดิบหยาบ กราบอำลาบิดาไป และเดิน
ออกทางประตูหลังของสวนดอกไม้ไปกับขอทานหนุ่ม องค์หญิงสุประภามิได้เสียพระทัย มิได้ตื่นเต้น เดินไปครึ่งทางก็ทรงถามขอทานว่า 
     “ท่านพี่ ท่านอาศัยอยู่ที่ใดกัน? ห่างไกลจากที่นี่มากหรือไม่? มีบ้านพักอาศัยหรือไม่?”
ขอทานหนุ่มตอบด้วยความกระดากใจว่า 
      “ตอนที่ข้าเกิดมานั้นครอบครัวยังร่ำรวยอยู่ มีสมบัติมากมาย จากนั่นไม่นานบิดาออกจากราชการ
นั่งกินนอนกินอยู่ที่บ้าน ในเวลาไม่กี่ปีความเป็นอยู่ของครอบครัวก็ลำบากขึ้น บิดามารดาอายุก็มาก
แล้ว เนื่องจากทุกข์กังวลมากจึงเจ็บไข้ได้ป่วยและเสียชีวิตไปแล้ว เหลือเพียงข้าซึ่งอายุยังน้อยอยู่ 
มิรู้ว่าจะดำรงชีวิตอย่างไรดี นานวันเข้าบ้านพักก็ผุพัง แม้ว่าจะมีสวนดอกไม้กว้างขวาง แต่ก็ไม่มีคน
ดูแล องค์หญิง บ้านผุพังหลังนั้นอยู่ห่างจากที่นี่ไม่ไกลนัก”
      เมื่อองค์หญิงได้ยินเช่นนั้นก็ทรงดีพระทัยเป็นยิ่งนัก ทรงตรัสว่า 
      “ถ้าเช่นนั้นก็ดี พวกเราไปดูกันเถิด แล้วค่อยคิดว่าจะทำเช่นไร”

      เมื่อไปถึงบ้านพักเก่า ก็เห็นบ้านผุพัง มีหญ้าขึ้นรก พวกเขาทั้งสองเดินสำรวจไปรอบ ๆ องค์หญิง
สุประภาเห็นหญ้าพวกนั้นเป็นหญ้าหอม ซึ่งสามารถนำมาทำเป็นโอสถได้ องค์หญิงทรงดีพระทัยมาก 
ส่วนอีกด้านหนึ่งของสวนดอกไม้ไม่มีหญ้ารก มีแต่ก้อนหินกองรวมกันสูงขึ้นมา องค์หญิงรู้สึกแปลก
พระทัยยิ่งนัก จึงเดินเข้าไปขยับขยายก้อนหินเหล่านั้น ก็พบว่าบนดินนั้นมีแผ่นหินที่สวยงามมากอยู่
แผ่นหนึ่ง องค์หญิงสุประภาคิดขึ้นมาได้ จึงเรียกให้ขอทานที่เป็นสามีนั้นย้ายแผ่นหินออก คาดไม่ถึง
ว่าใต้แผ่นหินนั้น มีทรัพย์สินเงินทองมากมายซ่อนอยู่ภายใน
      ขอทานซึ่งไม่เคยเห็นเงินทองมากมายขนาดนี้ก็กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ เพื่อที่จะพรางตา
ผู้คน พวกเขาจึงนำมันซ่อนไว้ในที่ลับ และตระเตรียมเรื่องที่พักชั่วคราวก่อน จากนั้นค่อยเรียกคนงาน
ก่อสร้างมา องค์หญิงทรงวาดแบบบ้านที่พักอย่างโอ่อ่าสง่างามด้วยตนเอง 
      จากนั้นไม่นานบ้านพักสวยงามดั่งพระตำหนักของท่านราชบุตรเขยก็เสร็จเป็นรูปร่างขึ้นมาตั้ง
ตระหง่าน ทำให้คนในละแวกนั้นต่างมาชื่นชมกัน
      หลังจากที่องค์ราชันย์ทรงทราบข่าวนี้รู้สึกประหลาดใจในความคิดของพระองค์ทรงคิดว่า
นับจากนี้ไปชีวิตขององค์หญิงจะต้องลำบากอย่างแน่นอน ทำไมไม่นานก็มีตำหนักที่หรูหรา
สง่างามกว่าพระราชวังเสียอีก หรือว่าองค์หญิงสุประภามีบุญวาสนามากมายขนาดนั้นจริง? แล้ว
บุญวาสนาของนางนี้มาจากไหนกัน? ด้วยเหตุนี้องค์ราชันย์จึงทรงทูลถามพระพุทธองค์ผู้ทรงเป็น
ผู้รู้ผู้ตื่น เพื่อไขความกระจ่าง
      พระพุทธองค์ทรงเมตตาเล่าถึงเหตุปัจจัยแห่งวาสนาขององค์หญิงสุประภาในอดีตชาติให้องค์
ราชันย์ฟังว่า
      “ในอดีต มีองค์ราชันย์ที่ปรีชาสามารถพระองค์หนึ่งนามว่า พันธุราช ส่วนพระราชินีก็เป็น
ผู้ชื่นชอบในการบริจาค เป็นสตรีที่นับถือในพระรัตนตรัย ในตอนนั้นเป็นยุคสมัยของพระวิปัสสี
พุทธเจ้าลงมาโปรดเวไนย์ในโลกมนุษย์ หลังจากที่พระองค์ดับขันธ์ปรินิพานไปแล้วนั้น องค์ราชินี
ก็ทรงรำลึกถึงพระคุณแห่งพระพุทธองค์มาก จึงเรียกช่างแกะสลักมาแกะสลักพระพุทธรูปใน
พระราชวัง รวมทั้งได้รวบรวมไข่มุกล้ำค่าใส่ไว้บนพระเศียรพระพุทธรูป พระราชินีเคารพใน
พระพุทธรูปมาก ยินยอมถวายทุกสิ่งทุกอย่างแก่พระวิปัสสีพุทธเจ้า ด้วยเหตุนี้บุญกุศลที่ได้รับนั้น
ไม่อาจคาดเดาประมาณได้ ต่อมามีครั้งหนึ่ง นางกราบไหว้และได้ตั้งสัตย์อธิษฐานว่า
      “ข้าปรารถนาให้ในอนาคต ทุกภพทุกชาติ ได้เกิดในตระกูลร่ำรวยสูงศักดิ์ ทั้งยังให้ร่างกายมี
กลิ่นหอมหวล”
      เมื่อมาถึงยุคสมัยพระกัสสปะพุทธเจ้าลงปกโปรดในโลกมนุษย์ พระราชินีก็ถือกำเนิดในตระกูล
ร่ำรวยอีก นางก็ยังคงหมั่นบริจาคทานถวายแด่พระพุทธองค์และเหล่าพระภิกษุสงฆ์-โดยไม่ตระหนี่
เลย
      ครั้งหนึ่งนางทูลเชิญพระพุทธองค์และเหล่าสาวกมารับการถวายปัจจัยที่บ้าน แต่สามีของนาง
เป็นคนโลภตระหนี่ เสียดายในเรื่องการบริจาค มีเพียงนางที่รู้ว่าบุญกุศลแห่งการบริจาคนั้นสุดคณา
นับ หากในตอนเริ่มแรกนางไม่บริจาค ชาตินี้ย่อมจะไม่มีบุญวาสนาขนาดนี้ เวไนย์ยากจนจำนวน
มากมาย เป็นผลมาจากความตระหนี่ถี่เหนียวในอดีต การบริจาคทานไม่ใช่อาศัยทรัพย์สินบริจาค
เท่านั้น การที่เราเห็นผู้อื่นบริจาคและเราบังเกิดความปิติยินดีด้วย เท่านี้พวกเราก็สามารถได้รับ
ประโยชน์มากมาย ทั้งยังได้ลดละบาปกรรมด้วย
      นางมักจะเล่าเหตุผลของการบริจาคให้สามีฟัง ด้วยเหตุนี้จึงสามารถเปลี่ยนทัศนะที่ผิด ๆ ของ
สามี และหันมาร่วมบริจาคทานกับภรรยา หญิงที่มีจิตใจดีผู้นั้นก็คือองค์หญิงสุประภาในปัจจุบัน 
ส่วนสามีที่ตระหนี่นั้นก็คือ ขอทานหนุ่มในปัจจุบัน เพียงความคิดหนึ่งขณะจิตที่ผิดพลั้ง จึงต้องทน
ทุกข์มาค่อนชีวิตกลายเป็นขอทานไป
      องค์มหาราช ต้นเหตุผลกรรมของดีและเลว เปรียบเสมือนเงาตามตัวนั่นเอง จะไม่มีการบิดเบือน
ลงทุนไถหว่าน๑ส่วนได้ผลเก็บเกี่ยว๑๐ส่วนนี่คือหลักธรรมที่แน่นอน       หลังจากที่พระเจ้าประเสนทิโกศลทรงสดับฟังแล้ว จึงเกิดความศรัทธาเชื่อมั่นในต้นเหตุผลกรรม
ของการกระทำดีและเลว จึงลากลับไปด้วยความยินดี....