พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่เมืองสาวัตถี ในขณะนั้นก็มีเรื่องประหลาดร่ำลือในหมู่พระภิกษุ
เป็นเรื่องเกี่ยวกับภิกษุณีศุวิมลภิกษุณีศุวิมลเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวในครอบครัวตระกูลร่ำรวย
ในเมืองนั้น บิดามารดาเป็นสาวกฆราวาสของพระพุทธองค์ ภิกษุณีศุวิมลเติบโตในครอบครัวพุทธ 

        ดังนั้นจึงตั้งใจจะให้ออกบวช บิดามารดาคิดว่าหากเลี้ยงไว้ข้างกาย ก็มิสู้ให้พุทธธรรม
หล่อเลี้ยงดีกว่า ด้วยเหตุนี้จึงส่งนางมาอยู่ในกลุ่มสงฆ์ของพระพุทธองค์ ภิกษุณีศุวิมลเข้าร่วมใน
หมู่สงฆ์ ไม่นานก็บรรลุอรหันต์มรรค นี่เป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนตกตื่นประหลาดใจ แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คน

กล่าวขานถึงคือชุดจีวรที่นางสวมใส่
       ชุดจีวรนั้นดูสะอาดเหมือนใหม่เสมอ ไม่จำเป็นต้องซักล้าง อากาศจะร้อนจะหนาวก็มิต้อง
เป็นกังวล มันจะช่วยปรับอุณหภูมิที่เหมาะสมให้นางเสมอ และเพราะความสะดวกนี้ ทำให้ภิกษุณี
ศุวิมลมีเวลามากมายไปปฏิบัติกิจอื่น ทุกคนต่างชื่นชอบนางมาก นี่เป็นเพราะบุญวาสนาที่ได้
สร้างสมมาแต่ชาติปางไหนกัน?

       เล่ากันว่า อาภรณ์ชุดนั้นติดตัวมาแต่กำเนิด เดิมทีลักษณะของมันก็มิใช่จีวรสงฆ์ แต่พอนาง
ปลงผมกราบถวายตัวเป็นสาวกของพระพุทธองค์ อาภรณ์ชุดนั้นที่เป็นรูปแบบของสตรีก็กลายเป็น
จีวร การคาดเดาเกี่ยวกับเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องเล่าลือโจษจันในหมู่สงฆ์ พระอานนท์ผู้ชาญฉลาด
ก็คิดเรื่องจีวรประหลาดนี้เช่นกัน ซึ่งย่อมจะต้องมีเหตุปัจจัยของมัน จึงไปทูลถามพระพุทธองค์ 
ขอความกระจ่าง

        วันหนึ่ง ตามเวลาที่เทศนาธรรมได้กำหนดไว้ พระพุทธองค์ทรงเล่าเรื่องให้มหาชนฟังเรื่อง
หนึ่งในอดีต มีสามีภรรยาคู่หนึ่งยากจนมาก ในบ้านนอกจากมีเพียงผ้าหนึ่งผืนไว้คลุมร่างกายแล้ว สิ่งของอย่างอื่นก็ไม่มี สิ่งของที่มีอยู่ก็ขายไปเพื่อใช้ในการดำรงชีวิตหมดแล้ว สองคนมีเพียงผ้า
หนึ่งผืน ดังนั้นผ้าผืนนี้จึงมีความหมายกับเขาทั้งสองมาก เมื่อคนหนึ่งจะออกไปขออาหารก็ใช้
ผ้าคลุมออกไป คนที่อยู่บ้านก็ต้องหลบเข้าไปอยู่ในกองฟางชั่วคราว แม้ผ้าสักชิ้นก็ไม่มี เรียกได้
ว่าจนที่สุด

       วันหนึ่งที่หน้าประตูบ้านของคนยากจนนี้ มีพระภิกษุรูปหนึ่งมาเยือน พระภิกษุรูปนี้มิได้มาขอ
บิณฑบาตอาหาร แต่มาเตือนให้เขาไปฟังธรรม ท่านเป็นสาวกของพระวิปัสสีพุทธเจ้า พระวิปัสสี
พุทธเจ้ากำลังเทศนาโปรดเวไนย์ในที่นั้น เหล่าสาวกจึงออกไปเตือนคนมาฟังธรรม
       ภรรยาที่ยากจนนี้ชื่อทานิกา เป็นหญิงที่มีปัญญาเข้าใจเหตุผล ก็รู้สึกขอบคุณในเจตนาดีของ
พระภิกษุ แต่ว่าเขาทั้งสองมีผ้าคลุมกายเพียงผืนเดียว รู้สึกว่าเป็นการเสียมารยาท ไม่สะดวก
ไปฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า นางจึงลังเลไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร? 
        “มีเรื่องลำบากใจหรือไร?" พระภิกษุมองดูสีหน้าของหญิงนั้นพร้อมกับถามด้วยความอ่อนโยน
       “เอ่อ! ไม่” ทานิการีบตอบทันที
       “ไม่ต้องเกรงใจ หากว่ามีเรื่องลำบากใจ เรายินดีที่จะช่วยเหลือท่าน” พระภิกษุตอบด้วย
ความจริงใจ

        ทานิการู้สึกซาบซึ้งใจมาก สุดท้ายจึงเล่าเรื่องสภาพครอบครัวของตนเองให้พระภิกษุฟัง
ด้วยความอับอาย นางสงสัยว่าทำไมตนเองจึงจนเพียงนี้ พระภิกษุฟังแล้วก็เห็นใจ จึงปลอบโยน
นางว่า
       “อย่าตำหนิตนเองเพราะความยากจนเลย เรื่องราวของคน ๆ หนึ่งที่ประสบมาล้วนเกี่ยวข้อง
กับต้นเหตุผลกรรม ที่คนยากจน อดีตชาติย่อมจะตระหนี่ถี่เหนียวไม่ยอมบริจาค ไม่ว่าคน ๆ นั้น 
จะยากดีมีจนอย่างไรก็ต้องหมั่นบริจาคทานเสมอ คอยช่วยเหลือผู้อื่น จึงจะได้ไม่จนจนหมด
หนทางเช่นนี้ ตอนนี้ก็ยังไม่สาย ขอเพียงท่านจดจำหลักธรรมนี้ไว้”
       เมื่อพระภิกษุพูดจบ ภรรยาก็นำคำพูดของพระภิกษุนี้ไปพูดให้กับสามีที่หลยอยู่ในกองฟางฟัง 
ทั้งยังพูดด้วยความตื่นเต้นว่า
       “ตั้งแต่บัดนี้ไปพวกเราจะบริจาคทาน เพื่อในอนาคตชาติจะได้ไม่พบเจอสภาพเช่นนี้อีก”
เมื่อสามีได้ยินดังนี้ ก็มองซ้ายมองขวา แบมือทั้งสองข้างออก มองดูภรรยาแล้วหัวเราะอย่างขมขื่น
       “อย่างไรหล่ะ? เจ้าไม่ยินยอมหรือ พวกเราจนขนาดนี้ ยังไม่คิดสร้างเหตุแห่งกุศลอีกหรือ 
หรือว่า….”
       “โอ้ย! ทำไมเจ้าถึงเหมือนเด็กเช่นนี้ มิใช่ว่าข้าไร้กุศลจิต แต่พวกเราไม่มีอะไร จะเอาอะไรไป
บริจาคเล่า?”
       “พวกเรายังมีผ้าผืนนี้ เอามันบริจาคให้กับพระภิกษุรูปนั้น” ภรรยาพูดไปก็ชี้ที่ผ้าไป
สามีนิ่งเหมือนคนใบ้ไม่รู้จะพูดอะไร คิดว่านางจะเก็บไว้เป็นของตนเอง แต่คิดไม่ถึงว่าภรรยาคิด
จะนำผ้าผืนนี้ไปบริจาค จะทำอย่างนี้ได้อย่างไร? จึงพูดขึ้นว่า
       “พวกเราสองคนมีผ้าผืนนี้ผืนเดียว มีมัน พวกเราจึงจะออกไปขออาหารมาแก้หิวได้ หากไม่มี
มัน พวกเราก็นั่งรอความตาย แค่นี้เจ้าไม่รู้เลยหรือ?”
       “ข้ารู้ว่าต้องตาย คน ๆ หนึ่งเมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องตาย ถ้าไม่เอากันบริจาคไป วันหนึ่งพวกเรา
ก็ตายอยู่ดี เอามันไปบริจาค ในอนาคตชาติยังมีความหวัง หากไม่บริจาค อนาคตชาติจะเป็น
อย่างไรก็คิดไม่ออก”

        สามีคิด ๆ ดู ภรรยาพูดมาก็มีเหตุผล จึงไม่ห้ามปราม ปล่อยให้นางทำไป ภรรยาจึงเดินไปที่
ประตู แล้วปิดประตู พระภิกษุก็สงสัยว่ากำลังมีเรื่องอะไรกัน ทันใดนั้น ประตูแง้มออกเล็กน้อย 
มีผ้าโยนออกมา จากนั้นก็ได้ยินเสียงหญิงสาวพูดว่า
       “พระภิกษุ ขออภัยที่ข้าไม่สามารถใช้สองมือนี้ถวายแก่ท่านได้ บ้านของเราเหลือเพียงผ้า
ผืนนี้เท่านั้น พวกเราสามีภรรยาเอาไว้ใช้คลุมร่างกาย บัดนี้ขอบริจาคมันให้แก่ท่าน ท่านโปรด
เมตตารับไว้ด้วยเถิด”

พระภิกษุรับผ้านั้นไว้ และยืนนิ่งให้พรอยู่นาน ผ้าผืนนั้นดูไม่ได้ ทั้งเก่าซีดเป็นสีเหลือง เมื่อกลับ
ไปถึงอาราม พระภิกษุก็นำมันถวายแก่พระวิปัสสีพุทธเจ้าสาวกฆราวาสมากมายจ้องมอลมา 
ทุกคนคิดว่าพระพุทธเจ้าผู้สูงส่งไม่ควรรับเอาผ้าสกปรกผืนนั้น ผู้บริจาคก็มิรู้จักกาละเทศะเอา
เสียเลย พระพุทธองค์ทรงเล่าเรื่องถึงตรงนี้ก็หยุด ทรงทอดพระเนตรไปยังหล่าสาวกรอบ ๆ ด้าน 
เหมือนกับว่าพระองค์จะถามอะไรบางอย่างกับเหล่าสาวกว่า 
       พวกท่านก็คิดว่าไม่ควรบริจาคผ้าผืนนั้นแก่องค์ตถาคตหรือ? แต่ผ่านไปสักครู่ พระองค์ทรง
ตรัสต่อว่า
       “การบริจาค มิใช่ขึ้นอยู่กับสิ่งของว่าดีเลวมากน้อยเพียงใด ในสมัยพระวิปัสสีพุทธเจ้านั้น
ก็มีองค์ราชันย์และเหล่าขุนนางฆราวาสมากมายเคยจัดงานบริจาคครั้งยิ่งใหญ่ ใช้เพชรนิลจินดา
ถวายแด่พระรัตนตรัย แต่พระวิปัสสีพุทธเจ้าได้กล่าวสรรเสริญหญิงผู้นี้ต่อหน้าว่าบุญกุศลของนาง
มีมากมาย มีมากมายกว่าการบริจาคของบุคคลที่อยู่ ณ ที่นี้ ทำไมหรือ?"        ความหมายที่แท้จริงของการบริจาคอยู่ที่ความจริงใจนอบน้อมและไม่ยึดติดกับการบริจาคนั้น 
แม้ว่าจะเป็นสิ่งของเล็ก ๆ แต่วาสนาของเขาดุจดั่งภูผา ก็เฉกเช่นต้นกล้า ขอเพียงตั้งใจเพาะเลี้ยง
เพียงไม่กี่รอบก็จะออกรวงข้าวมากมายดุจภูผา ในทางกลับกัน คนที่ร่ำรวยมาก มีเงินทองล้นเหลือ 
ต่อให้บริจาควิหารสักหลัง บุญกุศลนั้นมิได้มากมาย เพราะว่าเขาจะออกแรงสักเพียงใดมันก็ไม่ออก
ดอกผล เหล่าขุนนางสาวกทั้งหลายที่หลงตน ก็รู้สึกละอายยิ่งนัก แต่ละคนถอดเสื้อผ้าที่สวยงาม
ของตนออก และสั่งให้คนเอารถไปรับสองสามีภรรยาผู้ยากจนมาฟังธรรม

        ทานิกาคืออดีตชาติของภิกษุณีศุวิมล เพราะนางบริจาคทานด้วยความบริสุทธิ์ ดังนั้นทุกภพ
ทุกชาติจึงได้เกิดในตระกูลร่ำรวย และยังมีอาภรณ์พิสดารติดตัวมาด้วย ด้วยจักษุที่เห็นธรรม นี่มิใช่
เรื่องประหลาด ที่นางบรรลุอรหันต์อย่างรวดเร็ว เพราะในอดีตเคยศึกษาธรรมกับพระวิปัสสีพุทธเจ้า 
เป็นปัญญาที่สั่งสมมาแต่อดีต คน ๆ หนึ่งขณะที่บริจาคนั้น มักจะยึดการวอนขออธิษฐานโดยที่ไม่รู้ตัว พวกเราควรจะถามใจของตนเองอยู่บ่อย ๆ คอยปรับตัวเองให้เที่ยงตรง จะได้มิต้องผิดพลาด การ
ถวายโดยไร้เงื่อนไข นี่คือเจตนาเดิมที่พระพุทธเจ้าบอกแก่พวกเรา”

        นิทานของพระพุทธองค์ก็จบลงแล้ว ให้พวกเรามาถามใจตนเองว่า พวกเราทำบุญบริจาค
อย่างยึดติดหรือไม่?...