ในเมืองมีพ่อค้าคนหนึ่งชื่อว่าอกุลา เขามีความซื่อสัตย์ในการค้าขายมาก ดังนั้นกิจการค้าขาย
ของเขาจึงเจริญรุ่งเรือง หาเงินทองได้มากมาย 
       ครั้งหนึ่ง อกุลาคิดว่าจะทำการค้าอยู่ในเมืองนี้ตลอดไป ซึ่งจริง ๆ แล้วมันมิได้มีความหมายเลย 
ผลิตภัณฑ์ในหมู่บ้าน พวกเขาเห็นจนชินแล้ว ก็ไม่รู้สึกแปลกพิสดาร
       ดังนั้นการค้านี้ยิ่งทำก็ยิ่งไม่มีอารมณ์สนุกกับงาน ก็ได้ยินว่าในมหาสมุทรมีไข่มุกล้ำค่ามากมาย 
หากสามารถงมขึ้นมาได้ มิยิ่งได้ราคาดีหรือ? ความร่ำรวย มีใครบ้างที่ไม่คิดถึงมัน ด้วยเหตุนี้อกุลา
จึงคิดทำงานเสี่ยงภัยสักครั้ง แต่ว่าเมืองนี้ห่างจากทะเลมาก จะไปยังทะเลได้ จะต้องผ่านทะเลทราย

ช่วยหนึ่ง จึงสามารถไปถึง แต่อกุลาซึ่งไม่เคยเดินทางไกล ก็ไม่รู้จักความยากลำบากในการเป็นแขก
เยือนถิ่นอื่น ที่บ้านมีของกินดี ๆ เสื้อผ้างาม ๆ เขานึกไม่ถึงในความทุกข์แห่งการหิวโหย อกุลาผู้หยิ่ง
ยโสเรียกรวมผู้คนได้หลายร้อยคน ตระเตรียมอาหารและค่าใช้จ่าย จากนั้นก็ออกเดินทาง กลุ่มคน
หลายร้อยคนนี้ก็ออกเดินทางมุ่งไปยังทะเลอย่างฮึกเหิม
       สองวันแรกพวกเขาเดินทางมาถึงทุ่งกว้าง ต่อมาเดินไปถึงทะเลทรายที่ไม่มีแม้ต้นหญ้าเล็ก ๆ สักต้น แสงอาทิตย์แรงกล้า ส่องแสงจนทุกคนร้อนจะเป็นจะตาย ทุกที่หาน้ำสักหยดก็ไม่มี ผู้ร่วม
เดินทางบางคนก็ร้องด้วยความหวั่นกลัว สัตว์หลายตัวไม่มีแรงเดินต่อ ในดินแดนแห้งแล้งนี้ ตะโกน
เรียกฟ้าฟ้ามิตอบ วอนขอพระแม่ธรณีก็ไม่ได้ยิน พวกเขากระหายน้ำอย่างมาก ในตอนนี้ อกุลาก็
ร้อนรนมาก เขาเองก็หิวกระหายน้ำมาก ก็ได้แต่กระจายคนออกไปหาสถานที่ที่มีน้ำมีต้นไม้ ส่วน
ตนเองก็ขี่ม้าออกไปค้นหาข้างหน้า ทันใดนั้น ในที่ที่อยู่ห่างออกไป เขาพบป่าไม้เขียวชอุ่ม ซึ่งย่อม
จะต้องมีน้ำ เขาดีใจมากจึงรีบขี่ม้าเข้าไป ก็พบจริง ๆ มีป่าเขียวชอุ่ม อกุลาก็กระโดดลงจากหลังม้า 
เอาม้าผูกไว้ที่ต้นไม้ แล้วเดินเข้าป่าไป เขาก็คิดถึงคนอื่นไม่รู้ว่ามีน้ำดื่มหรือยัง ในขณะนั้นก็มีคนชรา
เดินออกมาจากป่านั้น แม้ว่าจะมีหนวดสีขาวสะอาด แต่ก็เห็นว่ายังแข็งแรงอยู่ อกุลารู้สึกเหมือนได้
พบผู้ช่วยชีวิต จึงรีบเดินเข้าไปหา หลังจากแสดงความเคารพแล้วจึงพูดว่า
       “ได้โปรดช่วยข้าด้วย ข้ามาจากทะเลทรายโน้น”
       “เจ้ามีอะไรจะขอ รีบพูดมา” คนชราตอบ
       “บัดนี้ข้าต้องการน้ำ”
คนชราก็ยกมือขวาขึ้น ก็มีน้ำไหลพุ่งออกมาจากปลายนิ้วมือทั้งห้า อกุลาจึงรีบดื่มกินจนอิ่ม บัดนี้
แม้นจะไม่กระหายน้ำ แต่หลายวันแล้วที่ไม่ได้กินข้าว ท้องหิวจนไม่ไหวแล้ว อกุลาจึงขออาหาร
จากคนชรา คนชราก็เมตตา เขามิได้ปฏิเสธ จึงยกมือขึ้น ก็มีอาหารเลิศรสออกมาจากนิ้วทั้งห้า 
อกุลาก็มิได้เกรงใจ หยิบขึ้นมากินทันที เมื่อเขากินอิ่ม ไม่เพียงแต่ไม่ขอบคุณคนชรา กลับส่งเสียง
ร้องไห้ดังลั่น คนชรารู้สึกแปลกใจมาก จึงถามเขาว่าทำไมจึงร้องไห้? อกุลาจึงพูดด้วยความเสียใจ
ว่า
       “ท่านช่วยให้ข้าพ้นจากความหิวกระหาย แต่ข้ายังมีเพื่อนร่วมเดินทางอีกหลายร้อยคน และ
สัตว์เลี้ยงมากมาย พวกเขามิได้กินอะไรมาหลายวันแล้ว หิวกระหายมาก คิดถึงความทุกข์ของ
พวกเขา จะไม่ให้ข้าเสียใจได้อย่างไร?”
       “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านก็ไปเชิญพวกเขามายังที่นี่” คนชราตอบอย่างใจกว้าง

       อกุลารีบขอบคุณแล้วรีบขึ้นมาไปยังที่เดิม ในขณะที่ทุกคนยังนั่งอยู่ที่เดิมหายใจระรวย คนที่
ออกไปหายังที่อื่นก็ผิดหวังกลับมา อกุลาเห็นทุกคน ก็เล่าเรื่องราวในป่าเมื่อสักครู่ให้ฟัง ด้วยเหตุนี้ 
คนที่หิวกระหายก็ลุกขึ้น สักครู่หนึ่งอกุลาก็พาทุกคนไปพบคนชรา ไม่ว่าจะขออะไร คนชราก็สามารถ
ให้พวกเขาได้ รอจนพวกเขากินอิ่มไม่กระหายแล้ว คนชราจึงถามพวกเขาว่า
       “ไม่ทราบว่าทุกท่านจะไปยังแห่งหนใด?”
อกุลาจึงเล่าเรื่องที่จะไปยังทะเลค้นหาของล้ำค่าให้คนชราฟัง คนชราพูดกับพวกเขาว่า
       “ทำไมพวกท่านต้องลำบากกันเช่นนั้นด้วย จะไปค้นหาสมบัติในทะเล ขอเพียงพวกท่านอยาก
ได้อะไรก็ขอจากมือของข้าก็ได้”

เมื่อคนชราพูดจบ ก็ยกมือขึ้น ทันใดนั้นก็มีเพชรนิลจินดาล้ำค่าไหลออกมาจากปลายนิ้วทั้งห้า ทุกคน
พยายามเก็บใส่ถึงผ้าจนพอใจ แม้ว่าทุกคนจะไม่ได้ออกทะเล แต่ทุกคนก็มีของกลับไป ในขณะที่
อำลาคนชรานั้น คนชราพูดกับพวกเขาว่า
       “วันนี้ พวกท่านสมดังหวัง นำเอาของมีค่ามากมายกลับไป แต่หลังจากกลับถึงบ้าน พวกท่านจะ
ต้องมีใจบริจาคช่วยเหลือคนยากจน นำสิ่งของทรัพย์สินให้พวกเขามาก ๆ จงอย่างตระหนี่ถี่เหนียว 
พวกท่านจะต้องเข้าใจว่าคนตระหนี่นั้น สุดท้ายก็จะตกอยู่ในสภาพทุกข์ยาก มีเพียงคนใจกว้าง จึงจะ
ร่ำรวยตลอดกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องให้ความเคารพนับถือพระพุทธองค์ และเหล่าพระภิกษุ
ให้มาก ทั้งยังของพรจากพระพุทธองค์แทนข้าด้วย ด้วยบารมีแห่งพระองค์ ทำให้ข้าได้หลุดพ้นจาก 
ดินแดนแห้งแล้งนี้ในเร็ววัน
       เมื่อคนชราพูดถึงตรงนี้ อกุลาและเพื่อนจึงถามขึ้นมาว่า
       “ขอเรียนถามท่านว่าเป็นเทพอะไรหรือ? ถึงได้มีอภิญญามากมายขนาดนี้ ห้านิ้วจึงสามารถ
สั่งสิ่งของต่าง ๆ ออกมาได้ตามอำเภอใจ”
       “เอ่อ! ข้าไม่พูด พวกท่านก็ไม่เข้าใจ ข้าก็คือเปรต เพราะในอดีตชาตินั้น ข้าเป็นคนยากจนมาก 
แม้จะคิดบริจาคทาน แต่ตนเองนั้นอาหารสามมือยังไม่มีเลย แล้วจะมีอะไรให้ไปบริจาคได้ ด้วยเหตุนี้
ทุกครั้งที่ข้าเห็นคนอื่นบริจาค ก็จะดีใจมาก จะยกมือขึ้นเคารพคนบริจาคนั้น หากว่าเห็นผู้ออกบวช
เดินผ่านหน้าข้าไป ข้าก็จะยกมือขึ้นสักการะ ต่อมาหลังจากที่พระกัสสปะพุทธเจ้าดับขันธ์แล้ว 
องค์ราชันย์ได้สร้างเจดีย์เจ็ดชั้นแก่พระองค์ ทุกวันตอนเช้าข้าจะไปตั้งอธิษฐานที่หน้าเจดีย์นั้น เมื่อยกมือขึ้น ข้าก็พูดว่า 
       “ขอพระพุทธองค์โปรดสงสารข้า ให้ข้าได้รับวาสนาด้วยเถิด” ดังนั้นเมื่อตายไปก็มาเป็นเปรต 
แล้วที่นิ้วมือของข้าสามารถสั่งได้ตามใจนั้น ก็เพราะว่าเมื่อข้าเห็นคนอื่นบริจาคทาน ก็จะยกมือ
แสดงความเคารพ ดังนั้นจึงมีวันนี้เกิดขึ้น”
       คำพูดของคนชรา ทำให้อกุลาและเพื่อนร่วมเดินทางรู้สึกตกตะลึง เรื่องราวนี้ช่างพิสดารเสียจริง 
เมื่อก่อนพวกเขาไม่เชื่อในต้นเหตุผลกรรม และเรื่องชาติหน้า บัดนี้เมื่อคนชราพูดขึ้นมา ก็รู้สึกว่า
เป็นจริงดั่งนั้น ทำดีได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว นับแต่นี้ไป พวกเขาก็เชื่อให้การบริจาคทานและต้นเหตุ
ผลกรรม ทั้งยังน้อมปฏิบัติด้วยความจริงใจ...