หลังจากที่พระพุทธองค์บรรลุธรรมไม่นาน ครั้งหนึ่งทรงอยู่ในสมาธิครุ่นคิดไตร่ตรองว่า
“เราได้บรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิเป็นพระพุทธเจ้าในโลกนี้ ยังมีเวไนย์มากมายนับไม่ได้ รอคอย
ให้เราไปฉุดช่วย เราควรที่จะไปทำให้พวกเขาได้สร้างกุศลกรรมบุญวาสนาในอดีตเหล่าพระพุทธะ
ทั้งหลายต่างถือบาตรออกบิณฑบาตอาหารหล่อเลี้ยงกายสังขาร เราก็ควรเป็นเฉกเช่นพระพุทธเจ้า
ทั้งหลายในอดีต ถือบาตรออกบิณฑบาต และทำให้เวไนย์ได้เพิ่มพูนวาสนา”
ความคิดของพระพุทธองค์นี้ ท้าวจตุมหาราชิกที่คุ้มครองอยู่ข้างกายรู้เรื่อง ท้าวจตุมหาราชิก
ก็นำบาตรทองคำ ๔ ใบมาหาพระพุทธองค์ด้วยความยินดี เมื่อมาถึงเบื้องหน้าก็กราบสักการะพูดว่า

     “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกเราเป็นเทวราชอารักขาบนสวรรค์ต้านบูรพา ประจิม อุดร และ
ทักษิณ บัดนี้ทราบว่าพระองค์สำเร็จอนุตตรสัมมาสัมโพธิ ต่างพากันยินดี เมื่อสักครู่รู้ว่าพระองค์
ต้องการบาตรไว้เพื่อบิณฑบาต จึงนำบาตรทองคำมาถวายแต่พระองค์ หวังว่าพระองค์จะเห็น
ความจริงใจของพวกเรา และเมตตารับบาตรนี้ไว้ด้วย”
     “ท้าวจตุมหาราชิกทั้ง ๔ ความจริงใจของพวกท่าน ทำให้เรายินดียิ่งนัก แต่ทว่าบาตรทองคำที่
หาได้ยากใบนี้ ไม่เหมาะสมในการบิณฑบาตของเรา พวกท่านนำกลับไปเก็บรักษาไว้ดีกว่า”
     ท้าวจตุมหาราชิกเห็นพระพุทธองค์ไม่ยอมรับ ก็ไม่ท้อใจ พวกเขาจึงรีบกลับไปยังเทวตำหนัก 
แล้วนำบาตรเงินสี่ใบมาถวายแด่พระพุทธองค์ พระพุทธองค์ก็ยังคงไม่ยอมรับไว้ พวกเขาจึงไปนำ
เอาบาตแก้ว บาตรสีเคลือบ บาตรหินโมรา บาตรหอยกาบมา แต่พระพุทธองค์ก็ยังคงไม่ยอมรับไว้ 
ได้รับการปฏิเสธจากพระองค์ทุกครั้ง
     ท้าวจตุมหาราชิกรู้สึกว่าไม่สามารถบริจาคได้ จึงหน้านิ่วคิ้วขมวด ท้าวไวศรามนซึ่งเป็นหนึ่งใน
ท้าวจตุมหาราชิกพูดขึ้นมาว่า
     “เราคิดได้แล้ว จำได้ว่าเมื่อก่อนนานมาแล้ว เทวบุตรของนางหาริตี มาท่องเที่ยวในสถานที่
ของเรา พวกเขานำบาตรหินมาให้เรา ในตอนนั้นเราไม่ยอมรับ จึงเรียกให้พวกเขานำกลับไป
ใส่อาหารหรือสิ่งของ แต่มีเทวบุตรคนหนึ่งบอกเราว่า “จงอย่านำบาตรหินมาเป็นภาชนะใส่อาหาร 
ควรจะให้เป็นเฉกเช่นเจดีย์ล้ำค่า ที่สูงส่ง ในอนาคตจะมีพระศากยมุนีพุทธเจ้าจะบรรลุธรรมในโลก
มนุษย์ สามารถนำมันไปถวายแก่พระองค์ได้” ด้วยเหตุนี้ เราจึงเก็บรักษาไว้อย่างดี
     ท้าวเทวราชองค์อื่นได้ยินคำพูดของท้าวไวศรามน ก็นึกขึ้นได้ ต่างพูดด้วยความดีใจว่า
     “ใช่แล้ว ทำไมพวกเราเพิ่งจะนึกออก? บาตรทองคำ บาตรเงิน จะนำไปใช้ในโลกมนุษย์ที่เลวร้าย
ได้อย่างไร? เวไนย์ด้อยวาสนา หากเห็นบาตรทองคำ บาตรเงินของพระพุทธองค์ก็บังเกิดใจอยาก
ขโมยขึ้นมา มิใช่ทำให้เวไนย์สร้างบาปกรรมหรอกหรือ? ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์ทรงสงสารเวไนย์ 
จึงไม่ใช่บาตรเงิน บาตรทองคำที่มีค่า”
     เมื่อพูดถึงตรงนี้ พวกเขาก็พากันรีบกลับมาที่เทวตำหนัก ต่างเอาบาตรหินใส่เทวบุปผาส่งกลิ่น
หอมมาให้พระพุทธองค์ เมื่อมาถึงหน้าพระพักตร์ก็กราบสักการะแล้วพูดว่า
      “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า บัดนี้พวกเราได้ตระหนักถึงความทุกข์ใจของพระองค์ที่มิทรงรับ
บาตรทองคำ บาตรเงินไว้ บัดนี้ขอถวายบาตรเงิน มิทราบว่าพระองค์จะยอมรับไว้หรือไม่?”
      ในขณะนี้พระพุทธองค์ทรงแย้มยิ้ม และทรงตรัสด้วยความเมตตาว่า
       “ถูกต้อง ท่าวจตุมหาราชิก ดั่งที่พวกท่านกล่าว เราอยู่ในโลกมนุษย์ สมควรใช้แต่เพียงบาตร
หิน เราจึงขอรับบาตรหินที่พวกท่านถวายด้วยความศรัทธาบริสุทธิ์ แต่ว่า เราเพียงผู้เดียวใช้บาตร
สี่ใบไม่หมดดอก หากว่ารับการถวายจากท่านเพียงผู้เดียว และไม่รับของจากอีก ๓ ท่าน ก็ย่อมไม่
ยุติธรรม”
       เมื่อทรงตรัสดังนั้น พระพุทธองค์ทรงนำบาตรทั้ง ๔ ใบวางลงบนพระหัตถ์ซ้าย แล้วใช้พระหัตถ์
ขวา กดลงไปอาศัยอภิญญา นำบาตร ๔ ใบมารวมเป็นใบเดียว ซึ่งยังคงความบริสุทธิ์แข็งแกร่งเอาไว้
เมื่อท้าวจตุมหาราชิกถวายเสร็จแล้ว จึงกราบลากลับไปด้วยความยินดี

       นี่คือประวัติความเป็นมาที่พระพุทธองค์ทรงใช้บาตรในการบิณฑบาต...