ในอดีต องค์ราชันย์แห่งแคว้นกาศี มีราชบุตรพระองค์หนึ่งนามว่า สุทาน อายุ ๑๖ ปีก็อ่านหนังสือ
ที่มีชื่อเสียงจนหมด มีนิสัยชื่นชอบการบริจาค มีพระมเหสีพระนามว่านางวันดี นิสัยอ่อนโยน ทั้งสอง
พระองค์รักใคร่กลมเกลียวกัน
      ราชบุตรสุทานมักจะเสด็จออกประพาส และเห็นประชาชนผู้ยากจน ซึ่งพระองค์ให้ความ
ช่วยเหลือตามโอกาส องค์ราชันย์ทรงรักราชบุตรสุทานมาก พระองค์ทรงชื่นชมยินดีกับการบริจาค
ทานของราชบุตรสุทาน ขอเพียงราชบุตรสุทานอ้าปากขอ ต้องการเงินทองเท่าไรก็ทรงอนุญาต 
การช่วยเหลือของราชบุตรสุทานก็ค่อย ๆ เป็นที่รู้จักของประชาชนนแคว้นกาศี
      แคว้นกาศีไม่ได้เป็นมิตรกับองค์ราชันย์ในประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อได้ยินข่าวนี้ก็กระหยิ่มยิ้มย่อง
ในใจ รีบเรียกเหล่าขุนนางให้เข้าเฝ้า วางแผนชั่วร้ายกัน องค์ราชันย์ทรงตรัสว่า
      “แคว้นกาศีสามารถเข้มแข็งได้ก็เพราะมีช้างเผือก กองทัพช้างของพวกเขาเข็มแข็ง จนประเทศ
เพื่อนบ้านยากที่จะเข้าโจมตี บัดนี้สามารถอาศัยโอกาส ไปขอช้างเผือกกับราชบุตร มีใครกล้ารับ
หน้าที่นี้บ้าง?”
มีคนแปดคนที่มีความสามารถด้านการละคร ยินดีรับหน้าที่นี้ด้วยความเต็มใจ องค์ราชันย์บอก
พวกเขาว่า
      “หากได้ช้างเผือกกลับมา จะมีรางวัลให้อย่างงาม”
คนแปดคนเดินทางมาถึงที่ประทับของราชบุตรแคว้นกาศี  แสดงความเคารพและกล่าวด้วยน้ำเสียง
สุภาพว่า
      “ราชบุตรผู้มีจิตใจกว้างขวาง ทรงเป็นสุขกับการบริจาคทุกประการ พวกเราได้ยินพระนามนี้
กึกก้องอยู่ในหู บัดนี้ พวกเราไม่กลัวความยากลำบาก เดินทางมาจากแดนไกล อ้อนวอนพระองค์
โปรดประทานช้างแก่พวกเราหนึ่งโขลงเถิด หวังว่าพระองค์จะไม่ปฏิเสธการบริจาคในครั้งนี้”

      องค์ราชันย์ได้ยินเช่นนั้นก็ไม่พอพระทัย เหล่าขุนนางก็ยิ่งร้อนใจ พวกเขาพากันถกเถียงต่างๆ นาๆ
ต่างพูดว่าจะต้องเตือนพระราชบุตร บ้างก็ว่าต้องตัดเท้าราชบุตร บ้างก็ว่าต้องตัดมือราชบุตร ควัก
ลูกตา ตัดลิ้น เป็นต้น ความเห็นมหาชนไม่ลงรอยกัน ในนั้นมีอำมาตย์คนหนึ่งออกมา แสดงความ
คิดเห็นต่อมหาชนและต่อเบื้องพระพักตร์องค์ราชันย์ว่า
      “เมื่อสักครู่ที่ทุกคนถกเถียงกัน ยังมิใช่วิธีที่ดีที่สุด องค์ราชันย์มีราชบุตรเพียงพระองค์เดียว รักยิ่ง
ชีวิตจะให้การลงโทษทัณฑ์ไปทำร้ายพระวรกายของพระองค์ได้อย่างไร ข้าพเจ้าคิดวิธีที่เหมาะสม
ได้วิธีหนึ่ง ซึ่งจะไม่ทำร้ายพระวรกายราชบุตร และองค์มหาราชมิต้องขัดขวางราชบุตรด้วย บัดนี้
ขอพระองค์ทรงโปรดมีพระราชโองการ ให้ราชบุตรไปยังป่าลึกเพื่อสำนึกผิด สิบสองปีให้หลัง หาก
เกิดความกระจ่างแล้วจึงเรียกตัวกลับวังมิทราบว่าองค์มหาราชมีพระดำริเช่นไร?”

องค์ราชันย์ได้ยินเช่นนั้น รู้สึกว่าวิธีนี้ยังพอทำได้ จึงตัดสินพระทัยทำตามวิธีการนี้ ราชบุตรสุทานก็
ทรงเห็นด้วย แต่ให้ยืดระยะเวลาเดินทางออกไปให้พระองค์ได้ทรงบริจาคทานอีก ๗ วัน องค์ราชันย์
ทรงตรัสว่า
      “เพราะว่าจิตใจแห่งการให้ทานของเจ้ามีมากเกินไป คลังแผ่นดินก็ว่างเปล่าแล้ว ช้างคุ้มครอง
แผ่นดินเจ้าก็ยิ่งไม่รักษาไว้ ยกให้ศัตรูง่าย ๆ ฐานของประเทศถูกเจ้าทำลายลงหมดแล้ว”

องค์ราชินีและนางสนมในตำหนักราวสองหมื่อนกว่าคนพากันอ้อนวอนให้เวลาอีกสักเจ็ดวัน จึง
ปล่อยให้เข้าป่าไป พระมเหสีวันดีและราชบุตร ราชธิดายินดีตามราชบุตรสุทานเข้าป่าไป ราชบุตร
สุทานทรงตรัสว่า
      “เราชื่นชอบการบริจาค เมื่อมีคนอ้อนวอนของบริจาคจากเรา เราก็ให้ พวกเจ้าไม่ต้องไป
พร้อมเราดีกว่า”
พระมเหสีวันดีทรงกล่าวว่า “จะฟังคำชี้แนะของท่านราชบุตรทุกประการ”
ราชบุตรทรงตอบว่า “เจ้าทำได้เช่นนี้ จึงจะเป็นคนดี”
      ราชบุตรออกเดินทางทางประตูเมืองด้านเหนือ มีประชาชนหลายหมื่นคนเฝ้าติดตาม พวกเขา
เสียใจที่บุคคลผู้มีมหากุศลจิตจะจากไป จึงเดินตามไปส่งถึงนอกเมือง ต่างพากันร้องไห้อาลัย
อาวรณ์ เมื่อฟ้าสางก็เดินทางต่อ มีคนยากจนจำนวนหนึ่งพากันมาขอร้องให้ราชบุตรบริจาคทาน 
พระองค์ก็ให้ไป ตลอดทางก็มีคนมาของบริจาค ของที่มีอยู่ราชบุตรก็ให้จนหมดแล้ว สิ่งของมีจำกัด
แต่คนมาขอบริจาคมีมากมายบางคนไม่มีน้ำใจ ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น คิดแต่จะขอแม้กระทั่งม้าของ
พระองค์ พระองค์ก็ไม่ตระหนี่เสียดายจึงทรงยกให้ รถม้าเมื่อไม่มีม้าแล้ว ราชบุตรจึงนำเอาบุตร
ชายหญิงไว้ในรถ ส่วนพระองค์ก็ทรงลากรถไป พระมเหสีวันดีก็ทรงเข็นรถอยู่ด้านหลังเดินไปอีก
ไม่ไกล ก็มีคนมาขอรถกับพระองค์ พระองค์ก็ยกรถให้ด้วยความยินดี มีคนจนอีกหลายคนที่มายื่นมือ
ขอบริจาคจากพระองค์ ราชบุตรทรงตรัสกับเขาด้วยความอ่อนโยนว่า
      “สมบัติที่เรามีล้วนยกบริจาคไปจนหมดสิ้น บัดนี้สองมือว่างเปล่า ท่านจะให้เรานำอะไรมาให้
ท่านเล่า?”
พวกขอทานก็คิดแต่ได้ฝ่ายเดียว ไม่คิดถึงจิตใจผู้อื่น จึงพูดกับราชบุตรว่า
      “หากว่าท่านไม่มีอะไรแล้ว ก็นำอาภรณ์ที่ท่านสวมอยู่ให้แก่พวกเรา”
ด้วยเหตุนี้ราชบุตรจึงนำฉลองพระองค์ ปลดออกบริจาคให้คนยากจน โดยไม่เสียใจเลยแม้แต่น้อย
ราชบุตรทรงแบกพระโอรส พระมเหสีวันดีทรงแบกพระธิดา ค่อย ๆ เดินไปข้างหน้าช้า ๆ และทรง
มาถึงสถานที่รกร้างแห่งหนึ่ง ซึ่งห่างจากประเทศของตนมาก พระโอรสทรงหิวกระหายมาก แต่
ราชบุตรก็ไม่ยอมหยุดเดิน สุดท้ายทางดำเนินผ่านกำแพงเมืองแห่งหนึ่ง มีเศรษฐีผู้มั่งคั่ง มีตำหนัก
ที่โอ่อ่าสง่างามมาก มีทุกสิ่งทุกอย่างครบครัน จะให้ราชบุตรและครอบครัวพำนักอยู่ ราชบุตร
ปฏิเสธว่า
      “หากหยุดอยู่ตรงนี้ไม่ก้าวเดินต่อไป ก็จะผิดต่อเจตนารมณ์พระบิดา ความกตัญญูอยู่ที่ใดกันเล่า?”
ด้วยเหตุนี้ พระราชบุตรจึงปฏิเสธเจตนาดีของท่านเศรษฐี แล้วเดินทางต่อไปจนถึงเขาทันตโลก 
มีแม่น้ำสายหนึ่งอยู่ข้างภูเขาลูกนั้น แม่น้ำสายนั้นกว้างใหญ่มาก น้ำลึกมาก ไม่สามารถข้ามไปได้ 
ราชบุตรจึงกำหนดจิต ฉับพลันในแม่น้ำก็บังเกิดเขาลูกหนึ่งเหมือนสะพาน ราชบุตร และครอบครัว
ก็เดินผ่านไปได้อย่างปลอดภัยจนถึงบนเขาทันตโลก สัตว์ป่าบนเขาเห็นราชบุตรเสด็จมา จึงพากัน
มาต้อนรับ ราชบุตรทรงทอดพระเนตรทัศนียภาพรอบ ๆ ภูเขามีต้นไม้ขึ้นหนาทึบ ลำธารน้ำใส เป็น
ทัศนียภาพที่งดงามมาก จึงทรงตรัสกับพระมเหสีวันดีว่า
      “ในป่าแห่งนี้ย่อมจะมีอริยปราชญ์ผู้ศึกษาธรรมอาศัยอยู่”
พระราชบุตรทรงเดาไม่ผิด ในป่าแห่งนี้มีอริยปราชญ์ผู้หนึ่งนามว่าอคท พระราชบุตรทรงเห็น
อริยปราชญ์อคท จึงทรงตรัสถามว่า 
      “ในป่าแห่งนี้มีสถานที่ใดบ้างที่สามารถนำมาเป็นที่พำนักบำเพ็ญได้?”
อริยปราชญ์อคทตอบว่า 
      “ตรงนี้เงียบสงบที่สุด ท่านสามารถให้ครอบครัวของท่านพำนักที่นี่ได้”
พระมเหสีอวันตีทรงตรัสถามว่า “ท่านพำนักที่นี่นานเท่าไร?”
อริยปราชญ์ตอบว่า “ร่วมๆ 500 ปีแล้ว”
อริยปราชญ์ชี้แนะ สถานที่ว่างเปล่าแห่งหนึ่งให้ราชบุตร และพระมเหสีพร้อมครอบครัวพำนักที่นั่น
พระโอรสมีพระชนม์ ๗ พรรษา สวมอาภรณ์ทำการหญ้าแห้ง พระธิดามีพระชนม์ ๖ พรรษา สวม
อาภรณ์ทำจากหนังกวาง สัตว์ป่าน้อยใหญ่ต่างพากันมาเป็นเพื่อน ขณะที่พระมเหสีวันดีออกไป
เก็บผลไม้ป่า พระโอรส พระธิดาก็นั่งเล่นอยู่ริมน้ำกับสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย 

      ที่เมืองกุรุ มีพราหมณ์ยากจนคนหนึ่ง หน้าตาอัปลักษณ์มาก แต่ภรรยาของเขากลับงดงาม
ดุจนางฟ้า นางมักจะออกไปตักน้ำอยู่เสมอ เด็กหนุ่มเพื่อนบ้านมักจะหัวเราะ และค่อนแคะนาง
อยู่เสมอ จนทนไม่ได้จึงพูดกับสามีว่า
      “ท่านคิดหาวิธีหาคนรับใช้ให้ข้าสักคน หรือนางกำนัลก็ได้ ข้าจะได้ไม่ต้องออกไปข้างนอก
บ่อย ๆ ไปปรากฏตัวข้างนอกก็ไม่งามนัก”
สามีพูดว่า “พวกเราเป็นครอบครัวยากจน จะไปหาคนรับใช้จากไหนกัน?”
ภรรยาพูดว่า “หมู่นี้ข้าได้ยินว่าราชบุตรของเมืองกาศีนั้นบริจาคทานจนเกินตัว ถึงถูกองค์ราชันย์
ขับไล่ได้มาอยู่ในเขาทันตโลก เขามีลูกชายหนึ่งคน ลูกสาวหนึ่งคนท่านสามารถไปที่นั่นขอมา
สักคน”

ฝ่ายพราหมณ์เดินทางมาสืบดูถึงในป่า แต่ยังไม่พบราชบุตร ได้พบนายพรานคนหนึ่ง จึงถามข่าวที่พัก
ของราชบุตร นายพรานเห็นว่าเป็นสาวกพราหมณ์ จึงจับเขามัดเอาไว้กับต้นไม้ ตีไปด่าไปว่า
      “พวกเจ้าคนพราหมณ์ที่คอยให้ร้ายคน ราชบุตรบริจาคทานให้พวกเจ้า จนขัดพระทัยองค์ราชันย์ 
จึงต้องมาอยู่ที่นี่ทนทุกข์ บัดนี้ พวกเจ้ายังไม่สำนักผิดอีก ยังจะกล้ามาที่นี่ ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว
หรือ?"
สาวกพราหมณ์นั้นถูกนายพรานทั้งตีทั้งด่าอย่างรุนแรง จึงพูดโกหกขึ้นมาว่า 
      “องค์ราชันย์คิดถึงราชบุตรมาก จึงส่งข้ามาสอดส่องดูว่าราชบุตรมีชีวิตการกินการอยู่อย่างไร 
บัดนี้ท่านอย่าตีข้าอีกเลย รีบบอกข้าเถิดว่าราชบุตรอยู่ที่ใดกัน? ข้ามีเรื่องสำคัญต้องทูลรายงาน
ราชบุตร”
นานพรานได้ยินดั่งนี้ ก็คิดว่าตนเองได้ทำร้ายคนดีแล้ว จึงรีบแก้มัดปล่อยเขาไป พร้อมทั้งบอกที่
ประทับของราชบุตร สาวกพราหมณ์กราบคารวะราชบุตร แล้วร้องห่มร้องไห้ด้วยความเศร้าเสียใจว่า       “ข้าเดินทางมาจากสถานที่ไกลแสนไกล เมื่อยล้าไปทั้งตัว หิวกระหายเป็นยิ่งนัก”
ราชบุตรทรงปลอบโยนเขา และนำเอาผลไม้ให้เขากิน เมื่อเขากินอิ่มจึงพูดต่อว่า       
      “ข้าเป็นคนเมืองกุรุได้ยินถึงมหาบารมีของพระองค์มานานแล้ว จึงมาที่นี่เพื่ออ้อนวอนขอต่อ
พระองค์”
ราชบุตรทรงตรัสว่า 
      “สิ่งที่เรามีทั้งหมดได้บริจาคแก่ผู้อื่นไปแล้ว บัดนี้ไม่มีสิ่งของใด ๆ ที่จะให้ท่านได้”
สาวกพราหมณ์พูดต่อว่า 
      “ได้ยินว่าราชบุตรมีบุตรธิดาสองพระองค์ ท่านไม่มีสิ่งของให้ข้า ก็ทรงยกบุตรธิดาสองพระองค์
ให้ข้านำไปเป็นข้ารับใช้เถิด”
ราชบุตรทรงตอบตกลงโดยมิได้รู้สึกหนักพระทัยเลย แล้วทรงเรียกบุตรธิดามาหา ทรงตรัสว่า 
      “สาวกพราหมณ์ท่านนี้ มาจากดินแดนห่างไกล ต้องการให้พวกเจ้าไปกับเขา เราได้รับปากไว้แล้ว
บัดนี้พวกเจ้าก็ติดตามเขาไปได้แล้ว”
พระโอรส พระธิดาเห็นหน้าตาของสาวกพราหมณ์แล้วก็กลัวเป็นอย่างยิ่ง จึงวิ่งเข้าไปกอดพระบิดา
ร้องไห้ว่า
      “ท่านพ่อ พวกพราหมณ์ไม่มีหน้าตาอัปลักษณ์น่าเกลียดเหมือนผีเช่นนี้ พวกเราไม่ไป”
ราชบุตรทรงปลอบโยนเด็กทั้งสองว่า
      “ไม่ใช่ผี เขาไม่กินคนหรอก พวกเจ้าจงวางใจไปกับเขาเถิด”
เด็กสองคนพูดขึ้นพร้อมกันว่า 
      “ท่านแม่ออกไปหาผลไม้ป่า บัดนี้ยังไม่กลับมา รออีกสักครู่คงกลับมา หากไม่เห็นพวกเราย่อมจะ
เสียใจเป็นแน่แท้”
สาวกพราหมณ์ทูลราชบุตรว่า 
      “ข้าจำเป็นต้องรีบกลับบ้าน ไม่เช่นนั้น เมื่อมารดาของเขากลับมา ก็ไม่ยอมไปกับข้าอีก”
ราชบุตรทรงเอาน้ำมาล้างพระกรแล้วจูงเด็กสองคนนั้นมอบให้พราหมณ์เอง ถึงตอนนี้แผ่นดิน
สะเทือนเลื่อนลั่น เด็กทั้งสองไม่ยอมไป คุกเข่าลงต่อหน้าราชบุตรว่า
      “พวกเรามีความผิดอันใด เชื้อสายกษัตริย์ต้องมาเป็นทาสรับใช้ บัดนี้ ขอให้พระบิดาไตร่ตรอง
ใหม่ ได้โปรดอย่าให้พวกเราต้องจากไปเลย”
ราชบุตรทรงตรัสกับพระโอรสพระธิดาว่า “ความรักความผูกพันในใต้หล้า วันหนึ่งย่อมพลัดพราก
สิ้นสุด รอจนเราบรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิเสียก่อน ก็จะมาปกโปรดให้เจ้าหลุดพ้น”

สาวกพราหมณ์กลัวว่าเด็กทั้งสองจะหนีไประหว่างทาง จึงขอร้องให้ราชบุตรมัดพวกเขาไว้ ราชบุตร
ก็ทำตามเด็กทั้งสองก็ไม่ยอมไป จึงต้อใช้ไม้ตี ตีจนเลือดไหลออกมา ราชบุตรก็ทรงกันแสง พระอัสสุชล หลั่งลงสู่พื้นดินพราหมณ์ที่ไร้มโนธรรมก็ลากเด็กทั้งสองไปโดยไม่สนใจอะไรเลย
ระหว่างทาง เด็กทั้งสองก็ใช้เชือกที่มัดตนเองนั้นพันรอบต้นไม้ รอคอยให้มารดากลับมาหา พวกเขา
แหงนหน้าตะโกนขึ้นฟ้าว่า
      “ท่านเจ้าป่าเจ้าเขา ท่านเทพารักษ์ สงสารพวกเราเถิด ให้มารดารีบมาพบโดยเร็วเถิด”
พราหมณ์ร้อนใจมาก จึงใช้กิ่งไม้ตี เด็กทั้งสองจึงยอมตามเขาไป พระมเหสีวันดีเก็บผลไม้ในป่า 
ทันใดนั้นก็ร้อนวูบขึ้นมา คันพระบาทพระเนตรขวากระตุก คิดถึงลูกขึ้นมา จึงรีบเก็บผลไม้กลับไป
ยังที่พัก ก็เห็นราชบุตรประทับอยู่แต่เพียงผู้เดียว จึงถามหาเด็กทั้งสอง ราชบุตรหลบสายตา พระมเหสี
วันดีจึงบ่นขึ้นว่า
      “เด็ก ๆ รอข้ากลับมาเพื่อจะกินผลไม้ บัดนี้หายไปแล้ว หายไปไหนกันแน่? ท่านได้โปรดบอกข้า
เถิด อย่าให้ข้าต้องเป็นบ้าไปเลย”
“พราหมณ์คนหนึ่งในเมืองกุรุมาขอบุตรทั้งสองไป เราได้บริจาคให้เขาไปแล้ว”
พระมเหสีวันดีได้ยินเช่นนั้นปวดร้าวใจมาก ถึงกับเป็นลมล้มลงกับพื้น เหมือนกับฟ้าถล่มแผ่นดิน
ทลาย ร่ำไห้ไม่หยุด
ราชบุตรทรงห้ามปรามนางว่า 
      “เจ้าฟังนะ เราขอถามเจ้าว่า เจ้ารู้ต้นเหตุผลกรรมความเป็นไปของตนเองหรือไม่? เราเข้าฌาน
และรับรู้แล้ว เราจะอธิบายให้เจ้าฟัง ในอดีตชาติ ในยุคสมัยของพระทีปังกรพุทธเจ้า เราเกิดเป็น
พราหมณ์ ครั้งหนึ่ง เจ้านำเอาโกมุท ๗ ดอกมา เราขอซื้อจากเจ้า ๕ ดอก เหลือสองดอกนั้น เจ้านำ
เอาไปถวายแด่พระพุทธเจ้า ทั้งยังตั้งปณิธานต่อหน้าพระพักตร์พระพุทธเจ้าด้วยว่า จะเกิดเป็นภรรยา
เราทุกภพทุกชาติไป เราต้องการให้เจ้าอนุญาตให้เราบริจาคได้ตามใจ เจ้าก็ตอบตกลง บัดนี้ เราเอา
เด็กทั้งสองบริจาคให้คนอื่นไป เจ้าหาได้มีมุทิตาจิตไม่ กลับให้ความรักความผูกพันนี้มาทำให้
ใจธรรมเราสั่นคลอน”

หลังจากที่พระมเหสีได้ยินเช่นนั้น ก็รู้เหตุปัจจัยของตนเองในอดีตชาติ จึงหยุดเศร้าเสียใจ จิตใจก็
เบิกบานขึ้น ในขณะนี้ ท้าวสักกะเทวราช ชื่นชมราชบุตรสุทานที่มีความปิติในการให้โดยไม่ขัดใจผู้ใด 
จึงแปลงกายเป็นพราหมณ์มาขอพระมเหสี ราชบุตรทรงยกให้อย่างไม่ลังเล พระมเหสีวันดีตรัสว่า
      “ยกข้าให้ผู้อื่น แล้วใครจะมาคอยปรนนิบัติท่าน?”
      “ไม่บริจาคเจ้าไป จะบรรลุโพธิได้อย่างไร?” ราชบุตรตรัสจบก็จูงพระมเหสีวันดีส่งให้พราหมณ์ ปฐพีจึงเริ่มสั่นสะเทือนอีกครั้ง
พราหมณ์พาพระมเหสีวันดีเดินไปได้เจ็ดก้าว แล้วหันกลับมาพูดกับราชบุตรว่า
      “คืนให้ท่านดีกว่า คราวหลังไม่ต้องบริจาคให้แก่ผู้ใดอีก”
ราชบุตรทรงตรัสว่า “เช่นนี้อย่างไร นางเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของสุภูติราชา นิสัยดีมีปัญญา 
บัดนี้ท่านต้องการนาง เรายินดียิ่งนัก”
ท้าวสักกะเทวราชรู้ว่าราชบุตรทรงมีปณิธานแน่วแน่ จึงพูดว่า 
      “จะบอกความจริงแก่ท่าน เรามิใช่พราหมณ์อะไรหรอก เราคือท้าวสักกะเทวราช เห็นว่าท่าน
ชื่นชอบการบริจาคโดยไม่เสียใจ จึงลองมาทดสอบโพธิจิตของท่านดู” 
ท้าวสักกะเทวราชปรากฏลักษณะที่แท้จริงออกมา ซึ่งเปี่ยมไปด้วยแสงรัศมีกว้างใหญ่ไพศาล
ท้าวสักกะเทวราชถามพระมเหสีวันดีว่า 
      “ไม่ทราบว่าบัดนี้ท่านต้องการสิ่งใด? จงพูดออกมาเถิด เราจะให้เจ้าสมความปรารถนา”
พระมเหสีวันดีแสดงความเคารพแล้วพูดว่า 
      “ข้ามีความปรารถนาสามประการ ประการแรก หวังว่าคนที่พาลูกทั้งสองของเราไป ยังคงนำลูก
เราไปขายอยู่ภายในเมืองนี้ ประการที่สอง ปรารถนาให้ลูกข้าไม่ต้องรับทุกข์จากความหิวกระหาย 
ประการที่สาม ปรารถนาให้ราชบุตรและข้าได้กลับวังในเร็ววัน”
      “ตกลง ท่านย่อมสมดังความปรารถนา ขอถามราชบุตรบ้าง”
      “ปรารถนาให้เวไนย์ได้รับการฉุดช่วย ไม่มีผู้ใดต้องรับทุกข์ในทะเลทุกข์แห่งการเกิดแก่เจ็บตาย
อีก” 
ท้าวสักกะเทวราชทรงสรรเสริญว่า 
      “ช่างเป็นความปรารถนาที่สูงส่งเสียจริง เป็นความปรารถนาที่มีค่าที่สุดในตรีธาตุนี้ ข้ามิอาจ
เทียบท่านได้” เมื่อพูดจบก็หายไปทันที

พราหมณ์แห่งเมืองกุรุ เมื่อได้เด็กทั้งสองก็ดีใจมาก พากลับบ้านไป เล่าให้ภรรยาฟัง ภรรยาก็เปลี่ยน
เป็นคนละคนทันที นางดุด่าสามีว่า
      “เจ้าคนไม่มีน้ำใจ เด็กสองคนนี้เป็นเชื้อสายกษัตริย์ จะมาเป็นคนรับใช้บ้านข้าได้อย่างไร? 
มโนธรรมของเจ้าอยู่ที่ไหนกัน? รีบเอาพวกเขากลับไปคืน แล้วขอคนใหม่มา” 
พราหมณ์ได้ยินเช่นนั้น ก็ไม่กล้าขัดภรรยาจึงพาเด็กทั้งสองคนกลับไป

ในขณะนี้ เด็กสองคนทั้งหิวทั้งกระหาย ท้าวสักกะก็เสกอาหารอย่างดีมาให้พวกเขาแก้หิว ให้เด็ก
อิ่มท้อง ไม่ต้องทนทุกข์กับความหิวโหย พราหมณ์เมืองกุรุคิดจะขายเด็กทั้งสอง เพื่อเอาเงินซื้อคน
รับใช้กลับไปคนหนึ่ง ต่อมาไม่รู้คิดอย่างไรก็เปลี่ยนใจ พาพวกเขาไปยังแคว้นกาศี ชาวเมืองกาศี
เห็นพระโอรสพระธิดาของราชบุตร ซึ่งเป็นหลานขององค์ราชันย์ปัจจุบัน ทุกคนต่างร้องไห้คน
มากมายก็คิดจะเข้าไปแย่ง ในจำนวนนั้นมีชายชราคนหนึ่งเตือนว่า
      “อย่าทำบุ่มบ่าม นี่เป็นเจตนาของราชบุตรที่จะบริจาค มิ สู้ส่งคนไปทูลองค์ราชันย์ดีกว่า ให้
องค์ราชันย์จัดการเอง”
องค์ราชันย์ได้ยินว่าหลานทั้งสองกลับมา จึงเรียกให้ทั้งสามคนเข้าวัง พระราชินี นางข้าหลวงเมื่อ
เห็นหน้าก็โผเข้ากอดกันร้องไห้ไม่หยุด องค์ราชันย์ถามพราหมณ์ ว่าเด็กทั้งสองมาจากไหน? 
พราหมณ์ตอบว่า ไปขอมาจากราชบุตร องค์ราชันย์ทรงไถ่ถามว่าราคาเท่าไร? 
พราหมณ์ยังไม่ทันอ้าปากตอบ เด็กทั้งสองแย่งตอบก่อนว่า
      “ข้าราคาหนึ่งพันเหรียญ หัววัวหนึ่งร้อยหัว ส่วนน้องสาวราคาสองพันเหรียญ หัววัวสองร้อยหัว”
องค์ราชันย์ทรงแปลกพระทัยจึงตรัส “ทำไมผู้ชายต่ำต้อย ส่วนผู้หญิงสูงส่งเล่า?”
หลานองค์ราชันย์ตอบว่า 
      “นางข้าหลวงในตำหนักหลัง กับองค์ราชันย์มิได้เป็นญาติมิตรเกี่ยวดองกัน แค่เพียงองค์ราชันย์
ทรงโปรดพวกนาง พวกนางก็มีคุณค่าสูงส่งขึ้นมา องค์ราชันย์ทรงมีบุตรชายเพียงคนเดียว แต่กลับ
ปล่อยให้ไปอยู่ตามป่าเขา ไม่มีความผูกพันระหว่างพ่อกับลูกเลย จึงรู้ว่าผู้ชายต่ำต้อยและผู้หญิง
สูงค่ากว่า”
องค์ราชันย์ทรงสดับฟังคำพูดของหลานชายแล้วรู้สึกละอายใจยิ่งนัก ทรงตรัสว่า 
      “ตัวเราไม่ดี เราทำผิดต่อเจ้าพ่อลูก” 
แล้วให้เงินทองแก่พราหมณ์ เรียกให้เขากลับไป หลานชายพูดว่า 
      “พราหมณ์คนนี้ยังไม่ได้กินอะไร คงจะหิวมาก ขอองค์ราชันย์ทรงประทานอาหารแก่เขาด้วย”
องค์ราชันย์ทรงตรัสว่า 
      “เขาพาเจ้ากลับไปเป็นคนใช้ที่บ้าน เจ้าไม่โกรธเคืองเขาหรือ? ยังวอนขออาหารแทนเขาอีก”
หลานชายพูดว่า 
      “เนื่องจากบิดาของเราไม่มีสิ่งของใด ๆ ที่จะบริจาคได้อีก จึงบริจาคพวกเราให้แก่เขาไป ข้าก็
นับว่าเป็นคนของเขาแล้ว แต่ข้าก็มิได้ทำงานรับใช้เลย บัดนี้เห็นเขาหิวโหย ทำไมจะไม่มี
ความรู้สึกใด ๆ เล่า? และบิดาของเราก็ยังบริจาคลูกให้ไปแล้ว อาหารของพระองค์มื้อหนึ่ง ไฉนจึง
ต้องเสียดายด้วย?”
องค์ราชันย์ทรงสดับฟังคำพูดของหลานชายด้วยความตื้นตัน จึงมีพระราชโอการส่งองครักษ์ไป
รับราชบุตรที่เขาทันตโลก เมื่อพระราชโองการไปถึง ราชบุตรคุกเข่ารับราชโองการ สัตว์น้อยใหญ่
ในป่าเมื่อรู้ว่าราชบุตรจะกลับเมือง ต่างร่ำไห้โศกเศร้า

      ในขณะที่ราชบุตรจะกลับประเทศนั้น ประเทศศัตรูเพื่อนบ้านทราบข่าว จึงส่งมหาอำมาตย์นำ
ช้างเผือกไปคืน พร้อมกับนำเพชรนิลจินดาต่าง ๆ ไปให้ราชบุตรระหว่างทางที่เสด็จกลับ กล่าว
ขอบคุณและเสียใจต่อสิ่งที่ได้ทำลงไปว่า ในอดีตได้วอนขอช้างล้ำค่าจะท่าน แท้ที่จริงเป็นการ
กระทำที่โง่เขลา บัดนี้องค์ราชันย์แห่งประเทศข้าได้ทราบข่าวว่าพระองค์จะเสด็จกลับเข้าเมือง 
จึงส่งขุนนางอำมาตย์นำเอาช้างเผือกมามอบคืน เงินทองเหล่านี้องค์ราชันย์ได้มอบแด่พระ
ราชบุตร เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อราชบุตร
ราชบุตรทรงตอบว่า 
      “ขอขอบคุณเจตนาดีแห่งประเทศของพวกท่าน แต่ทว่าสิ่งของที่เราได้บริจาคไปแล้วนั้น ไม่เคย
เอากลับคืน ซึ่งก็เปรียบเหมือนคน ๆ หนึ่ง ทำอาหารเลิศรสถวายแก่ผู้อื่น คนผู้นั้นได้กินเสร็จแล้ว 
และได้อาเจียนลงสู่พื้นดิน สิ่งของนั้นย่อมจะไม่สะอาดแล้ว จะกินเข้าไปอีกได้อย่างไร? ของที่เรา
บริจาคให้ไปแล้วก็เช่นกัน ขอรบกวนท่านนำกลับประเทศไปด้วย และช่วยถ่ายทอดเจตนาของเรา
แก่องค์ราชันย์ด้วย”
มหาอำมาตย์ขี่ช้างเผือกกลับประเทศ และนำคำพูดถ่ายทอดแด่องค์ราชันย์ ด้วยเหตุนี้จึงเปลี่ยน
จากศัตรูมาเป็นมิตรกัน นับแต่นั้นมา ทั้งสองประเทศก็คืนดีกันดังเดิม

        ความเมตตาของราชบุตรสุทาน มีใจพุทธะ ทำการบริจาคดั่งนี้ ถ้าพูดในทางโลกีย์วิสัน แม้ว่า
จะเกินไปแต่พูดในแง่หลักธรรม ราชบุตรสุทานทรงทำไปด้วยธรรมญาณอย่างแท้จริง ดังนั้น จึง
หลุดพ้นจากโลกีย์ ราชบุตรสุทานจึงบรรลุพุทธะมรรคในชาตินี้ ซึ่งก็คือพระศากยมุนีพุทธเจ้า...