ในอดีต ที่ประเทศอินเดีย มีเขาคิชฌกูฎ บนเขามีต้นไม้โบราณสูงเสียดฟ้า มีดอกไม้แปลกนานา
พันธุ์ มีร่องรอยคนไปเยือน เป็นสถานที่เหมาะแก่การบำเพ็ญธรรม เขาคิชฌกูฎที่เงียบสงบนี้ 

      นับตั้งแต่มีผู้บำเพ็ญธรรมมากมายมาบำเพ็ญบนเขานี้ ไม่นานนักเขาแห่งนี้ก็กลายเป็นสถานที่
บำเพ็ญอริยะอันบริสุทธิ์ กลายเป็นสถานที่ที่ผู้คนมากมายให้ความเคารพ โดยเฉพาะจะมีผู้เดินทาง
ไกลมาเพื่อถวายปัจจัยเสริมวาสนาอยู่ไม่ขาด

      วันหนึ่ง มีเศรษฐีผู้หนึ่ง นำพาครอบครัว ตระเตรียมอาหารอย่างดีเพื่อมาถวายแด่เหล่าพระภิกษุ
สงฆ์บนเขา ในระหว่างทาง มีเด็กสาวอายุ ๑๘ ปีเร่ร่อนขออาหารเห็นเข้า ก็คิดไปว่า

       “วันนี้เศรษฐีนำสิ่งของมากมายมาถวายแด่ผู้ออกบวช หากว่าข้าตามไปขอ ก็ย่อมจะได้อิ่มหมี
พีมันสักมื้อหนึ่งเป็นแน่แท้ ข้าก็ไม่ได้กินข้าวมาหลายวันแล้ว” เมื่อคิดดั่งนั้น ก็เดินตามขึ้นเขาไป
ด้วยความดีใจ แต่เมื่อนางขึ้นไปถึงบนเขาแล้ว เห็นเศรษฐีนำอาหารชั้นเลิศออกมา ในใจรู้สึกว่า
      “ในอดีตชาติเศรษฐีสร้างบุญวาสนาไว้มาก ดังนั้นในชาติปัจจุบันได้รับผลบุญวาสนาเป็น
มหาเศรษฐี บัดนี้ยังมีกุศลจิต เตรียมอาหารถวายพระภิกษุ ได้สร้างบุญกุศลยิ่งใหญ่ ในอนาคตชาติ
ย่อมมีวาสนามากกว่าชาตินี้แน่นอนแต่ว่า ตัวข้าช่างน่าสงสารเสียจริง อดีตชาติไม่รู้จักสร้างบุญ
วาสนา ชาตินี้จึงยากจนข้นแค้น หากตอนนี้ยังไม่รู้จักสร้างวาสนาอีก อนาคตชาติก็ยิ่งต้องทุกข์ยาก
หรือ? ทำไมข้าถึงไม่เอาเหรียญเงินทองเหลืองสองอันที่เก็บได้จากกองขยะเมื่อหลายวันก่อนมา
บริจาคให้พระภิกษุนะ? แม้ว่าเหรียญทองเหลืองสองอันนี้ ข้าจะนำไปซื้อขนมได้สองชิ้น แต่หากนำ
มาถวายแก่ผู้ออกบวช ข้าคิดว่าจะต้องไม่อดตายแน่”

      เมื่อคิดจบแล้ว ก็รอคอยพระภิกษุฉันอาหารเสร็จ ก็บังเกิดความเคารพนับถือ นำเงินทองเหลือง
สองเหรียญมาถวายแด่พระภิกษุ ตามกฎของเขานี้ เมื่อมีคนมาบริจาค จะมีพระผู้ทำหน้าที่ต้อนรับ
ออกมาอวยพรแก่ผู้บริจาค แต่ว่าคราวนี้พระเจ้าอาวาสออกมาอวยพรแก่หญิงยากจนนี้ด้วยตนเอง
      “บนมหาปฐพีแห่งนี้ มณีรัตนะทั้งปวง อยู่ในใจของเด็กสาวผู้นี้ ผู้ซึ่งสามารถบริจาคแก่ผู้ออก
บวชได้ การที่นางบริจาคเพื่อเป็นการสร้างบุญวาสนา บัดนี้อาตมาขออวยพรให้โยมพ้นจากความ
ทุกข์ยากลำเค็ญ”
      หญิงยากจนได้ยินคำอวยพรของเจ้าอาวาส ก็บังเกิดความยินดีในใจ และยังได้รับอาหารที่
มหาชนมอบให้ในขณะนี้นางได้รับความสุขจากธรรมอันสุงสุด เมื่อนางกินอิ่ม เดินออกจากประตูไป
ไม่ไกล จึงนั่งพักอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ในขณะนี้แม้ว่าดวงตะวันจะค่อยค่อยเคลื่อนลับไปทางทิศตะวันตก 
แต่ร่มเงาของต้นไม้นั้นยังไม่เปลี่ยนทิศทาง เหนือต้นไม้นั้นยังมีกลุ่มเมฆห้าสีปกคลุม ซึ่งนับว่าเป็น
เรื่องประหลาดยิ่งนัก

      .ในขณะเดียวกันนี้ องค์ราชินีแห่งกษัตริย์ในประเทศนี้เพิ่งสวรรคตไปไม่นาน องค์ราชันย์ทรง
ไม่สบายพระทัยจึงนั่งรถออกประพาสเพื่อคลายความกลัดกลุ้ม บังเอิญทรงผ่านต้นไม้ ที่หญิงยากจน
นั่งพักผ่อนอยู่ ทรงทอดพระเนตรเห็นหญิงยากจนนอนหลับอยู่ใต้ต้นไม้ที่มีหมู่เมฆปกคลุม เมื่อองค์
ราชันย์ทรงเห็นก็ตกพระทัยเหมือนพบเจอนางฟ้าจึงพึมพำว่า
      “เด็กสาวเหมือนนางฟ้าลงมาสู่แดนดิน ร่างกายอ้อนแอ้นอรชร ใบหน้าช่างงดงาม ข่างทำให้
ผู้คนหลงใหลเสียจริง” ด้วยเหตุนี้จึงพระบัญชาว่า “พวกเจ้าจงพานางมาไว้บนรถของเรา”
      หญิงสาวนั้นเหมือนตื่นจากความฝัน ลืมตาขึ้นมาดู เห็นด้านซ้ายขวามีบุรุษหลายนายประคองอยู่ 
จึงร้องตะโกนด้วยความตกใจว่า
      “โอ้! พวกท่านเป็นใครกัน? มีเรื่องอันใดหรือ?”
      “ไม่ต้องกลัว พวกเราไม่ใช่คนเลว องค์ราชันย์ของพวกเราจะนำนางกลับวัง”

หลังจากที่หญิงยากจนถูกประคองขึ้นรถแล้ว องค์ราชันย์ทรงประทับอยู่ข้างนางแล้วทรงตรัสถาม
อย่างอ่อนโยนว่า
      “ขอถามนางว่าปีนี้อายุเท่าไร?”
      “สิบแปดปี”
       “เจ้าช่างงดงาม ช่างน่ารักเสียจริง เราชอบเจ้ามาก จึงคิดพาเจ้ากลับวัง ให้เป็นพระสนม
อันดับหนึ่ง..."