หลังจากที่พระมหากัจจายนะเถระเผยแพร่พุทธธรรมอยู่ที่แคว้นอวันตี ก็คิดจะกลับไปยังเมือง
สาวัตถีเพื่อฟังพระพุทธองค์เทศนาธรรม ระหว่างทางได้พบกับสตรีคนหนึ่งถือขวดน้ำ นั่งอยู่ริมแม่น้ำ
ร้องห่มร้องไห้ เมื่อพระเถระเห็นก็บังเกิดความเวทนาสงสาร ท่านก็กลัวว่าหญิงผู้นี้จะผิดหวังในชีวิต 
คิดฆ่าตัวตาย 
ด้วยเหตุนี้ พระเถระจึงเข้าไปถามว่า
        “แม่นาง ท่านเสียใจเรื่องอะไรทำไมต้องมานั่งร้องไห้ที่นี่?”
        “ท่านไม่ต้องมายุ่ง บอกท่านแล้วมีประโยชน์อันใด?” หญิงผู้นี้ร้องเสียงดังยิ่งขึ้น      
       “แม่นาง บอกเราเถิด เราเป็นสาวกของพระพุทธองค์ เราสามารถช่วยท่านแก้ไขปัญหานี้ได้”
        “ท่านช่วยไม่ได้หรอก ท่านดูสิโลกนี้ช่างไม่ยุติธรรมเสียเลย คนรวยกับคนจนแตกต่างกันลิบลับ 
ข้าเป็นคนยากจนอาภัพ ต้องรับทุกข์มาตลอดชีวิต ข้าถูกความยากจนบีบคั้นจนไม่อยากมีชีวิตอยู่
อีกต่อไปแล้ว”

        เมื่อหญิงผู้นี้พูดจบก็ทำท่าจะกระโดดลงน้ำ พระมหากัจจายนะเถระจึงรีบเข้าไปดังนางเอาไว้ 
พระมหากัจจายนะเถระจึงพูดชี้แนะหญิงผู้นี้ด้วยความเห็นใจว่า
        “แม่นาง ท่านไม่ต้องเสียใจ คนจนในโลกนี้มีมากมาย มิใช่มีเพียงท่านคนเดียว ในขณะเดียวกัน 
คนจนมิใช่ว่าต้องทุกข์ยากโชคร้ายตลอดไป คนร่ำรวยก็ไม่จำเป็นจะต้องมีความสุขตลอดไป ท่าน
ลองดูคนร่ำรวยที่มีข้าทาสบริวาร เรือกสวนไร่นาสิ วัน ๆ พวกเขายังต้องรับทุกข์กลัดกลุ้มอยู่กับความ
โลภโกรธเคือง เป็นคนมีชีวิตสงบสุขก็พอแล้ว เป็นคนจนแล้วมีอะไรให้เสียใจ?”

หญิงผู้นั้นหงุดหงิด ดิ้นรนพูดว่า
        “ท่านเป็นเพศสมณะออกบวช ท่านสามารถมองและปล่อยวางเรื่องราวในโลกได้ แต่ข้าทำไม่ได้ 
ท่านคงรู้ว่าข้าเป็นทาสรับใช้บ้านเศรษฐี ข้าเป็นทาสอยู่ทั้งปีทั้งชาติ เสื้อผ้าอาหารก็ไม่เพียงพอ ไม่มี
อิสรภาพและเจ้านายใจดำของข้าทั้งโลภทั้งโหดร้ายทารุณ ไม่มีความเมตตาเลยสักนิด หากพวกเรา
ทำงานพลาดนิดหน่อยก็ทั้งด่าทั้งตี พวกเราแทบไม่มีชีวิตรอด จะตายก็ไม่ได้ คิดถึงความทุกข์เหล่านี้
ล้วนมาจากความที่ข้ายากจนแล้วจะไม่ให้เราเป็นทุกข์เพราะความจนได้อย่างไร?”
        “แม่นาง ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านก็มิต้องเสียใจโศกเศร้า เราจะบอกวิธีขจัดความยากจนและทำให้
ร่ำรวยแก่ท่าน”
        “วิธีอันใดหรือ?” หญิงผู้นี้เอามือเช็ดน้ำตาแล้วมองไปที่พระกัจจายนะเถระ
        “วิธีนี้ง่ายมาก ในเมื่อท่านเป็นทุกข์กับความยากจน ท่านก็ขายความยากจนนั้นให้กับผู้อื่น”
        “ขายความยากจนให้ผู้อื่นได้ด้วยหรือ?” หญิงคนนั้นร้องขึ้นมาด้วยความตกใจ         
        “ท่านอย่าพูดจาเหลวไหลเลย หากความยากจนนั้นขายให้คนอื่นได้ โลกนี้ก็จะไม่มีคนจนอีกเลย
แล้วจะมีใครยอมซื้อความยากจนนี้เล่า?”
        “ขายให้เรา เรายินดีซื้อ” พระกัจจายนะเถระตอบ
        “ความยากจนขายกันได้ และท่านยอมซื้อมัน แต่ว่าชาวโลกไม่รู้วิธีขายความยากจนนี้”
        “จะต้องบริจาค” พระเถระชี้แนะอีกว่า “ท่านจะต้องรู้ว่าความยากจน ความร่ำรวยล้วนมีเหตุปัจจัย
ของมันเองคนยากจนต้องลำบาก เพราะว่าในอดีตชาติไม่รู้จักบริจาคและสร้างวาสนา คนร่ำรวย
ก็มั่งมี เพราะในอดีตชาติยอมบริจาคทานและบำเพ็ญวาสนา ด้วยเหตุนี้การบริจาคและการสร้าง 
วาสนาเป็นวิธีการขายความจนซื้อความรวยที่ดีที่สุด”

        เมื่อหญิงผู้นั้นได้ฟังก็บังเกิดปัญญา นางคิดว่า มาถึงวันนี้เราจึงเข้าใจหลักธรรมแห่งความร่ำรวย 
แต่นางก็ทำหน้าอมทุกข์แล้วพูดว่า
        “พระเถระ ท่านกล่าวได้ไม่เลยทีเดียว ข้าเข้าใจวิธีการทำให้ร่ำรวยแล้ว แต่ว่าข้านั้นยากลำบาก
ที่สุดข้าเป็นคนไม่มีอะไรเลยแม้นแต่ขวดน้ำในมือ ก็ยังเป็นของเจ้านายข้าที่รักทรัพย์สินดุจชีวิต 
ท่านจะให้ข้าบริจาคอย่างไรเล่า?”
พระกัจจายนะเถระมอบบาตรให้แก่หญิงผู้นั้นแล้วพูดว่า
        “การบริจาคไม่จำเป็นต้องเป็นเงินทอง เห็นผู้อื่นบริจาคแล้วบังเกิดความยินดีกับเขาก็ได้แล้ว 
บัดนี้ท่านเอาบาตรของเราใส่น้ำแล้วมอบให้เรา เพื่อเป็นการบริจาค”

        ถึงตอนนี้หญิงผู้นี้จึงเข้าใจความหมายของการบริจาคอย่างแท้จริง และดำเนินตามคำสอน 
ภายหลังนางอาศัยบุญกุศลแห่งการถวายน้ำ ไปจุติบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เสวยสุข พุทธธรรม 
ไม่แบ่งแยกคนจน คนรวย ไม่ว่าจะเป็นใครก็ถือดำเนินปฏิบัติได้...