พระสารีบุตรเป็นสาวกแนวหน้าของพระพุทธองค์ นับตั้งแต่ได้ยึดถือพระพุทธศาสนาเป็นสรณะ 
พลังของกลุ่มภิกษุสงฆ์ก็แข็งแกร่งขึ้นมา พระพุทธองค์ทรงเชื่อถือในตัวเขามาก        
       ครั้งแรกได้รับพระบัญชาจากพระพุทธองค์ให้ไปเผยแพร่พุทธธรรมยังตอนเหนือและดูแลงาน
สร้างเชตวันวรวิหาร เดิมทีเวฬุวันวิหารอยู่ที่แคว้นมคธทางตอนใต้ของอินเดีย ในสองปีแรกที่
พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ ในอินเดียทางตอนเหนือยังไม่มีวี่แววที่จะแสดงธรรม และเมื่อเหตุปัจจัย
มาถึง เศรษฐีสุทัตต์ในกรุงสาวัตถีแคว้นโกศลในทางตอนเหนือ เนื่องจากเดินทางไปเยี่ยมญาติ
ทางตอนใต้ได้พบพระพุทธองค์ผู้ทรงสง่างาม จึงยินยอมถวายตัวทั้งบังเกิดจิตคิดสร้างอาราม
ทางตอนเหนือถวายแด่พระพุทธองค์ เพื่อใช้เป็นสถานที่โปรยปรายหยาดพระธรรม

       เศรษฐีสุทัตต์ได้ใช้ทองคำปูพื้น เพื่อซื้อสวนดอกไม้ของราชบุตรเชตในเมืองสาวัตถีเพื่อนำมา
สร้างเป็นอารามวิหาร ทั้งยังวอนขอให้พระพุทธองค์ส่งคนออกแบบวางแผนและผู้ควบคุมการ
ก่อสร้างไปด้วย พระพุทธองค์ทรงทราบว่าทางตอนเหนือยังไม่ได้ไปถึง แต่ตำหนักของท่านใน
กามาวจรได้เสร็จสิ้นแล้ว
      “ถ้าเช่นนั้นขอเรียนถามพระเถระ ตำหนักในกามาวจรมากมายขนาดนี้ ในอนาคตข้านั้นจะได้อยู่
ในชั้นไหน?”
       “ชั้นดาวดึงส์จะมีอายุวัฒนะยาวนานมาก รู้บำเพ็ญขัดเกลา วิริยะในหลักพุทธธรรม ก็ย่อมจะไม่
ตกต่ำ” พระสารีบุตรอธิบายให้ฟัง
       “ถ้าเช่นนั้น ในอนาคตข้าย่อมจะได้จุติในตำหนักดาวดึงส์” เมื่อเศรษฐีสุทัตต์พูดเช่นนี้ ตำหนัก
อื่นๆ ก็ค่อยค่อยเลือนหายไป เหลือเพียงตำหนักดาวดึงส์ที่ปรากฏความงดงามอยู่บนอากาศให้
เศรษฐีสุทัตต์ได้ชม เศรษฐีสุทัตต์ดีใจมากยิ่งนัก และทรงทราบว่าเป็นถิ่นของพวกนิกายนอกรีต การ
ไปยังตอนเหนือนั้นไม่เพียงแต่จะต้องดูแลการก่อสร้างวิหาร และยังต้องสยบพวกนอกรีตได้ด้วย ด้วยเหตุนี้จึงส่งพระสารีบุตรให้ติดตามเศรษฐีสุทัตต์ไปยังเมืองสาวัตถีในทางตอนเหนือวิหาร
เพิ่งจะเริ่มสร้างไปได้ไม่นาน จริงดังคาด มารผจญมาเยือน มีพวกนอกรีตมากมายบังเกิดความอิจฉา
ที่เห็นพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง พวกเขามักจะขอร้องเศรษฐีสุทัตต์ให้ล้มเลิกความตั้งใจที่จะสร้าง
วิหารถวายแด่พระพุทธองค์ และยังเรียกให้เขาไม่นับถือพระพุทธองค์ด้วย

       เศรษฐีสุทัตต์เป็นผู้ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระพุทธองค์แล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เขา
ไม่เชื่อคำพูดของพวกนอกรีต ด้วยเหตุนี้ พวกนอกรีตจึงคิดจะโต้แย้งกับพระสารีบุตรซึ่งเป็นสาวก
ของพระพุทธเจ้า พวกเขาคิดจะโต้แย้งให้พุทธศาสนาอับจน เพื่อทำให้เศรษฐีสุทัตต์รู้ตื่นขึ้นมา 
เศรษฐีสุทัตต์ได้ยินข่าวนี้ก็ตกใจมาก คิดว่า พระสารีบุตรเพียงคนเดียวจะโต้แย้งกับพวกนอกรีต
จำนวนมากมายนั้นไหวหรือ?

       เศรษฐีสุทัตต์กลัดกลุ้มมากจึงนำเรื่องพวกนอกรีตบอกพระสารีบุตร พระสารีบุตรกลับรู้สึกยินดี 
เขาคิดว่านี่เป็นโอกาสที่ดีที่จะเป็นตัวแทนพระพุทธองค์ในการเผยแพร่พุทธศาสนา จึงมีการ
นัดหมายเวลา สถานที่ที่จะทำการถกอภิปราย ฝ่ายนอกรีตได้คัดเลือกผู้ที่จะโต้คารมมาหลายสิบคน
ทางพุทธศาสนามีเพียงพระสารีบุตรคนเดียว

       ในทางพุทธศาสนาแม้จะมีจำนวนคนเพียงคนเดียวคือพระสารีบุตร แต่ในด้านของกำลังความ
สามารถ บางทีพระสารีบุตรคนเดียวอาจชนะพวกนอกรีตนับพันคนได้ พระสารีบุตรเป็นสาวก
พระพุทธองค์ที่มีความสามารถมากยากจะหาใครเทียบได้ เดิมทีเขาเกิดในตระกูลพราหมณ์ คุณปู่ 
คุณพ่อต่างเป็นนักพูดของพราหมร์ เป็นนักการศึกษาอันดังหนึ่ง พระสารีบุตรได้รับการถ่ายทอด
ทางสายเลือดมาอย่างดี เขาเชี่ยวชาญพระสูตรต่าง ๆ ของพวกนอกรีตและบัดนี้เขาได้ยึดถือพุทธ
ศาสนาเป็นสรณะและเป็นผู้บรรลุอริยมรรคแล้ว ดังนั้นให้พระสารีบุตรเป็นผู้มาโต้แย้งปัญหากับ
พวกนอกรีตนั้นดีที่สุดแล้ว

       การอภิปรายครั้งนี้ไม่ต้องพูดก็รู้ว่าพระสารีบุตรเป็นฝ่ายชนะ มีพวกนอกรีตบางคนที่สามารถ
ยอมรับสัจธรรมได้พวกเขายินยอมให้พระสารีบุตรมาเป็นผู้แนะนำให้ยึดถือพุทธศาสนาและถวายตัว
ต่อพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ยังทรงประทับอยู่ตอนใต้ แสงบารมีได้สาดส่องไปยังตอนเหนือแล้ว 
ครั้งนี้พระสารีบุตรได้ชี้แนะให้คนถวายตัวแด่พระพุทธองค์เป็นจำนวนนับหมื่นคน เศรษฐีสุทัตต์จึง
บังเกิดความเคารพเลื่อมใสในพระสารีบุตร และสำนึกคุณแห่งพระพุทธองค์ 

       การดำเนินงานสร้างเชตวันวิหารเป็นไปอย่างรวดเร็ว ภายใต้การวางแผนของพระสารีบุตร 
จะมีห้องโถงใหญ่ ๖ ห้องไว้สำหรับงานประชุม ยังมีห้องเล็กอีกหกสิบห้องแบ่งไว้สำหรับเป็น
ห้องนอน ห้องพักผ่อน ห้องอาบน้ำ ห้องเก็บของ นอกจากนี้ยังมีสนามออกกำลังกาย สถานที่
ชำระล้าง บ่อน้ำเป็นต้น เมื่อการสร้างวิหารเสร็จสิ้นพระสารีบุตรพูดกับเศรษฐีสุทัตต์ว่า
       “เศรษฐีสุทัตต์ เชิญท่านดูเถิด บัดนี้บนสวรรค์ได้ปรากฏอะไรขึ้น?”
       “พระเถระ ข้าไม่เห็นมีอะไรเลย” เศรษฐีสุทัตต์ตอบด้วยความผิดหวัง
       “นี่แหละที่ว่าตาเนื้อไม่สามารถมองเห็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ได้ บัดนี้ท่านอาศัยทิพยจักษุของเรา
มองดูสักหน่อย”
       “โอ้! พระเถระ มีตำหนักที่หรูหราสง่างามมากมาย” เศรษฐีสุทัตต์ร้องบอกพระสารีบุตร
       “ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นตำหนักในกามาวจร เพราะว่าท่านได้บริจาควิหารให้พระพุทธองค์แสดงธรรม แม้ว่าวิหารยังไม่เสร็จลุล่วงด้วยดี...