สังคมอินเดียในอดีต ประชาชนมีความแตกต่างทางชนชั้นวรรณะมาก กรุงราชคฤห์ซึ่งอยู่
ทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย ประชาชนต่างร่ำรวย แต่ก็หนีไม่พ้นการแบ่งแยกวรรณะ พวกเขา
จะนับว่าสมบัติมากน้อยแค่ไหน และจะแบ่งแยกเป็น ๙ ระดับชนชั้น เป็นที่อิจฉาของคนทั่วไป
หนึ่งร้อยล้านลี้เป็นที่อยู่ของประชาชนที่มั่งคั่งที่สุดในเมือง พวกเขามีทรัพย์ศฤงคารเป็นร้อยล้าน
พันล้าน จึงคู่ควรที่จะเป็นประชากรของถิ่นหนึ่งร้อยล้านลี้ได้ และแน่นอน พวกเขาย่อมจะเป็นที่หนึ่ง
ใน ๙ ระดับชนชั้นเป็นทีอิจฉาของคนทั่วไป
ในขณะนั้น มีคนอาศัยอยู่ในระดับที่ ๙ คนหนึ่ง ใฝ่ฝันอยากจะไปอยู่ที่ถิ่นหนึ่งร้อยล้านลี้ เขา
หวังว่า จะสามารถเข้าไปเป็นประชากรของถิ่นนั้นได้ แต่ว่าไม่มีทรัพย์ศฤงคารเป็นพันล้าน เพื่อให้
ตนเองได้มาซึ่งคุณสมบัตินี้ เขาทุ่มเทเหน็ดเหนื่อยคิดหาวิธีไปหาเงิน ด้วยการตรากตรำเป็นเวลา
หลายสิบปี ก็สั่งสมจนได้เก้าในสิบส่วน ขาดเพียงหนึ่งส่วนเท่านั้นเขาก็จะบรรลุอุดมการณ์ แต่ทว่า
กลับถูกโรคภัยรุมเร้าจนย่ำแย่ อาการอยู่ในขั้นวิกฤต เขารู้ตัวว่าจะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้อีกไม่นาน 
จึงสั่งกำชับภรรยาว่า “ข้าไม่มีทางหายอีกแล้ว สิ่งที่ละวางมิได้คืออุดมการณ์ความหวังที่ยังไม่บรรลุ 
ลูกก็อายุเพียง ๘ ขวบไม่สามารถสืบทอดกิจการงานได้ทันที หวังว่าเจ้าคงจะเลี้ยงดูให้เขาเติบใหญ่ 
จงบอกเล่าปณิธานความตั้งใจของข้าให้เขาฟัง บริหารดูแลทรัพย์สมบัติของตระกูลให้ดี เพื่อจะ
สามารถเข้าไปอยู่ในถิ่นหนึ่งร้อยล้านลี้ได้ ข้าจะได้นอนตายตาหลับในยมโลก” รอจนพิธีฌาปนกิจ
เสร็จสิ้น มารดาก็เรียกบุตรชายมาพบและพูดว่า “บิดาของเจ้ามีคำพูดสั่งเสียไว้ หวังว่าเจ้าสามารถ
บริหารดูแลทรัพย์สินให้ดี เพื่อที่จะมีคุณสมบัติเข้าไปเป็นประชากรของถิ่นหนึ่งร้อยล้านลี้ จึงจะสม
ดังความคาดหวังของบิดา” แม้ว่าบุตรชายอายุยังน้อย กลับมีปัญญาสูงส่ง เขาเข้าใจว่าเคราะห์
วาสนาที่แท้จริงคืออะไร สิ่งล้ำค่าในโลกเปรียบดังอสรพิษ นับแต่โบราณกาลมา มีผู้คนมากมายที่
โลภมากเสาะหาสิ่งเหล่านี้และกระทำการเลวทรามต่ำช้า ให้เล่ห์อุบายทำร้ายผู้อื่นและหาผล
ประโยชน์ใส่ตน จึงต้องรับความทุกข์ตอบสนองเรื่อยมาอย่างไม่จบสิ้น ทุกคนไม่เข้าใจ วาสนาของ
คน ๆ หนึ่ง มิใช่ได้มาเปล่า ๆ ไม่เพาะเมล็ดจะได้เก็บเกี่ยวผลหรือ? ความร่ำรวยมั่งมีก็มีหนทางเป็นไปของมันเอง การบริจาคจึงสามารถเข้าสู่ดินแดนร่ำรวยมั่งคั่ง
ได้ แต่เขาก็รู้ว่ามารดาไม่สามารถเข้าใจหลักธรรมนี้ได้ ดังนั้นจึงพูดอย่างนุ่มนวลว่า “ลูกมีวิธีที่ดี
มากวิธีหนึ่ง ไม่ต้องรอถึงอนาคต บัดนี้ก็สามารถเข้าไปเสวยบุญในถิ่นหนึ่งร้อยล้านลี้ได้ เพียงแต่นำ
สมบัติของครอบครัวมอบไว้แก่ข้า” มารดาเมื่อได้ยินก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ว่าหล่อนรักลูกชาย
มากและหวังพึ่งพาลูก ดังนั้นจึงนำกุญแจคลังสมบัติมอบให้แก่บุตรชาย
เมื่อลูกชายได้รับสมบัติของตระกูลทั้งหมด ทุกวันก็จะอยู่นอกบ้านใช้เงินทองไปแกะสลัก
พระพุทธรูป สร้างวัดวาอาราม ถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุ ถวายเป็นค่าใช้จ่ายในการเผยแพร่
พุทธธรรม และนำเอาส่วนหนึ่งออกมาช่วยเหลือคนยากจน เวลาไม่ถึงครึ่งปี ทรัพย์สมบัติที่บิดา
เก็บสะสม มาครึ่งชีวิต ก็แจกจ่ายกระจ่ายไปทั่ว
แม้ว่ามารดาจะมีวาสนา แต่ก็ไม่มีปัญญาในการเข้าใจพุทธธรรม หล่อนไม่รู้ว่าลูกชายคือพระ
โพธิสัตว์กลับชาติมาเกิด แตกต่างจากปุถุชนทั่วไป มีมหาปัญญา มหาอภิญญา สามารถไปมา
ยังสามโลกได้อย่างเสรี หล่อนไม่รู้ว่าการแจกจ่ายบริจาคทรัพย์สินจะเป็นบ่อเกิดของความมั่งคั่ง 
จึงมิได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์ การเป็นประชากรของถิ่นหนึ่งร้อยล้านลี้เป็นเรื่องง่าย
ยิ่งนัก แต่หล่อนไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ ได้แต่นั่งมองทรัพย์สมบัติที่ร่อยหรอลงทุกวัน จึงหวั่นวิตกว่า
ไม่อาจจะเข้าเป็นสมาชิกในถิ่นหนึ่งร้อยล้านลี้ได้ แม้แต่ที่พึ่งในชีวิตก็ไม่มี แต่ด้วยความรักลูกมาก 
ทำให้หล่อนไม่กล้าที่จะขัดขวาง เพราะว่าทุกครั้งลูกชายก็จะอธิบายเหตุผลให้ฟังอย่างนุ่มนวล
แต่ยังไม่ทันได้เสวยบุญวาสนา เคราะห์กรรมก็มาเยือนเสียแล้ว เด็กที่น่ารักและฉลาดเช่นนั้นจะ
เป็นโรคตายภายในคืนเดียว ยังไม่ทันได้ตามแพทย์มารักษา ลูกชายก็จากหล่อนไปเสียแล้ว 
ทรัพย์สมบัติก็ไม่มีเหลือ ลูกชายเพียงคนเดียวก็ตายจากไป มารดาเศร้าเสียใจจนคิดอยากฆ่าตัวตาย
ตามลูกชายไปเสียให้ได้กิเลสตัณหาของมนุษย์มีมากมายเสียจริง ยกตัวอย่างไม่หวาดไม่ไหว ในถิ่นหนึ่งร้อยล้านลี้นั้นผู้ร่ำรวยที่สุดมีทรัพย์สินแปดร้อยล้าน แต่กลับกลุ้มอกกลุ้มใจทั้งวัน เนื่องจาก
ไม่มีลูกชายไว้สืบสกุล แล้วทรัพย์สินจำนวนมหาศาลเช่นนั้นจะเอาไว้ให้ใคร? ทุกวันจะนั่งเกี้ยวให้คน
แบกไปตามวัดวาอารามต่าง ๆ เพื่ออธิฐานขอบุตร เขาปรารถนาจะมีบุตรชายที่เพียบพร้อมทั้งบุญ
และปัญญา

ต่อมาไม่นาน ภรรยาคนแรกก็ให้กำเนิดเด็กทารกชาย เด็กคนนั้นรูปร่างหน้าตางามสง่ามาก 
มีลักษณะพิเศษต่างจากผู้อื่น คนที่พบเห็นต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าน่าอัศจรรย์ยิ่ง สามสี่วัน
ต่อมา เด็กน้อยก็ทำอย่างกับว่ามารดาเป็นคนแปลกหน้า มารดาอุ้มเขาไว้ เขาก็ร้อง มารดาให้นมเขา 
เขาก็ร้อง พอเห็นหัวนมถ้าไม่ร้องก็สะบัดหน้าหนี แล้วร้องให้จนผู้คนพากันตกอกตกใจ ถ้าไม่กินนม
แล้วจะทำอย่างไร? เอะอะอะไรก็ร้องไห้ขึ้นมา สองเรื่องนี้ทำให้ทุกคนในครอบครัวอยู่ด้วยความหวั่น
กลัวลูกชายคนนี้ก็ได้มามิใช่ง่าย ทั้งยังมีความสำคัญยิ่งกว่าชีวิตของเศรษฐีนี้เสียอีก
ด้วยเหตุนี้เศรษฐีจึงประกาศไปทั่วว่า หากผู้ใดทำให้เด็กคนนี้ไม่ร้องไห้ และยอนกินนมได้ ก็จะ
เชิญให้มาร่วมเป็นครอบครัวเดียวกัน มีสตรีหลายนางที่มาทดลองดู คิดว่าการมาเป็นครอบครัว
เดียวกับเศรษฐีอันดับหนึ่งมิใช่เรื่องง่าย แต่ละคนมาอุ้มต่างทำให้เด็กน้อยยิ่งร้องเสียงดังขึ้น 
ไม่ต้องว่าจะมาป้อนนม แค่อุ้มเฉย ๆ ก็อุ้มไม่ได้ ผ่านไปหลายวันสตรีมากมายที่ผิดหวังกลับไป 
มีเพียงคนเดียวเท่านั้น ซึ่งไม่รู้ว่าได้บำเพ็ญบุญวาสนาไว้แต่ชาติไหน ที่ได้อยู่ด้วย นั่นก็คือหญิงที่
หมดสิ้นทรัพย์สินและสูญเสียบุตรชายไป หล่อนเองก็ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร หล่อนมิได้ตั้งใจมาลอง 
แต่มาเพียงเป็นผู้ชมสนุกสนานเท่านั้น แต่เหตุการณ์เบื้องหน้าล่อตาล่อใจให้เธออยากลองบ้าง 
จึงต่อแถวลองดู แต่ลักษณะของเด็กน้อยนั้นเปรียบเสมือนได้พบเจอญาติสนิท จึงหยุดร้องและ
หัวเราะให้หล่อนทั้งน้ำตาสาวใช้จึงส่งขวดนมมาให้ หล่อนจึงนำเข้าปากเด็กน้อย เด็กน้อยก็ดูด
ด้วยความกระหาย
ตกดึก ทุกคนเข้านอนหมดแล้ว หล่อนยังมิได้เข้านอน มาย้อนคิดถึงเหตุการณ์ในวันนี้ ซึ่งหล่อน
เองก็แทบจะไม่เชื่อว่าหล่อนจะได้เข้ามาอยู่ในถิ่นหนึ่งร้อยล้านลี้นี้ได้ “หรือว่าข้าฝันไป” นางบ่น
พึมพำคนเดียว “ไม่ใช่หรอก ท่านแม่!” มีคนกำลังตอบคำถามของหล่อน ใครกัน? หล่อนผุดลุกขึ้น
มานั่ง มองสำรวจไปรอบ ๆ “ท่านแม่ ข้าเอง” โอ้! เด็กทารกข้างกายนั่นเองที่กำลังพูดกับนาง 
เศรษฐีได้เชิญนางมาเป็นแม่นม คอยเลี้ยดูบุตรชายของท่าน “เจ้า!” หล่อนตื่นตกใจมาก ทารก
แรกเกิดสามารถพูดได้ ซ้ำยังเรียกนางว่าแม่ด้วย
“ใช่แล้ว ข้าเป็นบุตรชายของท่านที่ตายไปแล้วกลับชาติมาเกิด ท่านมิใช่พูดดอกหรือว่า
อุดมการณ์ของบิดานั้นคาดหวังให้พวกเราเข้ามาอยู่ในถิ่นหนึ่งร้อยล้านลี้? บัดนี้พวกเราอยู่ในบ้าน
เศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในถิ่นหนึ่งร้อยล้านนี้แล้ว” หล่อนอุ้มเด็กน้อยขึ้นมากอด น้ำตาอุ่น ๆ หลั่งไหล
ออกมา

        หล่อนจึงเข้าใจแล้วว่า การกระจายทรัพย์ก็คือต้นเหตุแห่งความร่ำรวย...