วันหนึ่ง พระพุทธองค์ค่อย ๆ เดินไปยังฝั่งแม่น้ำคงคา ในตอนนั้น น้ำขึ้นเอ่อล้นไหลเชี่ยวกราก 
ไม่สามารถจะข้ามน้ำไปได้ ขณะที่พระพุทธองค์ตกอยู่ในความยากลำบากนี้ มีคนพายเรือคนหนึ่ง 
พายเรือเข้ามาถามว่า
“ท่านต้องการข้ามแม่น้ำไปยังฝั่งโน้นใช่ไหม?”
“ใช่แล้ว ท่านให้เรานั่งเรือข้ามฟากไปยังฝั่งนั้นด้วยได้หรือไม่?”
“ได้สิ แต่ว่าท่านควรจะให้ค่าตอบแทนแก่ข้า”
พระพุทธองค์ได้ยินดั่งนั้น ทรงตรัสด้วยน้ำเสียงถ่อมตนว่า
“คนพายเรือ พวกเราออกบวชมีเพียงแค่ผ้าไตรจีวร บาติหนึ่งใบเท่านั้น มีชีวิตที่สมถะเรียบง่าย
มีปัญญาเป็นกรรม ไฉนจะมีค่าเรือเล่า?”  เราได้ขจัดพันธนาการแห่งความกลัดกลุ้มกังวล มอง
ทรัพย์รัตนะมณีประดุจก้อนหินดินทราย ดังนั้นในตัวเราจะไม่พกพาเงินทองใดๆ

คนพายเรือรักเงินทองดุจชีวิต ความจริงใจของพระพุทธองค์ไม่สามารถทำให้เขาเข้าใจได้ 
เขายังคงพูดด้วยความยึดมั่นว่า
“ไม่มีเงิน ก็อย่ามาโทษข้าที่ไม่ให้ขึ้นเรือ”
เมื่อพูดจบ ก็เตรียมจะพายเรือออกไป ทันใดนั้น พระพุทธองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นห่านป่าฝูงหนึ่ง 
บินข้ามผ่านแม่น้ำ ด้วยเหตุนี้จึงทรงตรัสกับคนพายเรือว่า
“ท่านดูสิ ห่านป่าฝูงนั้นบนฟ้า พวกมันไม่เคยถามคนพายเรือว่าค่าผ่านทางเท่าไร แต่มันใช้
กำลังของมันเองบินร่อนไปยังที่ที่มันต้องการ บินข้ามแม่น้ำไปอย่างรวดเร็ว มีใครบ้างที่จะกล้าขอ
ค่าผ่านทางจากมัน? บัดนี้เราจะใช้อภิญญาเหาะข้ามไปเหมือนห่านป่า เหาะข้ามไปยังฝั่งกระโน้น”

เมื่อพระพุทธองค์ตรัสจบ พริบตาเดียวก็ข้ามไปอยู่ฝั่งตรงข้ามแล้ว คนพายเรือมองดูพระพุทธองค์
ทรงใช้อภิญญาข้ามไป ก็บังเกิดความละอาย ตีอกชกหัวตัวเองแล้วพูดว่า
“ข้าช่างโชคร้ายเสียจริง มหาอริยะเสด็จมาอยู่เบื้องหน้า เนื้อนาบุญอยู่ตรงนั้น กลับไม่รู้จัก
บริจาคสร้างบุญ ปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้พบพระพุทธองค์อีก บัดนี้ข้าคง
ตกต่ำมิได้หลุดพ้นแล้ว” พูดแล้วน่ากลุ้มเสียจริง อีกนานแค่ไหนจึงจะรู้ตื่น ผู้พบเห็นเช่นนี้ก็ได้แต่
ทอดถอนใจ

ด้วยเหตุนี้คนพายเรือจึงนำเอาเรื่องนี้ไปกราบทูลพินธุราชาแห่งเมืองมคธ พินธุราชาได้ยินเช่นนั้น ทรงเคืองพระทัยมาก รีบมีรับสั่งประกาศว่า
“นับแต่บัดนี้ไป ถ้ามีพระภิกษุออกบวชขึ้นเรือข้ามฟาก จงอย่างเก็บค่าโดยสาร จงดูแลด้วย
ความเคารพ”

หลังจากองค์ราชันย์มีบัญชาเช่นนี้ สาวกของพระพุทธองค์ออกไปเผยแพร่พุทธธรรมโดยไม่รู้สึก
ลำบากอีกต่อไป...