ในอดีตชาติของพระศากยมุนีพุทธเจ้า ครั้งหนึ่งเคยเกิดกายเป็นพ่อค้า การค้าของเขาเจริญ
รุ่งเรืองมาก ทรัพย์สินเงินทอง ชื่อเสียงเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน เพราะว่าเขามีจิตใจเมตตา เมื่อพบเจอ
คนยากจนกำพร้า ก็จะให้ทรัพย์สินเงินทอง ด้วยเหตุนี้ ทุกคนจึงเคารพรักมาก องค์ราชันย์เองก็ยัง
นับถือในคุณธรรมของเขาและชื่นชมในความมั่งคั่งของเขา จึงคบหากันด้วยความสนิทสนมมาก

       ในตอนเที่ยงวันหนึ่ง ในระหว่างที่เขาเตรียมจะรับประทานอาหารอยู่ในบ้านนั้น หน้าบ้านของเขา 
มีพระภิกษุที่งามสง่ารูปหนึ่งมารอคอยรับการถวายภัตตาหารจากพ่อค้า และจะทำให้พ่อค้าคนนี้ได้รับ
ผลบุญวาสนามากยิ่งขึ้น

       เมื่อพญามารรู้เรื่องนี้ ก็บังเกิดจิตอิจฉาริษยามาก ก็ใช้มารเวทมาขัดขวางมิให้พ่อค้าได้บริจาค
ทาน พญามารใช้ฤทธิ์เดชเสกให้นรกไฟบรรลัยกัลป์ปรากฏขึ้น ท่ามกลางเพลิงไฟที่ลุกโหมก็ปรากฏ
ร่างของพวกเปรต กำลังถูกไฟนั้นเผาไหม้ร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ในขณะนี้พ่อค้าที่ยืนอยู่
ด้านในไม่เห็นภาพอันน่าเวทนาเช่นนี้ ทุกครั้งจะมีแต่พระภิกษุที่งามสง่าถือบาตรมายืนอยู่ที่ประตู
บ้าน และได้ยินพระภิกษุกล่าวว่า
       “โยม! ท่านสามารถบริจาคแก่อาตมาที่มาขอบิณฑบาตนี้ อาตมาจะให้พรแก่ท่านได้รับ
บุญวาสนาที่ไม่อาจเปรียบเทียบได้”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ภรรยาพ่อค้าก็จะรีบนำเอาสิ่งของอาหารอย่างดีจำนวนมากมายมาที่ประตู แต่ทันใดนั้นภาพที่เห็นนั้นทำให้ภรรยาพ่อค้าตกใจลนลานวิ่งกลับเข้าไปในบ้าน ฝ่ายพ่อค้าก็ไม่รู้
ว่าเกิดอะไรขึ้น จึงเดินไปดูที่ประตู เขาเห็นภาพเบื้องหน้าเป็นภาพนรกที่น่ากลัว พ่อค้ามีปัญญา
จึงรู้แจ้งในบัดดลว่าเป็นผีมือของพญามาร พญามารเห็นพ่อค้าออกมา จึงพูดกับพ่อค้าว่า
       “โยม ท่านดูสิ นรกไฟบรรลัยกัลป์ที่น่ากลัวเช่นนี้ มีไว้สำหรับผู้ที่มุ่งสร้างกุศลกรรม พวกเขา
นำเอาเงินทองมากมายบริจาคให้คนจนที่ไร้ประโยชน์ ไม่ยอมนำมาเซ่นสรวงบูชาเหล่าเทพเทวา 
ด้วยเหตุนี้เป็นการผิดกฎ และพวกเขาจะถูกลงโทษในนรก บัดนี้จะไม่ให้ท่านต้องตกลงรับกรรม
ในนรก ดังนั้นจึงมายับยั้งการให้บริจาคของท่าน รอฟังคำชี้แนะของเทพเทวาก็แล้วกัน พ่อค้าที่
มีปัญญารู้ว่านี้เป็นแผนร้ายของพญามาร จึงถามกลับไปว่า
       “ผู้ที่มีเมตตาจิตชอบบริจาคนั้น ในเมื่อต้องถูกลงโทษจากเทพเทวาและต้องรับทุกข์ในนรก 
แล้วคนที่รับการบริจาคนั้น เขาจะต้องไปยังที่แห่งใด?”
พญามารตอบว่า
       “คนที่รับการบริจาคนั้น ในอนาคตจะได้ขึ้นสวรรค์ เสวยผลบุญบนสวรรค์”
พ่อค้าที่มีปัญญา ยังไม่จนมุมจึงพูดอีกว่า
       “ความสัตย์ที่ท่านบอกแก่ข้านั้นสายไปเสียแล้ว ข้ารู้ว่าไม่มีโอสถใดที่จะรักษาเมตตาจิต
ของข้าได้ หากว่ามีทรัพย์สินเงินทองแล้ว สอนให้คนไม่เมตตาไม่บริจาค จึงจะเป็นสัทธรรม 
ยิ่งทำให้คนที่มีปัญญาน้อย ไม่เห็นด้วยดังที่ท่านกล่าวว่า คนที่ให้บริจาคจะต้องตกสู่นรกานต์ 
และผู้ที่รับการบริจาคจะได้ขึ้นสวรรค์ ถ้าเช่นนั้น ข้าก็ยินดีที่จะบริจาคให้มากกว่านี้ เพื่อทำให้
พวกที่รับการบริจาคจากข้าได้ขึ้นสวรรค์ มีความสุขตลอดกาล และก็ไม่ต้องเป็นทุกข์เป็นร้อน
ที่ข้าจะต้องรับเคราะห์ภัยด้วย”

พญามารยิ่งโกรธมากขึ้นพูดย้ำว่า
       “คิดถึงประโยชน์ของตนเองให้มาก ๆ ในเมื่อสิ้นเปลืองเงินทองจำนวนมากมายแล้วยัง
ต้องทนทุกข์ไม่มีที่สิ้นสุดอีก ช่างโง่เขลาเสียจริง”
       “ข้ายินยอมที่จะไปรับไฟบรรลัยกัลป์ในนรก แต่ไม่ยินยอมละทิ้งความเมตตากรุณาที่จะ
บริจาคทาน”
เมื่อพูดจบ ก็คิดจะก้าวลงไปในเพลิงบรรลัยกัลป์
       ดูก่อน! ดอกโกมุทขาวใต้เท้าของเขาก็บานออกในทันที ทำให้ร่างกายของเขาค่อย ๆ 
ลอยขึ้นจนพ้นจากบ่อเพลิงนั้น ในตอนนี้ พระภิกษุรูปนั้นบังเกิดความปิติยินดีและสรรเสริญ
พระภิกษุรูปนี้ต้องการตอบแทนบุญคุณที่พ่อค้าบริจาคทานให้ จึงเหาะขึ้นไปกลางอากาศ
สำแดงอภิญญา เพื่ออวยพรให้แก่พ่อค้า พญามารเห็นพระภิกษุรูปนี้มีพุทธานุภาพที่ยิ่งใหญ่ 
ทั้งมารเวทของเขาก็มิอาจหลอกพ่อค้าได้ จึงรู้สึกละอายใจมาก และภาพนรกนั้นก็ค่อย ๆ 
มลายหายไป

เมื่อมีศรัทธาที่เข้มแข็งและมั่นคง ไม่ว่าความชั่วร้ายใด ๆ ก็มิอาจจะทำอันตรายได้...