ครั้งหนึ่ง ขณะที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ ณ กรุงสาวัตถี ในเมืองมีเศรษฐีคนหนึ่งชื่อวิปุล 
แม้ว่าจะเป็นครอบครัวที่ร่ำรวยมั่งคั่ง แต่ตระหนี่ไม่ยอมบริจาคทานใด ๆ มีมิจฉาทิฐิ และไม่ยอม
นับถือในพระพุทธองค์

      มาบัดนี้ เศรษฐีวิปุลอยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์แข็งแรง ซึ่งเป็นเวลาที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีที่สุด 
เป็นช่วงเวลาที่น่าจะเสวยสุข แต่ทว่า เขาได้ใช้บุญวาสนาจนหมดสิ้นเสียแล้ว เขามีอายุขัย
เหลือเพียง ๕ วัน พระอุทายีเถระอยู่ในระหว่างการเข้าฌาน เมื่อได้ทราบเรื่อง จึงบังเกิดความ
สงสาร และคิดว่าโดยปกติเศรษฐีไม่สร้างบุญวาสนา อีกห้าวันเมื่อเสียชีวิตแล้ว ย่อมตกลงสู่
นรกานต์ พระเถระคิดว่าตนเองเป็นสาวกของพระพุทธองค์ จะต้องดำเนินตามคำสอนสั่งของ
พระพุทธองค์ในการปกโปรดเวไนย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐีวิปุลนั้นมีเหตุปัจจัยเกี่ยวพันกับ
พระพุทธองค์ช่วงหนึ่ง ดังนั้นพระอุทายีเถระจึงออกจากฌาน เดินไปยังที่ประทับของ
พระพุทธองค์ วอนขอให้ไปโปรดเศรษฐีวิปุล  พระพุทธองค์ทรงยินดี ที่พระอุทายีเถระได้บังเกิด
ความกรุณาอยากโปรดสัตว์โลก 

      ปัจจุบันนี้ เศรษฐีวิปุลนับถือในเทวพราหมณ์ เทวพราหมณ์เมื่อทราบแรงปณิธานของ
พระเถระ ก็รีบมาวอนขอต่อหน้าพระพักตร์พระพุทธองค์ว่าจะขอร่วมไปโปรดเขาด้วย 
พระพุทธองค์ทรงตอบรับด้วยความยินดี เทวพราหมณ์แปลงกายเป็นผู้รับใช้ ของพระอุทายีเถระ
ร่วมเดินทางไปยังบ้านเศรษฐีวิปุล เมื่อถึงประตูบ้านพระอุทายีเถระยืนเงียบอยู่ที่นั่น เศรษฐีวิปุล
มองเห็นพระภิกษุรูปหนึ่งยืนเงียบอยู่ที่ประตูบ้าน ก็รู้สึกประหลาดใจมาก จึงรีบวิ่งออกมาถามว่า
       “วันนี้ท่านมายืนนิ่งเงียบอยู่ที่นี่ มีอะไรจะขอหรือ?”
พระอุทายีเถระมองหน้าเขาแล้วตอบว่า
      “พระพุทธองค์ทรงเสด็จไปเทศนาธรรมสร้างคุณแก่เวไนย์ กลางวันตากแดดจ้า กลางคืน
ตากน้ำค้างหนาวช่างลำบากเสียจริง อาตมาคิดจะขอบิณฑบาตน้ำร้อนสองถังจากท่าน เพื่อ
นำไปให้พระพุทธองค์ชำระพระวรกาย”
เมื่อเศรษฐีวิปุลได้ยินเช่นนี้ ใจตระหนี่ถี่เหนียวก็เกิดขึ้นมา เขาพูดว่า 
      “ท่านต้องการให้ข้าเอาน้ำร้อนสองถังให้พระพุทธองค์ชำระพระวรกาย แต่ว่าท่านควรจะรู้
ด้วยว่า ข้านั้นนับถือเทวพราหมณ์ มิใช่พระพุทธองค์ ท่านรู้หรือไม่ว่า ต้มน้ำร้อยสองถังต้องใช้
เวลานานเท่าใด จะต้องใช้ฟืนจำนวนเท่าไร ข้าจะให้ท่านเปล่า ๆ ได้อย่างไร?”
ถึงตอนนี้คนรับใช้ที่ยืนอยู่หลังพระอุทายีเถระจึงเดินเข้าไปแล้วพูดกับเศรษฐีวิปุลว่า
      “ท่านวิปุล เรารู้ว่าท่านนับถือเรามาก แต่ท่านควรจะฟังคำพูดของเรา รีบนำน้ำร้อนสองถัง
ให้แก่พระเถระเกิด ที่พระเถระทำไปเพราะความเห็นใจสงสารท่าน เพื่อให้ท่านมีโอกาสสร้าง
เนื้อนาบุญสำหรับอานาคตชาติ”
      “แปลกจัง ที่จริงท่านเป็นใครกัน? ทำไมจึงพูดว่าข้านับถือท่านที่สุด หรือว่าท่านคือ
เทวพราหมณ์?” 
เศรษฐีวิปุลทำตาลุกวาวด้วยความประหลาดใจ จ้องมองดูคนรับใช้ที่อยู่ข้างกายพระเถระ
      “ใช่แล้ว นับว่าท่านฉลาดมาก เราคือเทวพราหมณ์ที่ท่านนับถือ เพราะว่าอีกห้าวันท่านก็
จะสิ้นอายุขัยจึงติดตามพระเถระมาโปรดท่าน”
วิปุลเศรษฐีได้ยินแล้วทั้งตกใจทั้งดีใจ ตกใจที่รู้ว่าตนเองชะตาขาด ดีใจที่เทวพราหมณ์ที่ตนเอง
นับถือได้ ปรากฏอยู่เบื้องหน้า แต่ว่า เขาก็ยังรู้สึกสงสัย จึงถามเทวพราหมณ์ว่า
      “นับว่าเป็นเรื่องแปลกเสียจริง เทวพราหมณ์เป็นเทพที่ยิ่งใหญ่ แล้วทำไมต้องไปเคารพ
สมณะด้วย”
      “ท่านไม่เข้าใจ นี่ก็โทษท่านไม่ได้ แม้นว่าเราเป็นเทพ แต่เราก็ยังมีวันที่จะตกสู่วัฏฏะ ส่วน
พระพุทธองค์นั้นแตกต่างกับเราอย่างฟ้ากับดิน เรามิอาจเทียบกับพระพุทธองค์ผู้ทรงรู้ตื่นได้ 
แม้ว่าท่านจะนับถือเรา แต่ผลแห่งทุกข์ที่ท่านจะได้รับในอนาคต เราก็มิอาจะช่วยท่านได้เลย
สักนิด มีเพียงมหากุศล มหากรุณาแห่งองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าสาวกเท่านั้น ที่จะ
สามารถช่วยให้ท่านพ้นจากความทุกข์ได้”
       ถึงตอนนี้ วิปุลเศรษฐีก็ไม่ลังเลสงสัยอีกต่อไป ทั้งยังบังเกิดความปิติน้อมถวายน้ำร้อน
สองถังให้แก่พระเถระ พระอุทายีเถระจึงนำน้ำร้อนสองถังไปให้พระพุทธองค์ชำระพระวรกาย

       เมื่อผ่านไปสี่วัน เข้าสู่วันที่ห้า วิปุลเศรษฐีก็จากโลกนี้ไปจริง เมื่อผ่านไปไม่นาน วันหนึ่ง ขณะที่พระพุทธองค์ทรงเทศนาธรรมอยู่นั้น ได้ตรัสแก่มหาชนว่า
      “ดูก่อน เหล่าพระภิกษุทั้งหลาย บุญกุศลที่บังเกิดจากการบริจาคทานด้วยความปิตินั้น
เป็นสิ่งที่ดีเลิศ พวกท่านรู้ไหมว่า หลังจากวิปุลเศรษฐีสิ้นชีวิตไม่นานนัก ก็ไปจุติเป็นเทวาใน
จตุมหาราชิก เสวยมรรคผลหกสิบกัปป์และไม่ตกสู่ทุคติ สุดท้ายเขาจะได้รับกายเป็นมนุษย์ 
ออกบวชศึกษาธรรมในโลกมนุษย์ทั้งยังบรรลุอริมรรคด้วย”
เพียงแค่บริจาคน้ำร้อนสองถังให้พระพุทธองค์ชำระพระวรกาย ก็สามารถได้รับบุญกุศลอัน
ประมาณมิได้ ได้เสวยบุญวาสนาไม่มีที่สิ้นสุด เฉกเช่นสิ่งที่ดี ๆ ทำได้ง่าย ๆ ทำไมพวกเรา
ไม่เรียนรู้ฝึกหัดกัน? มีคุณประโยชน์มากมายแต่ไม่รู้จักไขว่คว้า นี่มิใช่ความโง่เขลาหรือ?..