วันหนึ่ง ขณะที่พระพุทธองค์ทรงนำเหล่าพระภิกษุออกธุดงค์จนถึงแคว้นโกศล ซึ่งเป็นเวลาเที่ยง
พอดีพระอาทิตย์สาดแสงแรงกล้าลงสู่พื้นดิน เหล่าพระภิกษุรู้สึกร้อนและเหนื่อยล้ามาก ด้วยเหตุนี้
ทุกคนจึงหยุดพักผ่อนที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ขณะที่ทุกคนกำลังพักเหนื่อย ก็เห็นอากัปกิริยาของ
พระพุทธองค์แปลกไปจากปกติ พระองค์ทรงทอดพระเนตรไปยังต้นไม้เก่าแก่ครู่หนึ่งทรงทอด
พระเนตรไปยังทุ่งกว้างครู่หนึ่ง เหมือนกันว่าต้นไม้ใบหญ้าที่นี่มีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจ พระพักตร์ที่
อ่อนโยนของพระองค์ก็บังเกิดรอยยิ้ม พระอานนท์ที่คอยติดตามรับใช้ก็รู้สึกประหลาดใจมาก 
จึงพนมมือทูลถามพระพุทธองค์ว่า
       “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า! ข้าเคยได้ยินว่า เมื่อเหล่าตถาคตกระพริบตา เลิกคิ้วขึ้นนั้นล้วนแฝง
ด้วยเหตุปัจจัยหรือความนัยอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อสักครู่ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแย้มโอษฐ์ 
ย่อมจะต้องมีเหตุปัจจัยอะไรสักอย่างเป็นแน่แท้”

พระพุทธองค์ทรงน้อมพระเศียรและแย้มสรวลแล้วทรงตรัสว่า
       “อานนท์ แผ่นดินผืนนี้ คือร่องรอยอริยะของพระกัสสปะพุทธเจ้า พระองค์ทรงเคยประทับ ณ 
ตรงนี้แสดงเทศนาธรรมแก่เหล่าสานุศิษย์ ทำให้คิดถึงภายเหตุการณ์ในขณะนั้นที่ผ่านตาเข้ามา 
เหตุปัจจัยนี้ทำให้เราแย้มยิ้มออกมา”

พระพุทธองค์จึงทรงเล่าเหตุปัจจัยตอนหนึ่งในอดีตให้ฟังว่า
       “ในอดีต สถานที่แห่งนี้มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งชื่อวิภาลิชี หมู่บ้านนี้มีคนอาศัยอยู่หนาแน่น มีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ ประชากรมีความเป็นอยู่สุขสบายยิ่งนัก เศรษฐีอโรคะ เป็นผู้นำของคนใน
หมู่บ้าน เขามีทรัพย์สมบัติมากมายเหลือคณานับ บุตรชายของเศรษฐีอโรคะนามว่าอุลมนัส รุปร่าง
หน้าตาหล่อเหลาคมสัน เฉลียวฉลาด เริ่มศึกษาหนังสือพระสูตรของศาสนาต่างๆ ตั้งแต่อายุยังน้อย
เป็นพหูสูตร เมื่อเติบโตเป็นหนุ่ม ก็กลายเป็นนักการศึกษาที่มีชื่อเสียง ด้รับการเคารพยอมรับจากคน
ในหมู่บ้าน สหายของเขานามว่านันทิตร ก็เป็นเมธีผู้รอบรู้คนหนึ่ง แต่เขาเลือกที่จะทำงานด้าน
เครื่องปั้นดินเผา เพื่อหาเงินยังชีพ มิตรภายระหว่างเขากับอุปลมนัสนั้นสนิทสนมแน่นแฟ้น เสมือน พี่น้องกัน รากบุญของนันทตรนั้นหยั่งลึกมาก ได้นับถือเลื่อมใสพระกัสสปะพุทธเจ้าตั้งแต่ยังเยาว์วัย คำสอนเรื่องอริยสัจสี่ บารมีหก ที่พระกัสสปะพุทธเจ้าทรงสองสั่งนั้น นันทิตรสามารถเข้าใจอย่าง
ลึกซึ้ง ความศรัทธามั่นคงก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทุกวัน บิดามารดาของเขาตาบอดทั้งสองข้าง ด้วยเหตุนี้
เขาจึงปรนนิบัติห่วงใยเป็นพิเศษ เขาดำเนินชีวิตด้วยความระมัดระวังและเคร่งครัดมาก ทุกอย่าง
จะดูเรียบง่าย แม้จะเป็นฆราวาสแต่ก็ใช้ชีวิตเฉกเช่นเดียวกับผู้ออกบวช
       ทุกวันเขาจะต้องเหนื่อยหอบกับภารกิจที่บ้าน และยังหาเวลาไปฟังพระกัสสปะพุทธเจ้าเทศนา
ธรรมตามเวลาที่กำหนดอีก ทุกครั้งเมื่อฟังจบ ก็จะกราบลาพระกัสสปะพุทธเจ้าแล้วกลับบ้านไป
วันหนึ่งตอนเช้าตรู่ อุปลมนัสสหายที่ดีของนันทิตรขี่ม้าขาว นำพาเอาเด็กวันรุ่นห้าร้อยคน เดินทาง
ออกจากหมู่บ้านวิภาลิชี คิดจะไปสรรหาสถานที่สงบร่มเย็นสักแห่ง เพื่อสอนหนังสือพราหมณ์ให้แก่
ลูกศิษย์ของเขา ระหว่างทางที่นันทิตรกลับบ้าน ก็บังเอิญได้พบกับเพื่อนเก่าก็ดีใจมาก อุปลมนัส
ถามด้วยความประหลาดใจมากว่า
       “ไม่ได้พบกันเสียนาน รุ่งเช้าปานนี้ ท่านจะไปไหนหรือ?”
นันทิตรตอบว่า
       “ข้าจะไปกราบสักการะพระกัสสปะพุทธเจ้า บังเอิญจังที่ได้พบท่านที่นี่ ท่านไปกราบสักการะ
พระกัสสปะพุทธเจ้ากับข้าเถิด!”
อุปลมนัสได้ยินดั่งนั้นก็ไม่ค่อยพอใจ และพูดด้วยน้ำเสียงหยิ่งทะนงว่า
       “ข้าไม่อยากพบสมณะนั้น เขามีธรรมอะไรหรือ? ธรรมมิใช่สิ่งของที่จะได้รับมาง่าย ๆ เขามี
คุณสมบัติอันใดถึงได้บรรลุอริยมรรค?”
นันทิตรได้ยินคำพูดและท่าทางที่ส่อเสียดดูแคลนนี้ ก็ไม่พอใจ จึงออกแรงลากอุปลมนัสลงมา
จากรถม้า การกระทำเช่นนี้ทำให้อุปลมนัสตกใจยิ่งนักเขาคิดว่าปกตินันทิตรเป็นคนสุภาพ อ่อนโยน 
และไม่ทำร้ายใครง่าย ๆ เมื่อครู่นี้เขาโมโหร้อนใจ นั้นมิใช่เรื่องบังเอิญ ย่อมจะต้องมีความทุกข์ใจ 
ฉะนั้นจึงรีบพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
       “ตกลง จะไปที่แห่งไหนกัน ข้าจะไปกับท่าน ทำไมต้องโกรธขนาดนั้นด้วย!”
ด้วยเหตุนี้ พวกเขามาถึงเบื้องหน้าของพระกัสสปะพุทธเจ้า เมื่ออุปลมนัสเห็นธรรมลักษณ์อัน
งามสง่าของพระกัสสปะพุทธเจ้า และได้ฟังพระธรรมอันแยบยลจากพระกัสสปะพุทธเจ้า เขาก็คลาย
ความสงสัยและเริ่มศรัทธา คลายความโกรธและบังเกิดความยินดี ในระหว่างทางกลับบ้าน อุปลมนัส
เต็มเปี่ยมไปด้วยความปิติยินดี รู้สึกว่าพระกัสสปะพุทธเจ้าช่างยิ่งใหญ่นัก และรู้สึกโกรธตนเองที่รู้
สายเกินไป ทันใดนั้นก็บังเกิดจิตคิดอยากจะออกบวชติดตามพระกัสสปะพุทธเจ้า เขาจึงถาม
นันทิตรว่า
       “นันทิตร ท่านมิใช่ได้ฟังคำสอนแห่งพุทธธรรมจากพระกัสสปะพุทธเจ้ามากมายแล้วหรือ? ทำไมจึงไม่คิดออกบวชเล่า?”
       “อุปลมนัส การออกบวชคือการออกจากความทุกข์ทั้งปวง ได้รับความสุขแห่งอริยมรรค มีใครบ้างที่ไม่อยากพ้นจากความทุกข์ มีใครบ้างที่ไม่อยากได้รับความสุข? ข้าคิดถึงชีวิตนักบวชหลายต่อหลายครั้งแล้ว แต่บุพการีของข้านั้นตาบอดทั้งสองข้าง จึงต้องคอย
ดูแลเพื่อแสดงความกตัญญู ก็ได้แก่เก็บเอาความคิดออกบวชนั้นเอาไว้ก่อน เพราะว่าข้ายังห่วง
อาวรณ์กับทางโลกอยู่”
อุปลมนัสได้ยินนันทิตรกล่าวเช่นนั้น ก็รู้สึกตื่นเต้นมาก เหมือนได้พบแสงสว่าง จึงถามอีกว่า
       “ถ้าเช่นนั้น ข้าสามารถออกบวชกับพระกัสสปะพุทธเจ้าได้หรือไม่? รีบบอกข้าเถิด!”
       “โอ้! อุปลมนัส ท่านมีความตั้งใจที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ หามิได้อีกแล้ว บัดนี้ข้าจะไปเป็นเพื่อนท่าน”
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงย้อนกลับไปทางเดิม มารายงานเรื่องราวต่อหน้าพระพักตร์พระกัสสปะพุทธเจ้า 
พระกัสสปะพุทธเจ้าทรงเมตตา อนุญาตด้วยความยินดี อุปลมนัสจึงติดตามออกบวช และได้รับศีล
เป็นพระภิกษุครบถ้วน
       ผ่านไปหลายวัน พระกัสสปะพุทธเจ้าทรงนำพาเหล่าพระภิกษุเดินทางไปยังเมืองพาราณสี 
ไม่นานนักก็มาถึงสวนดอกไม้ใหญ่ในเมืองพาราณสี องค์ราชันย์กาละแห่งเมืองพาราณสี ได้ยินว่า
พระกัสสปะพุทธเจ้าเสด็จมาถึงประเทศตน ทรงดีพระทัยมากจึงตระเตรียมรถม้าขบวนใหญ่เคลื่อนไป
ยังสวนดอกไม้ เมื่อรถมาถึงนอกสวน องค์ราชันย์ทรงทอดพระเนตรเห็นพระกัสสปะพุทธเจ้าที่ประทับ
อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ มีเหล่าสาวกห้อมล้อม เหมือนหมู่ดาวล้อมเดือน มีความสง่างามยิ่งนัก องค์ราชันย์
มาแสดงความเคารพต่อพระกัสสปะพุทธเจ้า พระกัสสปะพุทธเจ้าจึงใช้กุศโลบายต่าง ๆ ชี้แนะองค์
ราชันย์ในเรื่องการปกครองประเทศ องค์ราชันย์ทรงสดับฟังดั่งนั้น จึงบังเกิดความปิติน้อมขอ
แสวงธรรม
       “พรุ่งนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าองค์ตถาคตและเหล่าพระภิกษุจะทรงเมตตาเข้าไปรับการถวาย
ในพระราชวัง”
พระกัสสปะพุทธเจ้าทรงตอบตกลงด้วยความยินดี องค์ราชันย์จึงแสดงความเคารพและลากลับไป
วันที่สอง พระกัสสปะพุทธเจ้าไปรับการถวายตามนัดหมาย องค์ราชันย์กาละทรงดีพระทัยมาก 
เมื่อการฉันภัตตาหารเสร็จสิ้น องค์ราชันย์ทรงกล่าวต่อพระตถาคตว่า
       “องค์ตถาคตเจ้า ได้โปรดประทับที่เมืองพาราณสีเถิด เราจะสร้างห้องพักใหม่ ๕๐๐ ห้อง 
และเครื่องบรรทมใหม่ ๕๐๐ ชิ้น และนำอาหารที่ดีที่สุดขององค์ราชามาน้อมถวาย”
       “มิต้องเกรงใจปานนั้น เพียงแต่ในใจของท่านบังเกิดความปิติ นั่นก็คือการถวายแล้ว”
องค์ราชันย์วอนขออยู่หลายครั้งหลายครา พระกัสสปะพุทธเจ้ายังทรงยืนยันคำตอบเดิม องค์ราชันย์ทรงผิดหวังมาก จึงทรงตรัสว่า
       “องค์ตถาคตเจ้า! ยังมีศิษย์ฆราวาสคนไหนอีกที่มีความนอบน้อมจริงใจถวายสักการะเช่นเรา?”
       “องค์ราชันย์กาละ ที่หมู่บ้านวิภาลิชีในประเทศของท่าน ยังมีเมธีนันทิตรผู้ซึ่งดำเนินตามคำสอน
ของเราทุกอย่าง ครั้งหนึ่ง เราออกบิณฑบาตจนถึงบ้านของนันทิตร บังเอิญนันทิตรไม่อยู่บ้าน เราจึง
ขอบิณฑบาตจากบิดามารดาของเขา บิดามารดาของเขาตอบเราอย่างอ่อนโยนว่า “องค์ตถาคตเจ้า! ช่างไม่ประจวบเหมาะเอาเสียเลย นันทิตรมีเรื่องเล็กน้อยจึงไม่อยู่บ้าน ไม่สามารถถวายสักการะ
ด้วยตนเองได้ ต้องขออภัยจริง ๆ แต่ไม่เป็นไรดอก ในหม้อนึ่งมีข้าว ในหม้อมีกับข้าว ขอเชิญ
พระองค์หยิบเอาตามความประสงค์เถิด” 
       ต่อมา นันทิตรกลับมาถึงบ้าน รู้ว่าเราได้หยิบเอาอาหารด้วยตนเอง ก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่โชคดีที่สุด
ดีใจจนถึงกับนอนไม่หลับเจ็ดวันเจ็ดคืนทีเดียว”
องค์ตถาคตหยุดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วทรงตรัสต่อไปว่า
       “ยังมีอีกครั้งหนึ่ง พวกเราได้หยุดพักในช่วงฤดูร้อน ในขณะนั้น บ้านที่เพิ่งสร้างใหม่ยังไม่มี
กระเบื้องปูหลังคา เราจึงให้ผู้ติดตามไปยังโรงงานเก่าของนันทิตร เพื่อเอาแผ่นกระเบื้อง แต่ว่า
นันทิตรไม่อยู่ ผู้ติดตามจึงไปเอาแผ่นกระเบื้องดินเก่าในโรงงานมา ต่อมา นันทิตรทราบเรื่อง 
ไม่เพียงแต่ไม่โกรธ กลับดีใจด้วยซ้ำ ดังนั้น องค์ราชันย์ ผู้ที่มีใจศรัทธา มีความอดทน เขาจะไม่รู้สึก
ผิดหวังหรือไม่พอใจในชีวิต ผู้ที่ไม่มีใจศรัทธา ไม่มีความอดทน จึงจะรู้สึกว่าผิดหวังกังวล เรามิได้รับ
คำเชื้อเชิญของท่าน ท่านก็จงอย่าเป็นทุกข์กังวลไปเลย ยังมีโอกาสหน้าอีก”
       พระกัสสปะพุทธเจ้าทรงเล่าเรื่องราวต่าง ๆ นา ๆ ให้แก่องค์ราชันย์ผู้หยิ่งทะนงฟัง องค์ราชันย์ฟัง
แล้วรู้สึกตื้นตันใจยิ่งนัก ต่อมาไม่นาน ก็บัญชาให้ขุนนางนำเอาข้าวสาร ๕๐๐ คันรถ และทรัพย์สิน
เพชรนิลจินดามากมายส่งไปยังบ้านของนันทิตร การตบรางวัลขององค์ราชันย์นั้น ช่างน่าภาคภูมิ
ยิ่งนัก แต่ทว่านันทิตรยืนยันที่จะไม่รับสิ่งของเหล่านั้น และแสดงความขอบคุณในพระ
มหากรุณาธิคุณ อันยิ่งใหญ่ขององค์ราชันย์ และหวังว่าองค์ราชันย์จะใช้สิ่งของเหล่านั้นอย่างมัธยัสถ์
และเกิดคุณค่า ดังนั้น ในจิตใจของผู้บำเพ็ญธรรม ไม่โลภ ไม่อยากได้ เมื่อบริจาคแล้วบังเกิดความ
ปิติยินดีก็เพียงพอแล้ว

พระพุทธองค์ผู้ทรงเกรียงไกร ทรงชี้แนะเหล่าสานุศิษย์เช่นนี้อยู่เสมอ.....