นี่เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อหลายอสงไขยกัปป์ที่ผ่านมา ในสมัยนั้นพระศากยมุนีพุทธเจ้า 
ยังคงเป็นองค์ราชันย์องค์เทวดาที่อยู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มักจะได้ยินผู้คนในโลกมนุษย์สรรเสริญ
องค์ราชันย์พระองค์นี้อยู่เสมอ เพราะว่าองค์ราชันย์นี้รักอาทรและคอยช่วยเหลือประชาราษฎร์ 
ไม่ว่าท่านจะมีเรื่องใดมาอ้อนวอนขอ องค์ราชันย์ไม่ทรงตระหนี่ถี่เหนียวเลย ซ้ำยังช่วยเหลือ
ด้วยความยินดี เทวราชและอัษฎคติต่างยกย่องในคุณธรรมขององค์ราชันย์นี้มาก
แต่ว่า วันหนึ่ง เทวราชได้ยินอัษฎคติที่เป็นลูกน้องพากันวิจารณ์ถกเถียงว่า 
         “…….องค์เทวราชของพวกเรา เดิมทีเป็นมนุษย์ที่สร้างมหากุศลในโลกมนุษย์ แล้วได้มา
เป็นองค์เทวราช ส่วนองค์ราชันย์ในโลกมนุษย์ที่มีชื่อเสียงขจรไกล หากว่าวันหนึ่งสิ้นอายุขัย 
ก็ย่อมจะได้จุติมายังที่ของพวกเรา ถึงตอนนั้นตำแหน่งองค์เทวราชของพวกเราก็…….”
       องค์เทวราชได้ยินคำพูดเช่นนี้ ก็บังเกิดความหวั่นกลัวมาก พระองค์คิดว่า ถูกต้อง ถ้าเขามา
ถือจุติบนนี้ แล้วตำแหน่งเทวราชของเรา ก็มิใช่ถูกแย่งเอาไปหรือ? จะประมาทไม่ได้  จึงรีบเรียก
พระวิศกรรมมาปรึกษาหารือ พระองค์ตรัสว่า
      “ท่านคงจะรู้จักองค์ราชันย์ในโลกมนุษย์นั่น เขาบริจาคไปทั่ว สร้างคุณานุคุณแก่เวไนย์ 
ก็จะมีบุญวาสนาได้เป็นเทวราช บางทีเขาอาจกำลังคิดแย่งตำแหน่งเราก็เป็นไปได้ หากว่าพวกเรา
ใช้วิชาอาคม ทำให้เขาเกิดความเสียใจเสียดายขณะที่ทำการบริจาค บุญวาสนาของเขาจะถูกหัก
ออก บัดนี้เราขอสั่งให้ท่านใช้อภิญญาไปดำเนินตามวิธีการของเรา”
      องค์เทวราชเล่าแผนการณ์แก่พระวิศวกรรม พระวิศวกรรมฟังไปส่ายหัวไป สุดท้ายก็พูดด้วยความนอบน้อมว่า
      “องค์เทวราช ข้าคิดว่าเขาคงไม่มีเจตนาแย่งชิงตำแหน่งเทวราชหรก ขอพระองค์ทรงยกเลิก
พระบัญชาเถิด!”
      “ไม่!” องค์เทวราชทรงตรัสด้วยวาจาเด็ดขาดว่า “ทองคำแท้มิต้องกลัวไฟหลอม ผู้ที่ดำเนิน
ในพระโพธิสัตว์มรรคยิ่งได้รับความทุกข์ยาก ใจธรรมยิ่งต้องเข็มแข็ง ทำเช่นนี้มีแต่เป็นการเพิ่ม
บุญกุศลให้เขา ไม่มีการขาดทุนสุญเสีย”
      ดังนั้นพวกเขาจึงทำตามวิธีการเดิม องค์เทวราชแปลงกายเป็นนกเหยี่ยว พระวิศวกรรมแปลงกาย
เป็นนกพิราบ บินลงสู่โลกมนุษย์
      ในวันนี้องค์ราชันย์นำองครักษ์ไปนอกเมืองท่องเที่ยว ขณะที่พระองค์ทรงประทับลงบนพื้นหญ้า
พักผ่อนนั้น นกพิราบบนลงมายังพระบาทของพระองค์ด้วยอาการตื่นตระหนกพร้อมกับวอนขอด้วย
ความรันทดว่า
      “ได้โปรดเถิดองค์ราชันย์ช่วยข้าด้วย ข้างหลังมีเหยี่ยวตัวหนึ่งบินไล่จะจับข้าเป็นอาหาร”
      “เจ้านกพิราบผู้น่าสงสาร ไม่ต้องกลัว เรายินดีคุ้มครองเจ้า” องค์ราชันย์ทรงปลอบโยนและยื่นพระหัตถออกไปอุ้มเจ้านกพิราบมาซ่อนไว้ในแขนเสื้อ ประเดี๋ยว
เดียวนกเหยี่ยวก็ตามมาทัน จ้องมององค์ราชันย์ด้วยสายตาที่ดุร้ายแล้วพูดว่า
       “คืนมาให้ข้า มันเป็นอาหารของข้า ข้ากำลังหิวและต้องการมัน!”
องค์ราชันย์ทรงตอบว่า
       “มิได้ เราได้ตกลงว่าจะคุ้มครองมัน เรามิอาจตระบัดสัตย์ได้ เจ้าหาของกินแก้หิว เจ้าจะเอา
อะไร เราจะให้เจ้าเป็นสองเท่า”
       “ข้าคิดแต่ว่านกพิราบน่าอร่อยที่สุด ท่านทำทานบริจาคช่างไม่ยุติธรรมเสียจริง 
ช่วยเหลือชีวิตมันแล้วจะปล่อยให้ข้าหิวตายหรือ?”
        “มิใช่ว่าอยุติธรรม เรารับปากว่าจะช่วยมัน สัจจะหนักแน่นดุจขุนเขา ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ 
ในขณะเดียวกันจะให้ผู้อื่นเสียสละชีวิตเพื่อให้สมความปรารถนาของเจ้า ช่างไม่มีเหตุผล เอาอย่างนี้
แล้วกัน เอาเนื้ออย่างอื่นให้เจ้าแก้หิว จะดีด้วยกันทั้งสองฝ่ายมิใช่หรือ?”
        “ตกลง!” นกเหย่ยวตอบด้วยความยินดีว่า “หากว่าท่านสงสารเวไนย์จริง ก็เฉือนเนื้อของท่าน
ให้ข้ากิน แต่จะต้องมีปริมาณเท่ากับเนื้อของนกพิราบ”
        “ดีมาก!” องค์ราชันย์ทรงตอบทันที
องค์ราชันย์ทรงบัญชาให้คนนำตาชั่งและมีดที่คมมาเล่มหนึ่งแล้วเฉือนเนื้อตัวเองออกมาชั่งลงบน
ตาชั่ง องค์เทวราชเห็นเช่นนั้น ก็ใช้มนต์ทำให้นกพิราบหนักยิ่งขึ้น องค์ราชันย์ได้แต่ตัดเอาเนื้อ
ทีละชิ้นเติมลงไป แต่เมื่อเวลาชั่งทุกครั้ง องค์เทวราชก็ใช้มนต์กับนกพิราบทุกครั้ง เนื้อของ
องค์ราชันย์ยิ่งมากขึ้นเท่าใด นกพิราบก็ยิ่งหนักขึ้นเท่านั้น องค์ราชันย์อดทนต่อความเจ็บปวดของ
กายสังขาร ตัดเนื้อออกมาจนหมดแล้วแต่มันก็ยังไม่เท่ากับน้ำหนักของนกพิราบ
       ความทุกข์จากการเชือดเฉือนเนื้อหนังมังสา ก็มิได้ทำให้พระองค์ตระบัดสัตย์ พระองค์ไม่เสีย
พระทัยเลยแม้แต่น้อย พระองค์ยินดีเสียสละชีวิต เพื่อรักษาคำมั่นสัญญา และช่วยเหลือนกพิราบ 
พระองค์ทรงตรัสกับองครักษ์ข้างกายว่า
      “จงฆ่าเรา แล้วนำไขกระดูกของเรารวมเข้าไป จะต้องพอแน่นอน”
      “องค์มหาบพิตร! พระองค์ทรงอย่าได้ทำเช่นนั้นเลย” 
องค์รักษ์คุกเข่าลงวอนขอด้วยน้ำตานองหน้า
      “ไม่ เราดำเนินในโพธิสัตว์มรรค ยึดถือความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ยอมสละชีวิตเพื่อ
บรรลุความตั้งใจ ศีลนั้นเป็นของล้ำค่าสูงส่งยิ่งกวาชีวิตหลายแสนเท่า จิตใจเรามั่นคงดุจภูผา 
ลมพายุ ไสยศาสตร์ มิอาจทำให้จิตใจเราสั่นคลอนได้”
องค์เทวราชได้เห็นได้ยินทุกกิริยาทุกคำพูดขององค์ราชันย์ ที่ไม่เสียดายชีวิตในการรักษาศีล 
จิตใจที่มุ่งมั่นจะช่วยให้เวไนย์พ้นทุกข์ ซึ่งมันได้ตราตรึงเข้าไปในดวงใจองค์เทวราช จึงบัญชา
ให้นกพิราบและตนเองคืนร่างกลับเป็นเทวดา จากนั้นก็พนมมือสักการะ กล่าวด้วยความเคารพว่า
       “องค์มหาบพิตร! ไฉนพระองค์จึงทรงตั้งปณิธานเดินในหนทางที่ยากลำบากเช่นนี้?”
องค์ราชันย์ทรงตรัสว่า “เรามิได้หวังในผลบุญที่จะเป็นเทวราช และมิได้เรียกร้องเพื่อชีวิตตนเอง 
เพียงแต่เพียงว่าเวไนย์ในหลายอสงไขยกัปป์ที่ผ่าน เพียงเพราะความไม่รู้แจ้งชั่วขณะ จึงก่อกรรม
ทำเข็ญไว้มากมายเวียนว่ายอยู่ในคติหก เรารู้สึกโศกาอาดูรพวกเขา จึงตั้งปณิธานดำเนินใน
โพธิสัตว์มรรค แต่ก็หวังว่าจะบรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิในเร็ววัน เพื่อช่วยให้พวกเขาพ้นจากการเกิดดับ และร่วมเข้าสู่นิพพาน”
องค์เทวราชได้ยินเช่นนั้นทรงตกพระทัยมากจึงรีบตรัสว่า
      “เราคิดว่าเป้าหมายการบำเพ็ญขององค์ราชันย์คือการช่วงชิงตำแหน่งของเรา ดังนั้นจึงมา
ก่อกวน หวังว่าท่านจะไม่โกรธเคือง เราช่างโง่เขลาเสียจริง ท่านโปรดอภัยแก่เราเถิด และรับการ
ขอขมาจากเราด้วย ท่านได้โปรดชี้แนะเรา เรายินยอมฟังและทำตาม”
      องค์ราชันย์หาได้มีความไม่พอใจไม่ ทรงตรัสอย่างอ่อนโยนว่า
      “ขอเพียงให้สังขารของเรากลับคืนเหมือนเดิม ให้เราสามารถดำเนินตามปณิธานของเราต่อให้
เราได้ฉุดช่วยเวไนย์ได้มากยิ่งขึ้น บุญกุศลของท่านก็ไร้ขอบเขต”
องค์เทวราชก็รีบเรียกเทวแพทย์มาช่วยรักษษให้องค์ราชันย์ พริบตาเดียว องค์ราชันย์ก็กลับแข็งแรง
ดังเดิม องค์เทวราชปิติยินดีมาก ทรงแสดงความเคารพพร้อมกับพระวิศวกรรมแล้วกลับสู่เทวตำหนัก