วันหนึ่ง พระเจ้าน้าของพระพุทธองค์คือพระนางมหาประชาบดีทรงนำพาหญิงสาวศากยวงศ์
ประมาณ ๕๐๐ คนไปยังนิโครธารามเพื่อเยี่ยมเยียนพระพุทธองค์ ทั้งยังนำเอาชุดจีวรที่เพิ่งทอเสร็จ
ไปถวายแด่พระพุทธองค์ด้วย พระพุทธองค์ทรงรับไว้และตรัสแก่พระนางว่า
     “เราจะมาบริจาคแก่สงฆ์แทนท่าน ด้วยบุญกุศลแห่งการบริจาคนี้ ท่านย่อมจะได้รับผลตอบสนอง
อันยิ่งใหญ่”
      “ไม่! ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า” พระนางมหาประชาบดีทรงตรัสว่า “จีวรสองชุดนี้ทำเพื่อพระองค์ 
ขอท่านโปรดเก็บเอาไว้เถิด เราหวังว่าพระองค์จะนำมาสวมใส่เอง”

      พระพุทธองค์ทรงเห็นว่าเป็นพระเจ้าน้าจึงไม่ปฏิเสธเสียงแข็ง ทรงตรัสอย่างผ่อนปรนว่า
     “การบริจาคถวายแก่สงฆ์นี้เป็นบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่ เราก็เป็นคนหนึ่งในคณะสงฆ์ รับเอาไว้ชุดหนึ่ง 
อีกชุดหนึ่ง เราจะทำการบริจาคแทนท่าน”
พระนางมหาประชาบดีทรงเห็นพระพุทธองค์สัญญาว่าจะรับไว้หนึ่งชุด แต่พระนางก็ทรงยกปัญหา
ขึ้นมาถามพระพุทธองค์อีกว่า
     “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า!  เราหวังว่าพระองค์จะทรงเมตตาอนุญาณพวกเราสักเรื่องหนึ่ง ก็คือให้
พวกเราสามารถออกบวชตามสัทธรรม ได้รับศีลครบถ้วนด้วยเถิด”
เมื่อพระพุทธองค์ทรงสดับเช่นนั้น ก็ทรงปฏิเสธโดยไม่ต้องครุ่นคิดเลยว่า
     “การขอร้องของท่านข้อนี้เราไม่อาจรับปากได้ และขอได้โปรดอย่าทรงคิดเช่นนั้นและตรัสเช่นนั้น
เลย  เหล่าพระพุทธาในอดีตล้วนไม่อนุญาตให้สตรีออกบวช สตรีศึกษาธรรมในครัวเรือน มีความ
วิริยะ ขยันหมั่นเพียร ก็สามารถได้รับสัมมาสัมโพธิ แต่ไม่สามารถออกบวชได้ พระพุทธเจ้าในอนาคต พวกเขาจะต้องดำเนินตามพระธรรมวินัยนี้ ท่านสามารถดำเนินตามคำสอนของเราได้ ท่านก็บำเพ็ญ
อยู่ในครัวเรือน มรรคผลแห่งสัมมาสัมโพธิ ไม่มีการแบ่งแยกว่าเป็นบรรพชิตหรือฆราวาส”

     พระนางมหาประชาบดีทรงตรัสตอบอย่างไม่พอพระทัย เพราะพระนางเคยทูลขอร้องเช่นนี้
มาสามครั้งแล้ว และก็ถูกพระพุทธองค์ปฏิเสธทั้งสามครั้ง ทุกครั้งที่พระพุทธองค์ทรงปฏิเสธพระนาง 
พระนางก็จะทรงกันแสง สตรีห้าร้อยคนก็พลอยร้องไห้ไปด้วย เสียงร้องไห้ดังสนั่นหวั่นไหว น้ำตาเอ่อ
ท่วมท้นเหมือนสายฝนที่ตกไม่หยุด พระพุทธองค์ทรงเกรงว่าพวกนางจะตามมาอีก จึงนำพาเหล่า
สาวกไปเทศนาสอนสั่งที่กูฏาคารศาลา เมื่อสตรีบังเกิดความคิดขึ้นมา มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะปฏิเสธ

     เมื่อพระนางมหาประชาบดีทรงได้ยินว่าพระพุทธองค์เสด็จไปเทศนาธรราที่กูฏาคารศาลา พระนาง
ทรงปรึกษากับสตรีอีกห้าร้อยคน จากนั้นก็ทรงตัดสินใจปลงพระเกศาสวมจีวร เดินทางไปยังกูฏาคาร
ศาลาตามพระพุทธองค์ เมื่อพระนางมหาประชาบดีและสตรีห้าร้อยคนไปถึงกูฏาคารศาลา ต่าง
เหนื่อยล้าจึงพากันนั่งพักผ่อนนอกประตู บังเอิญพระอานนท์เดินออกมาจากข้างใน เห็นพวกนาง
ต่างพากันปลงผมเรียบร้อยแล้ว จึงรู้สึกตื่นตกใจยิ่งนัก

     เมื่อพระนางมหาประชาบดีทรงเห็นพระอานนท์ แม้ว่าจะทรงอ่อนล้า แต่พระนางก็ยังลุกขึ้นมา
ตรัสแก่ประอานนท์ว่า
     "พระอานนท์เถระ ท่านมาได้พอเหมาะเสียเหลือเกิน ท่านสามารถรับรู้ถึงสภาพและจิตใจของ
พวกเราได้หรือไม่? พวกเราขอไหว้วานให้ท่านไปเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ ทูลว่าพวกเรามาถึงแล้ว 
หวังว่าท่านจะพยายามช่วยขอร้องให้พระพุทธองค์ทรงรับพวกเราให้พวกเราออกบวชด้วย 
มิฉะนั้นแล้ว พวกเราก็จะตายอยู่ที่นี่ไม่กลับไป"
พระนางมหาประชาบดีทรงตรัสไปกันแสงไป พระอานนท์ก็อดที่จะเห็นใจสงสารมิได้จึงร้องไห้ด้วย 
และกล่าวกับพวกนางว่า
     "พวกท่านวางใจเถิด ท่านไม่ต้องกล่าวอะไร ข้าเห็นสภาพของพวกท่าน ก็รู้สึกเสียใจยิ่งนัก 
พวกท่านนั่งรอสักครู่ ข้าย่อมจะช่วยกลางทูลเจตนาของพวกท่านต่อพระพุทธองค์"
พระอานนท์ผู้ยังหนุ่มแน่นบังเกิดความเห็นออกเห็นใจสตรีกลุ่มนี้ และนับถือพวกนาง แต่เข้าไม่เข้าใจ
จิตใจของสตรี ยิ่งไม่เข้าใจถึงพระทัยพระพุทธองค์ และธรรมวินัยของพระพุทธองค์ด้วย พระนาง
มหาปชาบดีและสตรีทั้งหลายเห็นพระอานนท์ยินยอมช่วยเหลือ ก็รีบก้มกราบขอบคุณ

     พระอานนท์เดินไปยังเบื้องหน้าอาสนะของพระพุทธองค์ เพื่อทูลเรื่องสตรีเหล่านั้น แต่เข้ารู้สึก
ว่าเป็นเรื่องยากยิ่งที่จะอ้าปากทูลเรื่องนี้ สุดท้ายเขาจึงต้องรวบรวมความกล้าทั้งหมดกล่าวออกมาว่า
     "ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเข้า! มีเรื่อง ๆ หนึ่งที่ข้าคิดจะกลางทูลและพระองค์ ทั้งให้พระองค์โปรด
ชี้แนะด้วย คือพระนางมหาประชาบดีนำพาสตรีห้าร้อยคนมายังประตูวิหารแล้ว"
     "พวกนางมิใช่มาเพื่อเสาะหาธรรม ท่านจงไปปฏิเสธแทนเราด้วยเถิด"
     "ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเข้า พวกนางต่างปลงผมแล้ว เหมือนกับว่าเป็นพระภิกษุณี ข้ารู้ว่าในคณะ
ของพระองค์ไม่มีพระภิกษุณี แต่ว่าพวกนางพูดว่า หากพระพุทธองค์ทรงปฏิเสธ พวกนางต่อให้ตายก็
ไม่ยอมกลับไป ข้าเห็นพวกนางน่าสงสารยิ่งนัก"
     "เราเองก็สงสารนางเช่นกัน แต่เรายิ่งสงสารเวไนย์ทั้งปวง เพื่อให้สัทธรรมคงอยู่ชั่วนิรันดร์ ไม่ว่า
อย่างไรก็ตามท่านไปปฏิเสธพวกนางดีกว่า"
     "คนอื่นนั้นสามารถบอกปฏิเสธได้ แต่ว่าฝ่ายตรงข้ามนี้เป็นพระเจ้าน้าของพระพุทธองค์ พระนางมี
บุญคุณเลี้ยงดูพระองค์มา ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่อาจปฏิเสธพวกนางได้ หากว่าพระองค์จะทรง
ปฏิเสธ อาจจะเกิดผลร้ายในภายหลังได้"
     "เราก็มิได้ลืมเลือนพระคุณของนาง แต่คณะสงฆ์ของพวกเราไม่อาจให้สตรีเข้าร่วมได้"
พระอานนท์เห็นพระพุทธองค์ทรงยืนยันปฏิเสธ และพระพุทธองค์ยังทรงตรัสอีกว่าในคณะสงฆ์ไม่
สามารถให้สตรีเข้าร่วมได้ พร้อมกับเหตุผลต่าง ๆ พระอานนท์ก้มหน้านิ่งเงียบ ไม่กล้าที่จะทูลถาม
อะไรจากพระพุทธองค์อีก แต่ว่าเขาก็ยังคิดถึงพระนางมหาประชาบดีและสตรีอีกห้าร้อยคน
ที่น่าสงสาร ใบหน้าแห่งความกลัดกลุ้มของพวกนาง เสียงร้องไห้ของพวกนาง ทั้งยังคำสัญญา
ที่รับปากกับพวกนางที่จะมาอ้อนวอนต่อพระพุทธองค์ เขาจำต้องทูลต่อพระพุทธองค์ว่า
     "ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า! พระองค์ทรงทรงตรัสว่าในคณะสงฆ์ไม่สามารถให้สตรีเข้าร่วมได้ 
หรือว่าคำสอนหลักธรรมของพระองค์มีการแบ่งแยกชายหญิง?"
พระพุทธองค์ทรงอธิบายต่อพระอานนท์ด้วยความอดทนว่า
     "อานนท์ หลักธรรมคำสอนของเราไม่มีการแบ่งแยกชายหญิง ในขณะที่เราบรรลุธรรมนั้นเราก็ได้
กล่าวแล้วว่าสรรพเวไนย์ทั้งปวงสามารถบรรลุเป็นพระพุทธะได้ พุทธธรรมก็มิได้จำเพาะเจาะจงว่า
เป็นของใคร เรายังกล่าวว่าหญิงชายพึงมีความเสมอภาค ทั้งยังกล่าวว่าเวไนย์ทั้งปวงย่อมมี
ความเสมอภาค แต่ว่าแม้จะกล่าวเช่นนี้ ท่านก็รู้ว่าหลักธรรมคำสอนของได้ยึดถือมวลมนุษย์เป็น
รากฐาน ในฐานะที่เป็นรากฐานของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นบุรุษหรือสตรี บำเพ็ญบุญวาสนา ปัญญา 
สร้างคุณานุคณแก่ตนเองและผู้อื่น ขจัดความกลัดกลุ้ม ล้วนสามารถแสวงหาการหลุดพ้นบรรลุ
อริยมรรคได้ ขณะที่เราแสดงธรรมที่เชตวันวรวิหารนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลและพระนางมาลิกา พระนางทรงบำเพ็ญตามหลักธรรมคำสอน ที่เราชี้แนะให้ พระนางสามารถกล่าวถึงความวิจิตร
อัศจรรย์ ความสมบูรณ์ของหลักธรรมได้อย่างดีเลิศ เด็กน้อยสุปัญญาอายุแปดปีสามารถเข้าใจ
หลักธรรมคำสอนได้ไม่ด้อยกว่าผู้อื่น ในปีแรกที่เราเผยแพร่ธรรม เราก็ได้รับการถวายตัวจาก
มารดาของยศลเป็นอุบาสิกา
     อานนท์ ท่านจะต้องรู้ว่าการศึกษาบำเพ็ญตามหลักธรรมคำสอนของเรานั้นไม่จำเป็นต้อง
ออกบวช การที่เราปรากฏในภาพลักษณ์ของบรรพชิต ก็เพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยอารยธรรม 
ซึ่งมิใช่ลักษณะแท้แห่งตถาคตของเรา และเราย่อมจะรู้ว่าพระเจ้าน้าของเราเมื่อออกบวชในอนาคต
ก็ย่อมจะบรรลุกลาย เป็นมหาบุรุษผู้เปี่ยมบารมี ได้รับอริยมรรคอันสูงส่ง แต่ว่าเราทำเพื่อหลักธรรม
คำสอนในอนาคต หากว่าได้เปิดกว้างให้สตรีเข้าร่วมคณะสงฆ์ ก็เปรียบเสมือนในท้องนาที่ดีมี
วัชพืชงอกออกมา ซึ่งมีผลเสีย ต่อการเก็บเกี่ยว เมื่อคิดถึงตรงนี้ เราจึงไม่อนุญาตให้สตรีออกบวช"
หลังจากที่พระอานนท์ฟังคำพูดของพระพุทธองค์แล้ว ก็กราบสักการะกล่าวทั้งน้ำตาว่า
     "ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเข้า พระองค์สามารถทนดูพวกนางตายไปได้หรือ? พระองค์จะไม่ยื่น
พระหัตถ์ออกไปช่วยเหลือหรือ?"
พระพุทธองค์ทรงรู้สึกว่ายากที่จะรับมือกับปัญหานี้ พระองค์ทรงล่วงรู้ว่านี่เกี่ยวพันกับกรรมร่วมและ
ปัจจัยของเวไนย์ในโลกนี้ไม่มีธรรมใดที่จะวิสุทธิ์นิรันดร์ พระพุทธองค์จึงทรงเงียบไปสักพักหนึ่ง 
จึงทรงตรัสกับพระอานนท์ว่า
     "ในความเป็นจริงก็ไม่มีวิธีอื่นใด ท่านไปเรียกพวกนางมาเถิด"
พระบัญชาของพระพุทธองค์ พระอานนท์ รีบกระวีกระวาดออกไปบอกข่าวด้วยความยินดี 

     พระพุทธองค์ทรงมองพระอานนท์ที่เดินจากไปด้วยแววตาที่ไม่เหมือนปกติ เหมือนกับมีเรื่องกังวล
พระทัยสตรีห้าร้อยคนได้ยินว่าพระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้เข้าพบจึงดีใจมาก พระนางมหาประชาบดี
จึงเป็นหัวหน้านำพาเข้าพบพระพุทธองค์ แม้ว่าพวกนางจะพูดจาด้วยเสียงเบาแต่เสียงนั้นยังคงดัง
เหมือนรอบข้างไม่มีผู้คน พระนางมหาประชาบดีและสตรีห้าร้อยคนคุกเข่าลงอยู่หน้าเบื้องพระพักตร์
พระพุทธองค์ทั้งก้มกราบและกล่าวว่า
     "ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเมตตา! พวกเราเหมือนผู้พเนจรกลับมาถึงบ้านเกิดเมืองนอน 
เสมือนคนตาบอดเห็นพระอาทิตย์ ขอขอบคุณท่าน พวกเราไม่มีเรื่องใดที่น่าจะดีใจเท่าพระองค์ทรง
อนุญาตให้ออกบวชได้"
     "พวกท่านต้องการจะเข้าร่วมในคณะบรรพชิต จะต้องปฏิบัติตามครุธรรม ๘ ประการ"
     "ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขอะไร พวกเราก็ตจะปฏิบัติตาม ขอพระองค์โปรดวางใจเถิด"
พระพุทธองค์ทรงตรัสถึงครุธรรมแปดประการอย่างเคร่งขรึมว่า 
     "ข้อที่หนึ่ง เป็นพระภิกษุณีจะต้องแสวงหาอุปสัมปทา
     ข้อที่สอง เป็นพระภิกษุณีจะต้องไปยังอารามของพระภิกษุทุกครึ่งเดือน ถามวันอุโบสถ รับฟัง
โอวาทสอนสั่งชี้แนะจากพระภิกษุ
     ข้อที่สาม เป็นพระภิกษุณี จะต้องไปยังอารามพระภิกษุ เพื่อจำพรรษา หากว่าในบริเวณใกล้เคียง
ไม่มีพระภิกษุ พระภิกษุณี ก็ไม่ต้องจำพรรษา
     ข้อที่สี่ เป็นพระภิกษุณีไม่ต้องได้รับโทษของพระภิกษุสงฆ์ หากต้องอาบัติ ให้พระภิกษุเป็นผู้ว่า
กล่าว ความผิดของพระภิกษุณี
     ข้อที่ห้า เป็นพระภิกษุณีหากกระทำผิดในเรื่องการใส่ร้ายป้ายสีบริภาษ  ภายในครึ่งเดือนจะต้อง
ประพฤติมานัตในสงฆ์สองผ่าย
     ข้อที่หก เป็นพระภิกษุณีที่อุปสัมปทาแม้กระทั่งร้อยปี ยังจะต้องให้ความเคารพกราบไหว้ พนมมือ
ต่อพระภิกษุที่แม้จะบวชได้เพียงวันเดียว
     ข้อที่เจ็ด เป็นพระภิกษุณีหลังจากจำวัดแล้วต้องปวารณาให้สงฆ์ 2 ฝ่ายโดยสถานะทั้งสาม คือ 
โดยเห็น โดยได้ยิน โดยรังเกียจ (ระแวงสงสัย)
     ข้อที่แปด เป็นพระภิกษุณี หากถามพระภิกษุแล้ว พระภิกษุไม่ฟัง พระภิกษุณีก็ไม่ต้องถาม"

     เมื่อพระพุทธองค์ทรงตรัสถึงหลักธรรมแปดประการนี้แล้ว ยังทรงกำชับพระนางมหาประชาบดีและ
สตรีห้าร้อยคนว่า
     "พวกท่านน้อมปฏิบัติตามหลักธรรมแปดข้อขอเราได้ชั่วกาลนาน หากว่าได้กระทำผิด ก็ย่อมจะ
สูญเสียการดำรงชีวิตที่บริสุทธิ์ไป สัทธรรมแห่งเราก็จะเกิดความสับสนวุ่นวาย หลักธรรมแปด
ประการนี้ เสมือนชาวนาสร้างทำนบ ป้องกันอุทกภัย เราก็ทำเพื่อมิให้สัทธรรมต้องแปดเปื้อน หากว่า
พวกท่านสามารถตั้งสัตย์จะปฏิบัติตาม วันนี้เราก็จะให้พวกท่านธรรมวินัยศีลครบถ้วนของผู้ออกบวช"
พระนางมหาประชาบดีทรงได้ยินเช่นนั้น ก็ตรัสตอบด้วยความเคารพว่า
     "ข้อแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า! พวกเราก็เสมือนกับสตรีแรกรุ่นที่งดงาม สวมสร้อยบนศีรษะที่สวยงาม 
ใช้สองมือรักษาปกป้องเอาไว้ พวกเราล้วนยินดีที่จะปฏิบัติตามคำสอบของพระพุทธองค์"

นี่ก็เป็นประวัติความเป็นมาของคณะภิกษุณี.