ในตอนเช้าวันหนึ่ง ขณะที่แสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณสาดส่องไปทั่วพื้นปฐพี ขณะที่พระพุทธองค์
ทรงเดินเล่นอยู่ริมแม่น้ำ ทันใดนั้น ในสถานที่ที่ไกลออกไป มีคนหนุ่มคนหนึ่งวิ่งมาหาพระพุทธองค์
อย่างบ่าคลั่ง ปากก็ร้องว่า “ข้าทุกข์เสียจริง ข้าทุกข์เสียจริงเลย”
     เด็กหนุ่มเดินเข้ามาใกล้พระพุทธองค์พระพุทธองค์ทรงทอดพระเนตรเขาด้วยความเมตตา เขาก็
มองพระพุทธองค์ด้วยแววตาน่าสงสาร พระพุทธองค์ทรงงามสง่า สยบจิตใจอันบ้าคลั่งของเขาไว้
เขาคุกเข่าลงต่อหน้าพระพุทธองค์และพูดว่า
     “ท่านคือพระพุทธองค์ผู้ทรงเปี่ยมด้วยความเมตตากรุณาใช่หรือไม่? ขอท่านได้โปรดช่วย
ข้าด้วยเถิด ข้าคือยศสแห่งเมืองกาสี ข้าถูกความเป็นอยู่รุมเร้าจนไม่เป็นสุข แสงอาทิตย์ในเวลา
กลางวันสาดส่องชื่อเสียงกามกิเลส ลาภยศ มันรุมเร้าจนข้าไม่มีเวลาพักผ่อน เมื่อตกเย็นเริ่มมี
แสงโคมไฟ นางระบำทั้งหลายก็จัดงานเลี้ยงอย่างหรูหราขึ้น ในช่วงเริ่มแรก ข้าก็เคลิบเคลิ้มหลงใหล
ไปสักระยะหนึ่ง แต่พอนานวันเข้า ข้ากลับหาความสุขจากสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ เมื่อคืน เมื่องานเลี้ยง
สิ้นสุดลง ข้าก็ต้องพาเอาสังขารที่อ่อนระทวย กลับไปล้มตัวนอนลงที่ห้อง ในขณะที่สะลึมสะลือ
อยู่นั้น ข้าฝันไป เป็นฝันที่น่ากลัวมาก ทำให้ไม่อาจนอนหลับต่อไปได้ ข้าจึงลุกจากเตียง เดินออก
จากห้องนอน ทันใดนั้น ข้าก็เห็นนางระบำที่ข้ารักกำลังมีความสัมพันธ์สวาทกับนักดนตรีคนหนึ่ง ในขณะนั้นข้าไม่อาจทนดูได้ไฟแห่งความโกรธมันลุกท่วมจิตใจของข้า สติปัญญาสับสน กลางวัน
สาดส่อง ด้วยเหตุนี้จึงออกจากบ้านมาตั้งแต่ยามวิกาลอย่างบ้าคลั่ง ตลอดทางที่ผ่านมาข้าวิ่งมา
อย่างกับคนตาบอด เหมือนกับมีพลังอะไรบางอย่าง จนถึงเมื่อยามฟ้าสาง ข้าจึงจะเดินมาถึงแม่น้ำ
วาลก ข้าเห็นท่านก็คงจะเป็นผู้ที่ถูกกล่าวขานว่าพระพุทธองค์ทรงเป็นผู้รู้ผู้ตื่น ขอได้โปรดช่วยข้า
ด้วยเถิด ข้ากลัดกลุ้มกังวงใจมาก”
พระพุทธองค์ทรงยื่นพระหัตถ์ไปลูบยศสและทรงตรัสว่า
     “สาธุชนหนุ่มเอย เราก็คือพระพุทธองค์ที่ท่านกล่าวถึง ท่านจงอย่าได้กลัดกลุ้มไม่สงบเลย 
ท่านเห็นเราแล้วย่อมจะมั่นคงเสรี บัดนี้ท่านจงทำใจให้สงบคิดทบทวนดู ในโลกนี้มีงานเลี้ยงใด
ที่ไม่เลิกราหรือไม่? ชีวิตมนุษย์ก็หาใช่ว่าจะได้อยู่ร่วมกันชั่วนิรันดร์? ท่านอย่าได้เศร้าโศกเสียใจ 
เดิมทีนี่เป็นโลกมายาเสแสร้ง ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนเป็นอนิจจัง สังขารของพวกเราก็ยังไม่
สามารถเป็นที่พึ่งให้แก่พวกเราได้ แล้วจะให้ผู้อื่นมาเป็นของพวกเราได้อย่างไรกัน? โอกาสที่ท่าน
จะได้รับการฉุดช่วยมาถึงแล้ว ขอให้ท่านปล่อยวางทุกสิ่งเถิด”

     เมื่อยศสได้ยินเสียงพระธรรมจากพระพุทธองค์ เปรียบเสมือนน้ำค้างหล่อเลี้ยงลงบนจิตใจ
ที่ร้อนรุ่ม เขามองดูลักษณะแห่งความเมตตาของพระพุทธองค์อีกครั้งหนึ่ง เขาซาบซึ้งใจจน
น้ำตาไหล เขาคุกเข่าลงวอนขอให้พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้เขาออกบวชด้วย พระพุทธองค์ทรง
มองเขาด้วยนัยน์ตาที่สงสารและทรงตรัสว่า
     “ยศส บัดนี้ท่านจงรีบกลับไปที่บ้าน บุพการีของท่านกำลังเป็นห่วงท่านอยู่ การออกบวชมิใช่ว่า
ต้องออกจากครอบครัวจึงจะเรียกว่าออกบวช แม้ว่าร่างกายจะสวมชุดออกบวช แต่จิตใจแปดเปื้อน
ไปด้วยโลกีย์นิสัย แม้ว่าคนจะอาศัยอยู่ในป่าเขา แต่จิตใจกลับไม่ลืมเลือนชื่อเสียงลาภยศ จะให้
เรียกว่าเป็นผู้ออกบวชได้อย่างไร? หากว่าร่างกายสวมใส่แพรพลอยสวยงาม และจิตใจมีความ
สว่างไสวบริสุทธิ์ สามารถสยบศัตรูแห่งความกลัดกลุ้มได้ ไม่มีการแบ่งแยกเคืองแค้นกับผู้ใด ทั้งยัง
ใช้สัจธรรมสอนสั่งในโลกา นี่จึงจะเรียกว่าผู้ออกบวชที่แท้จริง แล้วท่านจะออกบวชแบบไหนกัน?”
     “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ทรงชี้แนะความหมายของการออกบวช ข้าสามารถเข้าใจได้
ทั้งหมดและสามารถยอมรับได้ ข้าขออ้อนวอนต่อพระพุทธองค์ ได้โปรดเมตตาให้ข้าได้พ้นจาก
ความกลัดกลุ้ม เป็นผู้เผยแพร่สัจธรรมคนหนึ่ง เป็นสาวกพระพุทธองค์ผู้ยิ่งใหญ่ด้วยเถิด”
พระพุทธองค์ทรงอนุญาตตามคำอ้อนวอนของยศส นับตั้งแต่นั้นมาสาวกของพระพุทธองค์ก็เพิ่มขึ้น
ทุกวัน
     มากล่าวถึงบิดาของยศสนามว่ากาลิก เขาตื่นนอนแต่เช้าตรู่ ได้ยินคนในบ้านมารายงานว่า
ยศออกไปจากบ้านตั้งแต่กลางดึกโดยไม่มีสาเหตุ ไม่มีร่องรอย หลังจากที่เขาได้ยินก็ตกใจมาก 
จึงสั่งให้คนในบ้านออกตามหาไปทั่ว ส่วนตนเองก็ออกหาไปในสถานที่ต่าง ๆ เขาหาไปหามา
สอบถามผู้คนจนมาถึงริมแม่น้ำวาลก กาลิกจึงข้ามแม่น้ำมา เดินมายังที่ประทับของพระพุทธองค์ 
พระพุทธองค์ทรงมีรับสั่งให้ยศสหลีกไปก่อน จากนั้นจึงทรงปรากฏกายขึ้น เศรษฐีกาลิกจึงถามว่า
     “ท่านเป็นสมณะหรือ? ทำไมข้าไม่เคยพบเห็นสมณะที่มีลักษณะน่าเกรงขามงามสง่าเช่นท่าน
มาก่อน? ท่านเห็นบุตรชายของข้านามว่ายศสหรือไม่?”
     “เชิญท่านนั่งลงก่อน บุตรของท่านย่อมจะหาพบอย่างแน่นอน”
     “จริงหรือ? ข้าเห็นท่านเหมือนกับมหาบุรุษทีเดียว ย่อมจะไม่พูดปดแน่นอน” เศรษฐีกาลิกจึงนั่งลง
ตรงข้ามกับพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ทรงกล่าวถึงบุญกุศลแห่งการบริจาค ประโยชน์ของการถือศีล 
และตรัสถึงว่าชีวิตของมนุษย์ต้องการอะไรบ้าง ความทุกข์ของมนุษย์ ความร่ำรวยเปรียบเสมือนกับ
ฟองอากาศบนผิวน้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่พึ่งพาอาศัยไม่ได้เศรษฐีกาลิกได้ยินพระพุทธองค์ชี้แนะก็ตื้นตันใจ
ยิ่งนัก ทั้งยังได้ยินว่าพระองค์คือเจ้าชายสิทธัตถะแห่งกรุงกบิลพัสดุ์ที่ทรงออกบรรพชาและบรรลุ
ธรรมเป็น พระพุทธองค์ จึงคุกเข่าลงกราบสักการะต่อพระพุทธองค์ ในใจก็ตื้นตันและเป็นสุขยิ่งนัก
     ถึงตอนนี้พระพุทธองค์ทรงเรียกยศสมาพบกับบิดา ตอนแรกเศรษฐีกาลิกคิดว่ายศสจะฆ่าตัวตาย 
แต่บัดนี้เห็นเขายังอยู่ในสภาพที่แข็งแรง และได้ยึดถือพระพุทธองค์เป็นสรณะ ก็ยินดีเป็นยิ่งนัก 
เขาส่งเสริมให้ยศสออกบวช ตัวเขาเองก็น้อมยึดถือพระพุทธองค์เป็นสรณะและเป็นสาวกฆราวาส
คนหนึ่ง ซึ่งเขาก็เป็นอุบาสกคนแรกของพระพุทธองค์
     เศรษฐีกาลิกได้ทูลเชิญพระพุทธองค์เสด็จไปรับการถวายปัจจัยที่บ้านในวันรุ่งขึ้น วันที่สอง
พระพุทธองค์ทรงนำพาสาวกหกองค์ไปรับการถวายปัจจัย มารดาของยศสก็น้อมยึดถือเอา
พระพุทธองค์เป็นสรณะ เป็นสาธุชนหญิงฆราวาสและดำเนินชีวิตเป็นครอบครัวที่มีพุทธศาสนาเป็น
แนวทาง และเป็นอุบาสิกาคนแรกของพระพุทธองค์