พระพุทธองค์ผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อทรงมีพระชนมายุได้แปดสิบพรรษา ทรงนำพาพระอานนท์เดินธุดงค์
ไปถึงเมืองจามร มีพระภิกษุมากมายต่างมารวมตัวกันที่นี่ พระพุทธองค์จึงทรงตรัสกับทุกคนว่า
     “เหล่าพระภิกษุทั้งหลาย วันนี้ได้พบเจอพวกท่าน ณ ที่นี่นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก นับตั้งแต่เราได้
ตรัสรู้ในสัมมาสัมโพธิ เรารักและปกป้องพระภิกษุและเหล่าสาวกทั้งหลาย สอนสั่งมหาชน ประทาน
วาสนาแก่มหาชนทั้งหลาย นำความปิติบริจาคแก่ทุกคน ปฏิบัติต่อเวไนย์ทั้งปวงด้วยความเมตตา เรา
เทศนาธรรมสอนสั่งฉุดช่วยเวไนย์มาตลอดชีวิตโดยมิได้คิดถึงความเหนื่อยยากและการพักผ่อนเลย
      สิ่งที่เราจะกล่าวก็ล้วนเป็นสิ่งที่เคยกล่าวต่อพวกท่านแล้ว เราไม่เคยคิดว่าพวกท่านสาวกทั้งหลาย
เป็นของเราเวไนย์เป็นของเรา เราสามารถบัญชาทุกคนได้ แต่เราก็เป็นเพียงคน ๆ หนึ่งที่อยู่ท่ามกลาง 

อยู่ร่วมกับพวกท่านทุกคนเสมอ เราต้องการจะกล่าวอะไรก็กล่าว องค์ตถาคตไม่มีความลับใด ๆ เรา
ไม่บีบเค้นบังคับกดดันผู้คนเพื่อให้เขาเหล่านั้นมาดำเนินตามเรา
      อายุแห่งสัมโภคกายเราเข้าสู่ความชรา เหมือนรถที่จะพังคันหนึ่ง จะใช้วิธีการซ่อมแซมมาบำรุง
รักษา มันก็มิใช่วิธีที่เป็นนิจนิรันดร์ หลังจากนี้อีกสามเดือนเราจะดับขันธ์เข้าสู่ปรินิพพานอยู่ระหว่าง
ต้นสาละทั้งสองในเมืองกุสินารา แต่ว่าเรายังคงดูแลพวกท่านต่อไปชั่วนิรันดร์ รวมทั้งดูแลถึงเหล่า
เวไนย์ที่ศรัทธาเลื่อมใสในตัวเรา”

      เมื่อข่าวพระพุทธองค์จะปรินิพพานแพร่สะพัดออกไป เหล่าสาวกก็พากันตื่นตกใจยิ่งนัก ในจิตใจ
ของสาวกทั้งหลาย รู้สึกว่าสุริยันจันทราไร้แสงขึ้นมาทันที ฟ้าดินหมุนเคว้งคว้าง พระพุทธองค์ทรง
ตรัสอีกว่า
      “พวกท่านมิต้องเสียใจ ฟ้าดินสรรพสิ่งทุกอย่าง เมื่อมีเกิดก็ย่อมมีลักษณะแห่งความอนิจจังอยู่ 
ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็หนีไม่พ้นกฎเกณฑ์นี้ เมื่อก่อนเราเคยกล่าวกับพวกท่านมิใช่หรือ? สิ่งที่เป็นที่รัก
ทั้งปวงย่อมจะมีกาลสูญสลาย เมื่อมาพบเจอกันได้ก็ย่อมมีการพลัดพราก กายสังขารที่เกิดจากการ
รวมตัวของจิตใจและวัตถุต่าง ๆ ก็เป็นอนิจจัง ซึ่งไม่สามารถจะเป็นอิสระเสรีได้ตามความคิดของ
มนุษย์ทั้งหลาย ชีวิตแห่งกายเนื้อไม่สามารถดำรงอยู่ชั่วนิจนิรันดร์ เรามักจะกล่าวเช่นนี้เสมอมิใช่หรือ?
ถ้าจะให้สัมโภคกายของตถาคตเจ้าคงอยู่ในโลกาชั่วนิรันดร์ นี่ก็เป็นการผิดกฎธรรมชาติแล้ว เราคือ
ผู้ที่จะเป็นคนเปิดเผยสัจธรรมแห่งจักรวาลนี้ เราย่อมจะไม่ผิดต่อธรรมญาณ หากพวกท่านต้องการ
ให้เราอยู่ในโลกาชั่วนิจนิรันดร์และพวกท่านไม่ดำเนินตามธรรมคำสอนของเรา ต่อให้เราคงอยู่อีก
พันหมื่นปี จะมีประโยชน์อันใด? พวกท่านสามารถดำเนินตามธรรมคำสอนของเราได้ ก็เปรียบเสมือน
ว่าเรามีชีวิตอยู่ท่ามกลางจิตใจพวกท่านชั่วนิรันดร์ ปัญญาชีพธรรมกายของเรา ย่อมจะปกแผ่ไปสู่
เวไนย์ในอนาคตและพวกท่านทุกคน พวกท่านจะต้องมีความศรัทธามั่งคง ยึดถือพระธรรม ดำเนิน
ตามพระธรรม จงอย่าได้ยึดถือสิ่งอื่นใด ไม่เกียจคร้านที่จะบำเพ็ญศึกษาอริยธรรม หลุดพ้นจากความ
กลัดกลุ้ม ควบคุมใจไม่ให้สับสน นี่จึงจะเป็นสาวกของเราอย่างแท้จริง”
      หลังจากที่พระพุทธองค์ทรงตรัสจบ ทรงเสด็จไปยังสวนอัมพวันในเมืองปาวาและทรงรับการ
ถวายสุกร มัททวะจากจุนทกัมมารบุตรผู้ซึ่งเป็นช่างทอง สุกรมันททวะเป็นอาหารจำพวกเห็ด เป็น
อาหารที่ย่อยได้ยาก หลังจากที่พระพุทธองค์ทรงเสวยแล้วก็ทรงประชวร แต่พระพุทธองค์ยังทรง
เมตตาอธิบายถึง ความแตกต่างของสมณะสี่ประเภทจุนทกัมมารบุตรฟังแล้วตื้นตันใจยิ่งนัก
พระพุทธองค์ทรงตรัสถึงสมณะ ๔ ประเภทว่า 
      ประเภทที่หนึ่งคือสมณะผู้ดำเนินธรรมได้อย่างดีเยี่ยม 
      ปรเภทที่สองคือสมณะที่พูดกล่าวความหมายของธรรมได้อย่างดี
      ประเภทที่สามคือสมณะที่อาศัยธรรมในการดำรงชีพ 
      ประเภทที่สี่คือสมณะที่ทำให้ธรรมแปดเปื้อน เป็นสมณะเหมือนกัน แต่ก็มีจริง มีเท็จ มีดี มีชั่ว เมื่อพบเจอสมณะที่ไม่ดีก็จงอย่าได้ประนามเหมารวมสมณะทั้งหมดว่าเป็นเช่นนั้น เฉกเช่นต้นข้าว
ในท้องนา ในท้องนานั้นก็ย่อมจะมีวัชพืชอยู่บ้าง ผู้ที่เป็นฆราวาสให้ใกล้ชิดกัลยาณมิตรให้มาก 
แต่ก็ไม่ควรจะวิพากษ์วิจารณ์สมณะ จะดีจะเลวอย่างไรฆราวาสทั้งหลายไม่ต้องสนใจเป็นดีที่สุด

      ต่อมา พระพุทธองค์ทรงประชวรอยู่ที่หมู่บ้านเวฬุวัน แต่พระองค์ก็ยังทรงเดินทางต่อไป วันหนึ่ง 
พระพักตร์ของพระองค์ได้ปรากฏแสงสว่างอย่างอัศจรรย์ แสงนั้นมีความสมบูรณ์ วิสุทธิ์ งามสง่า 
ดุจดังสุริยันจันทรา แสงนั้นสว่างไสวไร้ขอบเขตดุจดั่งมหาสมุทร พระอานนท์ทูลถามพระพุทธองค์
ว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า นับตั้งแต่ข้าติดตามรับใช้พระองค์มา วันนี้เป็นครั้งแรกที่เห็นพระพักตร์
เปี่ยมด้วยความเมตตาของพระพุทธองค์สว่างไสวยิ่งกว่าดวงตะวัน แสงนั้นสาดส่องให้ทั่วตรีสหัส
โลกธาตุ”
พระพุทธองค์ทรงตอบว่า
      “ถูกต้อง แสงแห่งพระตถาคตเจ้ามีอยู่สองครั้งที่แตกต่างจากทั่ว ๆ ไป ครั้งแรกคือครั้งที่ได้บรรลุ
อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ครั้งที่สองคือการจะเข้าสู่นิพพาน”
พระอานนท์ได้ฟังดังนั้น ก็รู้สึกยินดีทั้งยังรู้สึกเศร้าสลดใจ
      พระพุทธองค์ทรงหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งสัจธรรมไว้ตลอดทางที่ผ่านมา ด้านหลังมีคนจำนวน
ไม่น้อยที่ติดตามมาพวกเขาตามหลังพระพุทธองค์ผู้ซึ่งทั้งชราภาพทั้งประชวรด้วยน้ำตาอาลัย 
หากว่าในโลกนี้มีคนที่แข็งแรงจริง ๆ มีปัญญาชีพไร้การแก่ เจ็บ ตายแล้วไซร้ นั่นก็เรียกได้ว่าบรม
มหาอริยะตถาคต
พระพุทธองค์ทรงพระดำเนินอยู่บนทาง พระอานนท์ก็ทูลถามด้วยความกลัวว่า
      “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า หลังจากที่พระองค์เข้าสู่นิพพานแล้ว สมควรที่จะใช้พิธีฌาปณกิจ
อันใดเล่า?”
พระพุทธองค์ทรงตรัสตอบอย่างเยือกเย็นว่า
      “พวกเขาที่เป็นผู้ยึดถือพระรัตนตรัยจะเป็นผู้ช่วยเหลือ ท่านไม่ต้องยุ่งเกี่ยว จงวางใจทำงานของ
ตนเองต่อไปแต่ว่าเราสามารถบอกวิธีการบางอย่างแก่ท่านได้ เพื่อให้ท่านนำไปพิจารณาไตร่ตรอง 
ทุกคนก็ปรารถนาที่จะรู้ เมื่อที่จะได้ไม่เกิดข้อโต้เถียงแปลกประหลาดออกมาในหมู่ผู้คน ดังนั้นเราจึง
จะบอกกล่าวข้อสำคัญให้พวกท่านรู้ ถ้าเช่นนั้น เราก็จะบอกกล่าวพิธีฌาปนกิจอย่างจักรพรรดิราชา
ให้ทราบ”
      “พิธีฌาปนกิจอย่างจักรพรรดิ์ราชาเป็นอย่างไร?” พระอานนท์ถามด้วยความเสียใจน้ำตาไหล
พระพุทธองค์ทรงตรัสตอบอย่างสงบว่า
      “ก่อนอื่นใช้น้ำหอมชำระพระวรกาย จากนั้นก็ใช้ผ้าฝ้ายบริสุทธิ์ห่อหุ้มไว้ ชั้นบนสุดใช้ผ้าสักหลาด
หลากสีปิดคลุมและนำใส่ไว้ในโลงทองคำ ภายในโลงทาด้วยน้ำมันงา จากนั้นนำโลงทองคำใส่
ลงไปในโลงเหล็กอีกชั้นหนึ่ง ด้านนอกวางไม้จันทน์หอมไว้รอบ ๆ ด้านบนวางเครื่องหอม บริเวณ
สี่ด้านวางดอกไม้สด…..”
เมื่อพระพุทธองค์ทรงตรัสถึงตรงนี้ ก็นิ่งเงียบไปพักหนึ่ง และทรงตรัสต่อว่า
      “ตถาคตสามารถใช้ตรัยสมาธิไฟเผาฌาปนด้วยตนเอง พวกท่านเก็บสารีริกธาตุ และสร้างเจดีย์
อยู่ที่ทางสี่แยกให้คนผ่านไปมาได้กราบไหว้สักการะ”
พระพุทธองค์มิใช่ขอเจดีย์เพื่อตนเอง แต่พระองค์ทำเพื่อเวไนย์ จึงได้กล่าวถึงการสร้างเจดีย์
      จากนั้นไม่นานพระพุทธองค์ทรงเสด็จเข้าเมืองกุสินารา กำชับพระอานนท์ว่า
      “ท่านจงไปจัดอาสนะสำหรับเราที่ตรงกลางระหว่างต้นสาละทั้งสอง ให้ศีรษะอยู่ทางทิศเหนือ 
พระพักตร์หันไปทางทิศตะวันตก ในระยะนี้การถ่ายทอดเผยแพร่คำสอนแห่งธรรมของเราจะมุ่งไป
ทางทิศเหนือ ในอนาคตก็จะไปเจริญรุ่งเรืองทางทิศตะวันตก และคืนนี้เราก็จะเข้าสู่นิพพาน”
พระอานนท์และมหาชนได้ยินเช่นนั้นก็พากันร้องไห้ จากนั้นทุกคนก็ปรึกษาหารือกันว่าร้องไห้
แบบนี้ก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด สิ่งสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้สัทธรรมคงอยู่ได้ในอนาคต พวกเรา
สมควรจะขอคำชี้แนะจากพระพุทธองค์จึงจะถูกต้อง หลังจากปรึกษาหารือกันแล้ว ต่างก็เรียกให้
พระอานนท์ทูลถามพระพุทธองค์
      “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกเราสาวกทั้งหลายอดที่จะเสียใจไม่ได้ มีปัญหาสี่ข้อสุดท้าย
จะทูลถามพระองค์
      ข้อที่หนึ่ง ขณะที่พระพุทธองค์ทรงมีพระชนม์ชีพอยู่นั้น พวกเราได้ยึดถือพระพุทธองค์เป็น
อาจารย์ หลังจากที่พระองค์เข้าสู่นิพพานแล้ว พวกเราควรจะยึดถือใครเป็นอาจารย์?
      ข้อที่สอง ขณะที่พระพุทธองค์ทรงมีพระชนม์ชีพอยู่นั้น พวกเราได้ยึดถือพระองค์เป็นสรณะ 
หลังจากที่พระองค์เข้าสู่นิพพานแล้ว พวกเรายึดถือสิ่งใดเป็นสรณะ?
      ข้อที่สาม ขณะที่พระพุทธองค์ทรงมีพระชนม์ชีพอยู่นั้น คนชั่วช้าเลวทรามมีพระพุทธองค์
เป็นผู้สยบ หลังจากที่พระองค์เข้าสู่นิพพานแล้ว จะสยบคนชั่วช้าเลวทรามนั้นอย่างไร?                
      ข้อที่สี่ ขณะที่พระพุทธองค์ทรงมีพระชนม์ชีพอยู่นั้น คำสอนสั่งของพระองค์ ทุกคนบังเกิดความ
ศรัทธาเข้าใจได้อย่างง่ายดาย หลังจากที่พระองค์เข้าสู่นิพพานแล้ว การสังคยานาพระสูตร จะทำ
อย่างไรให้คนเกิดความศรัทธา?”
พระพุทธองค์ทรงตรัสตอบอย่างอ่อนโยนว่า
      “อานนท์ ท่านเป็นตัวแทนของคนทั้งหลายที่ยกปัญหาสี่ข้อนี้มาถามเรา ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งสำคัญ
มาก พวกท่านมิต้องเสียใจเช่นนี้ หากพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ย่อมจะ
ไม่เป็นเฉกเช่นพวกท่าน พระมหากัสสปะก็อยู่ในระหว่างทาง ก่อนที่เราจะนิพพานเขายังมาไม่ถึง
พวกท่านต้องการรู้ถึงธรรมญาณ หากตถาคตใช้สัมโภคกายอยู่ในโลกนี้แล้วไซร้ มันก็ยังคงเป็น
รูปลักษณ์แห่งอนิจจัง มีเพียงเข้าสู่นิพพาน พวกท่านดำเนินตามธรรม พระพุทธองค์จึงจะคงอยู่
ในโลกชั่วกาลนาน
      บัดนี้ เราจะขอตอบคำถามทั้งสี่ข้อของพวกท่าน พวกท่านจดจำไว้ให้ดี
      ข้อที่หนึ่ง พวกท่านถามว่าหลังจากที่เราเข้าสู่นิพพานแล้ว ยึดถือใครเป็นอาจารย์ พึงอาศัย
พระปาฏิโมกข์เป็นอาจารย์
      ข้อที่สอง ท่านถามเราว่าหลังจากที่เราเข้าสู่นิพพานแล้ว พึงยึดถือสิ่งใดเป็นสรณะ พึงยึดถือ
สติปัฏฐานสี่เป็นสรณะ
      ข้อที่สาม ท่านถามเราว่าหลังจากที่เราเข้าสู่นิพพานแล้วจะสยบคนชั่วช้าเลวทรามได้อย่างไร พึงนิ่งเฉยเสีย
      ข้อที่สี่ ท่านถามเราว่าหลังจากที่เราเข้าสู่นิพพานแล้ว พระสูตรจะทำให้ผู้คนบังเกิดความศรัทธา
ขึ้นได้อย่างไร พึงใช้คำขึ้นต้นในพระสูตรทุกบทว่า “ดั่งที่ข้าได้สดับมา”

      อานนท์ พวกท่านพึงรำลึกถึงสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ เทศนาธรรม และเข้าสู่นิพพานของ
พระพุทธองค์ไว้จงดี ที่สำคัญคือกายหมั่นดำเนินในความเมตตา วาจากล่าวด้วยความเมตตา 
ความคิดพึงมีความเมตตา อย่างอื่นมิต้องกังวลบัดนี้มิต้องเศร้าโศกเสียใจ จงรีบไปปูอาสนะให้เรา
ที่ตรงกลางระหว่างต้นสาละคู่เถิด”

     นี่ก็เป็นเรื่องราวความเป็นมาของพระสูตรทุกเล่มที่ขึ้นต้นด้วย “ดั่งที่ข้าได้สดับมา”.